จากญี่ปุ่น ถึงมัลดีฟ และออสเตรเลีย ทั้งหมดนี้คือลิงก์ข่าว “อย่างน้อย” ที่เชื่อมกัน เมื่อกดอ่านข่าวประเด็น “ปะการังฟอกขาว” และ “ความหลากหลายของปลาในแนวปะการัง ลดจำนวนลง” ทั้งยังมีรายงานวิจัยทำนายว่า ภายในปี 2050 ปะการังทั่วโลกจะกลายเป็นสีขาว 99%
ทั้งหมดมีมูลเหตุเดียวกันคือ สภาพอากาศโลกแปรเปลี่ยน โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น (เพียง 1-2 องศาเซลเซียส) ทำให้ปะการังต้องขับสาหร่ายออกมาจากเนื้อเยื่อ
ปะการัง -จากที่เคยมีสีสันสดใส ก็จะเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เหมือนแท่นหินสีขาว อ่อนไหว และติดโรคได้ง่าย แต่สีสันเหล่านี้ (ซึ่งได้พลังงานมาจากสาหร่ายในเนื้อเยื่อของปะการัง) จะคืนกลับได้ถ้าอุณหภูมิของน้ำกลับไปเป็นปกติ แต่ถ้าไม่ น้ำยังคงอุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ปะการังพวกนี้ก็จะตาย* ในที่สุด
นอกจากอุณหภูมิที่ไม่คงที่และเพิ่มสูงขึ้น อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟอกขาวของปะการัง คือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่มาจากการจับปลาที่มากไป มลพิษ การพัฒนาแนวชายฝั่งและเกษตรกรรมต่างๆ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวใหม่ แต่เป็นข่าวใหญ่ และดูจะส่งผลกระทบถึงกันเป็นวงกว้างและด้วยอัตราที่เร็วขึ้น
ปรากฎการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ เกิดขึ้นแล้ว 3 ครั้ง
ปี 1998 ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ คลื่นความร้อนใต้น้ำฆ่าปะการังทั่วโลกไปกว่า 16% (ตั้งแต่ตะวันออกกลาง, แอฟฟริกาตะวันออก, มหาสมุทรอินเดีย เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก มหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกและตะวันออก ทะเลแคริบเบียน และมหาสมุทรแอตแลนติก) และเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยเหตุผลเดียวกันในปี 2010
ตุลาคม ปี 2015 สำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ออกประกาศว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่รอบที่ 3 (ประกาศอย่างเป็นทางการปี 2015 แต่ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2014) ขณะนั้นองค์กรวิชาการไม่แสวงกำไรด้านวิทยาศาสตร์ (US National Academies of Sciences) นิยามว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ยาวนานที่สุด ส่งผลกระทบวงกว้างที่สุด ร้ายแรงที่สุด และจะยังผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายปี
NOAA ประเมินว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อแนวปะการังทั่วโลก เฉพาะภายในสิ้นปี 2015 อยู่ที่ 38% ของปะการังทั่วโลก หรือกินพื้นที่กว่า 1.2 หมื่นตร.กม ทั้งอธิบายต่อว่า แม้ปะการังทั่วโลกจะมีชีวิต เติบโตอยู่ใต้พื้นมหาสมุทรเพียง 0.1% แต่ตัวเลข 0.1% นี้คือ บ้านของประชากรและความหลากหลายของพันธุ์ปลากว่า 25% และถ้าให้เหตุผลใกล้ตัวมนุษย์ขึ้นอีกนิด NOAA ประเมินว่านั่นคือเม็ดเงินจำนวน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ($30 billion) ที่เกี่ยวพันกับการดำรงอยู่ของมนุษย์กว่า 500 ล้านคน (500 million people)
ผลกระทบหลังฟอกขาวครั้งใหญ่ระลอก 3
รายงานต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบปะการังในแต่ละประเทศ ที่ได้รับความสนใจที่สุดคือ มรดกโลกอย่าง “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” (Great Barrier Reef) ระบบนิเวศปะการังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่มากกว่า 3 แสนตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย หรือตอนใต้ของทะเลคอรัล นับเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ เกรตแบร์ริเออร์รีฟประกอบด้วยปะการังว่า 3,000 ตัว เกาะกว่า 600 เกาะ และเกาะปะการังกว่า 300 เกาะ
ปี 2017 สำนักข่าว The Gurdian รายงานข้อมูลจากศูนย์เพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาแนวปะการังของออสเตรเลีย (ARC Centre of Excellence for Coral Reef Studies) มหาวิทยาลัยเจมส์คุก ระบุว่า จากการสำรวจปะการังบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของประเทศยาว 2,300 กิโลเมตร (1,400 ไมล์) พบว่าปะการังกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ทางตอนเหนือและกลางของการสำรวจ ตาย หรือ ฟอกขาวและเสี่ยงจะตาย
เฉพาะมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ประเมินว่าอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์
รายงานชิ้นเดียวกันยังระบุว่า ปะการังแถบมัลดีฟ ในมหาสมุทรอินเดียเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ปะการังได้รับกระทบอย่างต่อเนื่องและขยายกว้าง ปะการังกว่า 60-90% เริ่มเป็นสีขาว

เฉพาะเกาะคริสต์มาส (Christmas Island) สาธารณรัฐคิริบาส (Republic of Kiribati) เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกกลาง ที่มีปรากฎการณ์อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงเป็นเวลา 10 เดือน ราวปี 2015-2016 ทำให้ปะการังกว่า 90% ตายลง
ในประเทศญี่ปุ่น Independent ในปี 2017 รายงานเช่นกันว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อม (Environment Ministry) ประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า หลังอุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสในเดือนมิถุนายน-กันยายน ทำให้ปะการัง 2 ใน 3 ได้ตายลง และกว่า 91% ของแนวปะการัง Sekiseishoko เริ่มเห็นการฟอกขาวแล้วบางส่วน ทั้งระบุว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดตามหลังการฟอกขาวในเกรตแบร์ริเออร์รีฟ
ไม่นับว่ามีรายงานล่าสุด ใน Scientific Reports เผยแพร่ปี 2016 ระบุว่า ภายในปี 2050 ปะการังทั่วโลกจะกลายเป็นสีขาว 99% บางรายงานประเมินอย่างสุดโต่งเลยว่า ปะการังทั่วโลกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จะตาย (ไม่ใช่แค่ฟอกขาว)
“ข้อมูล (จากดาวเทียม) ล่าสุดทำนายว่า เราอาจได้พบกับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอีกครั้งที่แปซิฟิคใต้ และเป็นไปได้ที่จะเกิดที่มหาสมุทรอินเดียทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก” คือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านปะการัง ดร.มาร์ก อาคิน (Mark Eakin) ผู้ประสานงาน Coral Reef Watch โดย NOAA
อาคิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เราต่างรู้ว่าภาวะโลกร้อน (climate change) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและด้วยอัตราเร่ง และมันกำลังเร่งปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว เรายังจำเป็นต้องทำให้กระจ่างด้วยว่า การศึกษานี้พูดถึง(ปะการัง)ส่วนน้อย และเป็นการพูดถึงที่ช้าไปเสียด้วย
‘ปะการังฟอกขาว’ เกี่ยวอะไรกับเรา?
“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่อเมริกาเหนือ ยุโรป หรือออสเตรเลีย คุณควรจะกังวล” “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการดำน้ำ หรือวันหยุดพักผ่อน นี่คือโครงสร้างของระบบนิเวศที่จะดูแลเรา” ทั้งหมดนี้คือความเห็นของ โอ เฮก-กุลเบิร์ก (Ove Hoegh-Guldberg) ผู้อำนวยการสถาบันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Global Change Institute) แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ เพราะมหาสมุทรจะดูดซับความร้อน (แน่นอนว่าเป็นตัวสะท้อนออกไปด้วย) ที่เพิ่มขึ้นของโลกเอาไว้ 93% อุณหภูมิของน้ำจึงเป็นมาตรวัดแรกๆ ที่ชี้ว่า ความรุนแรงของภาวะโลกร้อนอยู่ที่ระดับเท่าไรแล้ว ปะการังฟอกขาว จึงนับเป็นสัญญาณที่ต้องรับฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่เฉพาะระบบนิเวศปะการังนั้น ยังผลิตออกซิเจนที่มนุษย์และสัตว์ใช้หายใจ หรือถูกนิยามว่าคือป่าฝนในโลกใต้น้ำ (underwater rainforests) และแม้ปะการังจะเป็นประชากรอันน้อยนิดในโลกใต้บาดาล แต่คือบ้านของสัตว์กว่า 1 ใน 4 ทั้งยังเป็นป้อมปราการสำคัญ ลดแรงปะทะของชายฝั่งเมื่อเกิดพายุรุนแรงด้วย ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็น ‘โครงสร้าง’ ของระบบนิเวศใต้น้ำที่โยงใยถึงกันอย่างซับซ้อน
ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ แนวหรือเกาะปะการังคือแม่เหล็กชั้นดีในธุรกิจการท่องเที่ยว หากมองในวงการแพทย์ ปะการังถูกนำไปพัฒนาทำยารักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่มะเร็ง โรคปวดข้อ หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางประเภทได้
งานวิจัยล่าสุดจากศูนย์เพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาแนวปะการังของออสเตรเลีย ตีพิมพ์ใน Global Change Biology ยืนยันว่า ผลกระทบจากปะการังฟอกขาวในเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ทำให้ปลาจำนวนหนึ่งสูญพันธุ์
“เพราะปรากฏการณ์ฟอกขาวใหญ่ในปี 2016 เราจึงศึกษาเรื่องความหลากหลายของพันธุ์ปลาในพื้นที่นั้น” พบว่า “หกเดือนหลังจากเหตุการณ์ ความหลากหลาย (ของสายพันธุ์ปลา) เกือบสูญหายไปทั้งหมด” คือข้อมูลจาก ดร.แอนดริว เฮย (Andrew Hoey) ผู้ช่วยงานวิจัยดังกล่าว

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของการเรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาเร่งด่วนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นดั่งคำทำนายที่ว่า ภายในปี 2050 ปะการังกว่า 90% จะเป็นสีขาว
“สำหรับปะการัง (ที่เหลือ) ที่ยังคงแข็งแรงต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยน กุญเจสำคัญคือการปกป้องพวกมันจากปัจจัยอื่นๆ เช่น มลพิษ การจับปลาที่มากเกินไป หรือการพัฒนาชายฝั่ง” คือความเห็นของ เวเวอส์ เจ้าขององค์กร The Ocean Agency ผู้กำลังพัฒนาเทคโนโลยีทางทะเล ซึ่งเขาเห็นว่า ถ้าปะการังยังคงแข็งแรง เมื่อนั้นก็ยังมีหวังในการขยายพันธุ์ปะการังต่อไป
“เราสูญเสีย (ปะการัง) ไปแล้ว 50% หมายความว่ายังมีปะการังเหลืออีก 50%” เกตส์ ผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์ปะการังที่ยังมีเหลือรอด มีชีวิต มีสีสัน อยู่ในฮาวาย กล่าวและว่า เราคงไม่อยากอยู่ในจุดที่เราไม่พยายาม (อนุรักษ์) เลย จนเหลือปะการังเพียงแค่ 2%ในโลกนี้”
ผ่าสถานการณ์ประเทศไทยในวันนี้
สำหรับในประเทศไทย มีคำเตือนมาจาก ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ระบุว่า ขณะนี้ (23 พ.ค.2018) พบปะการังเริ่มฟอกขาวในบางพื้นที่แล้ว เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงถึง 32 องศาเซลเซียส
“ขณะนี้อุณหภูมิน้ำทะเลในหลายพื้นที่ของทะเลอันดามัน เช่น อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เกาะพีพี รวมถึงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เช่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 32 องศาเซลเซียส ส่งผลให้บางพื้นที่เริ่มเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวแล้ว” นักวิชาการทางทะเลกล่าวย้ำ
เขา บอกอีกว่า ในอดีตปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นในช่วงเวลา 15-20 ปีต่อครั้ง แต่ระยะหลังนักวิทยาศาสตร์มีการสำรวจใหม่เนื่องจากภาวะโลกร้อนมีความรุนแรง สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ทำให้ปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นทุกๆ 6 ปี ซึ่งมีระยะเวลาที่เร็วมากขึ้น และมีโอกาสเพิ่มความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
“แม้ว่าจะมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน แต่มีความถี่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนุษย์” อาจารย์ธรณ์ ระบุ
*หมายเหตุ :
ผู้เขียนใช้คำว่า ‘ตาย’ จากคำภาษาอังกฤษที่ว่า ‘dead’ ส่วนคำว่า ‘กำลังจะตาย’ หรือ ‘อยู่ในช่วงฟอกขาว’ ถอดคำจากภาษาอังกฤษ คำว่า ‘dying’ เพราะเคยมีกรณีพิพาทเมื่อปี 2016 ที่นิตยสาร Outside Magazine ลงข่าวมรณะกรรมของ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ว่าหมู่เกาะปะการังดังกล่าวได้ตายแล้ว พาดหัวคือ
“The Great Barrier Reef of Australia passed away in 2016 after a long illness. It was 25 million years old.” ( (ปะการังใน)เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ประเทศออสเตรเลียตายแล้วในปี 2016 หลังจากป่วย (ฟอกขาว) มานาน อายุรวม 25 พันล้านปี)
หลังจากนั้นทั้งนักวิชาการ รัฐบาล และหน่วยงานจาก NOAA ต่างออกประกาศแก้ไข และโต้ข้อมูลดังกล่าวว่าไม่ได้ตาย (dead) แต่อยู่ในช่วงกำลังจะตาย (Dying) หรือช่วงฟอกขาว ซึ่งระหว่างนี้หากอุณหภูมิของน้ำกลับมาเป็นปกติ มีการทำงานอย่างจริงจัง แนวปะการังก็จะกลับมามีสีสันได้
“Great Barrier Reef is Dying NOT Dead! ‘The message should be that it isn’t too late… not we should all give up.'”
“เกรตแบร์ริเออร์รีฟ ‘กำลังจะตาย’ ไม่ใช่ ‘ตาย’ ลงแล้ว และนี่คือข้อความที่บอกว่ามันยังไม่สายเกินไป เราไม่ควรที่จะยอมแพ้”
คือคำสัมภาษณ์โต้ Outside Magazine ของเทอร์รี่ ฮิวจ์ (Terry Hughes) ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อความเป็นเลิศในการศึกษาแนวปะการังของออสเตรเลีย ใน huffingtonpost (https://goo.gl/Te2Tfn)
ที่มา:
https://goo.gl/Xd6LFD
https://goo.gl/1LYLxd
https://goo.gl/VnhvTB
https://goo.gl/L8jm58
ปะการังฟอกขาวในออสเตรเลีย และมัลดีฟ https://goo.gl/BhzAvt
ปะการังฟอกขาวในญี่ปุ่น: https://goo.gl/T3Pq1x
รายงาน ปะการังฟอกขาวครั้งที่ 1 https://goo.gl/3PASau
สรุปปะการังฟอกขาว: http://www.globalcoralbleaching.org
รายงาน ทำนายปี 2050: https://goo.gl/RmCDt5
