“สัญญาณขม” ใต้ระลอกน้ำท่วมที่วาริน อุบลราชธานี

ท่ามกลางสถานการณ์ “น้ำท่วมเมืองอุบล” ปีนี้ ที่ดูจะไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไรนัก ในแง่ขนาดพื้นที่ที่น้ำท่วมและระดับความสูงของน้ำที่ท่วม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความรุนแรงของสถานการณ์ในปี 2565 ที่ผ่านมา 

ความน่ากังวลกลับปรากฏตัวในระดับที่ “น่าจับตา” ในกลุ่มเด็กที่บ้านถูกน้ำท่วมในระดับที่ต้องมาพักพิงที่ศูนย์อพยพข้างถนนนานถึง 2-3 เดือน เป็นผลกระทบหลากหลายมิติ ทั้งที่พอคาดเดาได้และบางมิติคนไม่น้อยน่าจะคาดไม่ถึง

จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนน้ำท่วมพื้นที่วารินชำราบ อุบลราชธานีล่าสุดของกองบรรณาธิการ GreenNews พบมีผลกระทบอย่างน้อย 5 ประการ ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้ ด้วยแนวโน้มที่น่ากังวล รวมถึง ผลกระทบด้านจิตใจ การเรียน การกิน การอยู่ ค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อยาเสพติดและการมั่วสุม

ผลกระทบนี้อาจจะดูไม่น่ากังวล หากมองในแง่ว่าน่าจะเกิดขึ้นเฉพาะในปีที่น้ำท่วม ซึ่งที่ผ่านมานานปีเกิดที ข่าวร้ายคือ ถัดจากนี้น้ำท่วมใหญ่อุบลมีแนวโน้มจะเกิดถี่ขึ้นและหนักขึ้นอย่างยากจะคาดเดาได้ชัดเจน ล่าสุดนักวิจัยจัดอันดับ “อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดของประเทศ ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก” นั่นหมายรวมถึงการมีโอกาสเผชิญกับผลพวงของ “ภาวะสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว” มากที่สุดด้วย

การทำความเข้าใจกับผลกระทบของน้ำท่วมต่อเด็กที่วาริน น่าจะเป็นหนึ่งในก้าวแรกที่ดี ที่จะนำไปสู่การรับมือ “ภัยพิบัติจากสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว” ทั้งในอุบลและพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ 

(ภาพ : GreenNews)

“น้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ยังคงหนักหนา” น้ำท่วมวาริน 2566

“บ้านนี้มิดหลังคาเลย นั่นไงดูคราบนั้นสิ นั่นแหละระดับน้ำที่ท่วมปีที่แล้ว” บุญมี เงาเพชร คุณพ่อลูกสองวัย 43 เล่าไปพายเรือไป พลางละมือข้างหนึ่งชี้ให้ผู้โดยสารอีกสองชีวิตดูคราบสีน้ำตาลข้างฝาชั้นสองของบ้านที่เรือยางแล่นผ่าน 

“น้ำเริ่มมา เราก็เก็บของเทินบนชั้น คอยดูน้ำแต่ละวัน พอน้ำเริ่มสูงจนชั้นเอาไม่อยู่ก็ขนขึ้นชั้นสอง ปีที่แล้วนี่ชั้นสองก็เอาไม่อยู่ต้องเทินของบนชั้นอีกที ผมก็ต้องนอนเฝ้าบนขื่อ ไม่งั้นของก็จะโดนขโมย

ปีนี้ระดับน้ำน้อยกว่าปีที่แล้วมาก แต่ก็อย่างที่คุณเห็น จะเข้าออกบ้านก็ต้องใช้เรือเท่านั้น อยู่อย่างนี้มาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน ปีที่แล้วเกือบสามเดือน ช่วงนี้น้ำลดลงหน่อย แต่ก็ต้องลุ้นต่อ” 

บุญมี ชายหนุ่มผู้นิยามอาชีพตัวเองว่าเป็นช่างเชื่อมรับจ้างทั่วไป เกิด โตและสร้างครอบครัวอยู่ในชุมชนบ้านท่ากอไผ่ อ.วารินชำราบ อุบลราชธานี หนึ่งในพื้นที่น้ำท่วมใหญ่ของจังหวัดอุบลราชธานี ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำสูงกว่า 3 เมตรและท่วมนานถึงเกือบสามเดือน ด้วยอิทธิพลของพายุ “โนรู”

จุดที่บุญมีพาทีมสื่อล่องเรือดูสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด อยู่ห่างเพียงระยะลำน้ำมูลกั้น จากสถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินและทีมเลือกมาลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด เมื่อ 6 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา 

“ปีนี้ถือว่าไม่รุนแรง ถ้าเทียบความรุนแรงปี 65 เป็น 100%) ปีนี้จะอยู่ที่ 3% น้อยมาก ถือว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่จะน่าห่วงก็ตอนน้ำขัง (นานจนเน่า) แล้วส่งกลิ่น โดนแล้วคัน ซึ่งปี 65 ก็เกิด” สถาพร ศรีแย้ม พ่อลูกหนึ่งชาววารินวัย 39 อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอุบล มูลนิธิกระจกเงา ให้ความเห็น พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปี 65 มีชุมชนมากถึง 14 ชุมชนเฉพาะในเขตตำบลวาริน 

“คิดว่าปีนี้ 10-20% เทียบปี 65” ศรีนวล พงษ์ศรีบุตร คุณแม่ลูกสี่วัย 52 อสม.ชุมชนท่ากอไผ่ ให้ความเห็นในฐานะคนพื้นที่

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระบุว่า 330,154 ไร่ (528.25 ตร.กม.) คือขนาดพื้นที่น้ำท่วมโดยประมาณ ณ 20 ตุลาคม 2566 ในบริเวณบางส่วนของจังหวัดร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ยโสธร บึงกาฬ มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ หนองคาย บุรีรัมย์ นครพนม และขอนแก่น 

บุญมี เงาเพชร (ภาพ : GreenNews)

จับตา “5 ผลกระทบน้ำท่วมต่อเด็ก”

“มันไม่ใช่ที่ของเรา เราไม่คุ้นชิน ต้องนอนบนแคร่ไม้ไผ่ เสียงรบกวนบ้าง นอนไม่หลับบ้าง ห้องน้ำต้องใช้ส่วนรวม อาบน้ำต้องเอาเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยน ต้องมีคนนั่งเฝ้าหน้าประตู(เพื่อความปลอดภัย)” 

วรันยา เงาเพชร นักเรียนมัธยมวัย 15 ลูกสาวของบุญมี บอกเล่าผ่านท่าทีเขินอายปนตื่นเต้น เมื่อถูกถามถึงความลำบากเดือดร้อนที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์อพยพ เกือบเดือนในปีนี้ และราวสามเดือนในปีที่ผ่านมา

“เวลาเป็นวันนั้นของเดือนก็จะจัดการยากขึ้นเพราะไม่มีที่ส่วนตัวของเรา บางครั้งก็ต้องทนปวดท้องบ้าง แล้วแต่อาการของแต่เดือน” 

“หนูว่าเข้าห้องน้ำยาก มันเป็นห้องน้ำเคลื่อนที่ที่เทศบาลเอามาให้ แอร์เย็น และหนูนั่งชักโครกไม่เป็น ไม่คุ้น” วนิดา เงาเพชร เด็กนักเรียนมัธยมวัย 12 กล่าวเสริมญาติผู้พี่

นอกจากด้านที่อยู่อาศัย ผลกระทบด้านที่สองคือ ด้านอาหารการกินและโภชนาการ

“ช่วงน้ำท่วมอาหารหลักก็จะมีแค่ไข่กับมาม่า พอมีตังค์เราถึงจะเปลี่ยนเมนู เรามีไข่ติดตู้ไว้อย่างน้อยก็ทอดไข่ เจียวไข่ได้ มีมาม่า ลูกบางครั้งก็ว่าแม่ไข่บ่อยแล้วนะ เราก็อยากให้ลูกเราเปลี่ยนเมนูบ้าง วันนี้เป็นหมู พรุ่งนี้เป็นปลา ต่อไปเป็นไก่ แต่ในความจริง มันก็ต้องเป็นแบบนี้ 

ส่วนมากชุมชนของเราจะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ รับจ้างซะมากกว่า ในภาวะปกติจะมีคนในชุมชนที่ปลูกผักขายโดยตรง ก็จะมาขายตามบ้าน เราก็จะช่วยกันซื้อ ช่วงน้ำท่วมเราก็จะไปกินจากถุงยังชีพมั่ง ก็ได้ของจากมูลนิธิกระจกเงาบ้างที่มาช่วย นำของ นำวัตถุดิบ นำเนื้อ นำหมูมาให้ เราได้กินก็ได้กำลังใจ เราได้กินหลากหลายขึ้น ซึ่งทุกคนจะต้องรับสภาพนี้ไปอีก 3 เดือน” ศรีนวล พงษ์ศรีบุตร คุณแม่ลูกสี่วัย 52 เปิดเผย

“ที่ศูนย์อพยพมีการทำครัวกลางด้วย ส่วนใหญ่เป็นลุงโต้ง (สถาพร) เอามาให้ เอาพวกอุปกรณ์กับวัตถุดิบมาให้” วรันยา เล่า

“อาหารหลัก ๆ ก็เป็นปลากระป๋อง มาม่า อาหารที่บริจาคเป็นหลัก ซื้อตลอดไม่ไหว เราเลยพยายามหาทางออกด้วยการทำครัวกลางดังกล่าว” สถาพร อธิบาย

วรันยา เงาเพชร (ภาพ : GreenNews)

สัญญาณด้านที่สาม ผลกระทบด้านการเรียนการศึกษา

“สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเรียนที่เต้นท์ศูนย์อพยพ การเดินทางไปโรงเรียนลำบาก การหยุดเรียนในบางวัน โรงเรียนต้องเลื่อนสอบหรือถึงขั้นประกาศหยุดเรียนชั่วคราว” เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุน้ำท่วม และส่อกระทบกับประสิทธิภาพด้านการเรียนของเด็กในวาริน ที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองที่ให้สัมภาษณ์ GreenNews ให้ความเห็นตรงกัน

“เด็กไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ไม่ค่อยได้ทำการบ้าน ไม่อยู่ในบรรยากาศที่จะทำการบ้านได้ จะทำการบ้านเขาก็ร้อน อากาศร้อนมากในเต็นท์ ก็จะทำยาก” สุภาภรณ์ บุญเคน ครูอาสาวัย 37 โครงการพัฒนาเด็ก Child Development Program (CDP) เล่า

“ก็ต้องทำการบ้านอ่านหนังสือบนแคร่ไม้ไผ่ที่เป็นที่นอน ไปโรงเรียนลำบาก ปกติยายขับรถไปรับไปส่ง พอน้ำท่วมก็ต้องใช้เรือข้ามไปนั่งรถฟากโน้นต่อ ปีนี้ยังดีหน่อยที่ช่วงนี้ปิดเทอม ปีที่แล้วจะมีครูมารับ บางวันครูมารับไม่ได้ก็ต้องให้ผู้ปกครองไปส่ง ถ้าไปไม่ได้ก็มีบ้างต้องขาดเรียนไปเลย ครูก็เข้าใจแต่บางทีก็หักคะแนน” วรันยาเล่า 

“ผลการเรียน เกรดลดลง เดินทางไปเรียนยาก” รพีพัฒน์ ศรีจันทร์ นักเรียน ป.6 โรงเรียนสมเด็จ เล่า เช่นเดียวกับญาติผู้พี่ วนิดา ที่บอกว่า “ลดนิดหน่อย” ซึ่งสถานการณ์และแนวโน้มผลกระทบเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก หากแต่เห็นได้ชัดเจนในกรณีโรงเรียนบ้านหาดสวนยา (โรงเรียนประถมในพื้นที่ชุมชนที่น้ำท่วม) ในอดีต จากการเปิดเผยของอดีตครูผู้สอนที่นั่นมานานถึง 3 ทศวรรษ อนงค์ ธนศาลกุล ครูเกษียณวัย 64 ที่ปัจจุบันเป็นชาวบ้านหาดสวนยา

“ผลกระทบที่เกิดกับเด็กหลัก ๆ เลยก็คือ เด็กจะไม่ไปโรงเรียน เพราะอพยพไปกับผู้ปกครอง ครูก็ต้องไปเยี่ยมไปดูแล ไปช่วยเหลือ การเรียนก็ต้องหยุด โรงเรียนก็โดนน้ำท่วม ปกติน้ำจะท่วมตรงกับช่วงปิดเทอมเล็กพอดี แต่บางปีท่วมเร็วก็จะท่วมก่อนสอบ ก็ต้องหาทางจัดการ ไปสอนซ่อมที่วัดบ้าง ให้วันเรียนครบ เด็กในหมู่บ้านที่ไปเรียนที่อื่นก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน คือเรียนไม่เต็มที่ ความรู้ไม่แน่น” ครูอนงค์ ย้อนเล่าพร้อมให้ความเห็น

“มีนะ โรงเรียนเลื่อนสอบ ปิดโรงเรียน มาเรียนชดเชยตอนน้ำลด ต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนให้เด็กเรียนทันกัน ปี 65 โรงเรียนในวารินกระทบเกือบ 10 โรงเรียน เฉพาะฝั่งวาริน แต่ฝั่งเมืองไม่ปิด ส่วนเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนไม่รู้เลยว่ากระทบไหม อย่างไร น่าคิด เรื่องนี้ไม่เคยคิดเลย โดยเฉพาะผลกระทบระยะยาว” สถาพร อาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงา ให้ความเห็น

รพีพัฒน์ ศรีจันทร์ (ภาพ : GreenNews)

ผลกระทบด้านจิตใจ เป็นสัญญาณที่ 4 ที่พบในกลุ่มเด็กพื้นที่น้ำท่วมโดยเฉพาะที่ต้องอยู่ในศูนย์อพยพ แต่ทั้งเด็กและผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยสังเกตุให้ความสำคัญในเรื่องนี้ อีกประการ ผลกระทบด้านนี้เป็นหนึ่งในผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดเจนยาก แต่ก็พบสัญญาณบางอย่างด้านพฤติกรรมของเด็กที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ความรู้สึกกดดัน ความเครียด และหงุดหงิดง่าย ที่เพิ่มขึ้น

“ก็มีกดดันมากขึ้น โมโหง่ายขึ้น อยู่เต็นท์มันอากาศร้อนด้วย ทำให้หงุดหงิดง่าย” วรันยา ยอมรับ

“เรื่องเครียดก็มีเป็นบางครั้ง ขึ้น ๆ ลง ๆ” รพีพัฒน์ กล่าว

“ก็มีเครียดบ้าง หงุดหงิดบ่อย” วนิดา กล่าว

“คิดว่าน่าจะเยอะอยู่ โดยเฉพาะในเด็กบางกลุ่มที่ออกมาอยู่ตามเต็นท์ ความเป็นอยู่ลำบาก ทำอะไรก็ยาก การเข้าห้องน้ำอะไรอย่างนี้ มันก็เกิดความเครียด เด็กไปไหนไม่ได้ ไปเล่นไม่ได้ จากมีที่เล่นวิ่งเล่นได้ ตามพื้นถนน ตามบ้านได้ (ตอนน้ำไม่ท่วม) ก็ต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ 

อย่างน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว เด็กก็จะออกไปไหนไม่ได้เลย ต้องอยู่แต่ในเต็นท์ เต็นท์ใครเต็นท์มัน เกิดความเครียด เด็กก็ไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่เล่นโทรศัพท์ ประสบการณ์ตรง อย่างหลานพี่ก็มีบ่นว่าเบื่ออยากไปเล่นน้ำ มีแต่จะลงเล่นน้ำอย่างเดียว แต่เราจะให้ไปเล่นน้ำมันก็อันตราย น้ำไหลเชี่ยว” สุภาภรณ์ ครูอาสา ให้ความเห็น

วนิดา เงาเพชร (ภาพ : GreenNews)

ผลกระทบด้านสังคม เป็นผลกระทบมิติที่ 5 ที่เริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้น จากเหตุน้ำท่วมวารินปีนี้และปีก่อน ๆ และเป็นผลกระทบที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหลากหลายภาคส่วน โดยรูปธรรมคือ การเพิ่มขึ้นของปัญหาการมั่วสุมและยาเสพติดในกลุ่มเด็กโต

“น้ำท่วมทำให้เด็กขาดรายได้ คือเด็กกลุ่ม 15 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะทำงานในชุมชนมีรายได้ อย่างชุมชุดหาดสวนสุข จะปั้นอิฐ ชุมชนท่าบ้งมั่ง จะทำเกี่ยวกับเนื้อ เนื้อหมูเนื้อวัว ชุมชนท่ากอไผ่ ส่วนใหญ่จะเป็นรับจ้างทั่วไป เป็นการใช้เวลาว่างสร้างรายได้นอกเวลาเรียน พอน้ำท่วมก็ทำไม่ได้ เขาก็จะรวมกลุ่มกัน บางกลุ่มแว๊นรถ บางกลุ่มนั่งกินน้ำต้ม 

มันทำให้เด็กรวมกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่จากชุมชนเราชุมชนเดียว แต่เป็นหลายชุมชนมารวมกัน เด็กจากโรงเรียนนั้นมาเป็นเพื่อนกับเด็กโรงเรียนนี้ เพื่อนต่อเพื่อนต่อเพื่อนมาเจอกัน พอรวมกันก็จะมีการดื่ม สังสรรค์ ไม่มีใครชักชวนกันว่าไม่กินนะ มีแต่ชวนกันกินอย่างเดียว 

เรื่องนี้น่าเป็นห่วง เพราะปกติก็เป็นปัญหาหลักของเด็กวัยเรียนแถวนี่อยู่แล้ว ปัญหาเรื่องน้ำท่อม กัญชา ที่ตอนนี้่เปิดเสรี ต้มขายก็มี บางทีก็เจอแบบ ครูครับกินกับผมไหม เราก็แบบเอาเลยลูก หรือไม่ก็เจอแบบ ครูครับผมขายนะครับ ขวดละ 40-50 ผู้ปกครองก็ไม่ได้บอกลูกว่ามันไม่ดี ลูกทำอะไรผู้ปกครองก็ไม่ได้มาดู อยู่เฉย ๆ เราก็ได้แต่แนะนำเด็ก ว่ามันไม่โอเค กินแล้วมันไม่ดี เหมือนข่าวที่ออกมาว่ากินแล้วลำไส้อุดตัน แต่เราก็ได้แค่สอน เพราะว่าถ้าผู้ปกครองไม่ร่วมกับเรามันก็ไม่ได้ 

ปีนี้เด็กติดหนักมาก บอกเลยว่าหนักมากในทุกโรงเรียน ซึ่งการดื่มน้ำท่อม  ทำให้เด็กหงุดหงิด ไม่ได้กินแล้วหงุดหงิด มันจะมีส่วนผสมของเขาที่ทำให้เด็กหงุดหงิด บางทีเราไปหาเด็กก็จะเห็นอาการชัดเจนเลย” สุภาภรณ์ เปิดเผย

สุภาภรณ์ บุญเคน (ภาพ : GreenNews)

“เศรษฐกิจครัวเรือน” ปัจจัยเร่งสำคัญ 

รายได้ลด-ไม่เพิ่ม รายจ่ายเพิ่ม คือสถานการณ์ที่ตามมาจากการต้องอยู่กับภาวะน้ำท่วมนานหลายเดือนที่วารินชำราบ และการเปลี่ยนแปลงของ “เศรษฐกิจครัวเรือน” เช่นนี้ถูกมองว่าเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ขนาดหรือความรุนแรงของผลกระทบน้ำท่วมต่อเด็กทั้ง 5 มิติข้างต้น

รายได้ลด-ไม่เพิ่ม

“รายได้ยังเหมือนเดิม ไม่ได้ลด” สุพัตรา ณ อุบล และ ชมพูนุช แก้วสว่าง สองคุณแม่ในชุมชนหาดสวนยา กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของครัวเรือนตนเองหลังน้ำท่วมบ้านและต้องย้ายมาอยู่ศูนย์อพยพ ที่ค่อนข้างไม่กระทบเชิงรายได้ ด้วยมีรายได้รายเดือนจากงานมั่นคงจากงานที่ทำ (สุพัตราเป็นลูกจ้างสำนักงานเทศบาลนคร และ ชมพูนุช แก้วสว่าง เป็นผู้ช่วยทันตกรรม)

ต่างอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ของคนส่วนใหญ่ในชุมชน ที่ “รับจ้างทั่วไป-หาเช้ากินค่ำ” รายได้จึงลดหรือกระทั่งขาดรายได้ไปเลย โดยเฉพาะกลุ่มที่อาชีพและรายได้อยู่ในพื้นที่ชุมชน

“พี่น้องที่ได้รับผลกระทบจะทำอาชีพรับจ้างทั่วไป ในเรื่องของรายได้อาจจะไม่ได้รับผลกระทบเรื่องรายได้มาก แต่คนที่ทำอาชีพอยู่ในพื้นที่เช่นปั้นอิฐ ปั้นเตา ก็จะได้รับผลกระทบเนื่องจากปั้นอิฐไม่ได้ น้ำท่วม ไม่มีพื้นที่เผาพื้นที่ตาก ก็ได้รับผลกระทบ 100%” สถาพร เปิดเผย

“ผู้ปกครองในชุมชนแถวนี้จะเป็นคนทำงานหาเช้ากินค่ำ รับจ้างทัวไป จะยากจน เป็นคนที่อพยพมาจากที่อื่น มาทำงานรับจ้างปั้นอิฐ พอน้ำท่วมก็ทำงานไม่ได้ รายได้ก็ไม่มี” อนงค์ ครูเกษียณ อธิบายเสริม

“เราทำอาชีพหลากหลาย เพราะต้องการหารายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวทุกวัน มีอะไรเราก็ทำ ทำอะไรเราก็อยากได้ผลผลิตมากที่สุด ที่ทำมาก็จะมีเลี้ยงทั้งหนูพุก หนูนา ไก่บ้าน นกกระทา ตั๊กแตน แต่พอมาช่วงวิกฤตทุกอย่างก็หายไปหมด 

จากที่เราจะได้ผลผลิต คือหนูนาถ้าน้ำไม่ท่วมเราก็ยังเลี้ยงต่อได้ แต่พอน้ำท่วม เราก็ต้องยกคลอกขายในราคาถูก เราจะมาขายตามราคาที่เราต้ังไว้ไม่ได้ ถ้าน้ำท่วมมาหนูก็จะหลุดออกไปหมด ปีที่แล้วเราต้องขายหนูนา ไก่บ้าน ซึ่งปกติเราจะเลี้ยงแล้วขายเป็นรอบ 3 เดือนกว่ารอบนึง แต่พอน้ำมาลูกไก่ที่เรากำลังขุนมันขายไม่ได้ราคา กลายเป็นว่าที่เราลงทุนกับไก่มันยังไม่ได้ทุน แต่มันก็ไปกับน้ำ เพราะว่าไก่ตัวเล็กมันขายไม่ได้ เราก็เลยเอาไปไว้บนหลังคาบ้าน เป็นอันว่าไก่ตกน้ำ เสียชีวิตไปกับน้ำเลย เราก็ช่วยไม่ได้ น้ำมันไหลมันเชี่ยว” ศรีนวล กล่าว

ชมพูนุช แก้วสว่าง (ภาพ : GreenNews)

รายจ่ายเพิ่ม

“รายจ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 5% ซึ่งก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ยังพอจัดการได้” สุพัตรา เจ้าหน้าที่เทศบาลเปิดเผยจากมุมมองครอบครัวมีรายได้ประจำ

“ครัวเรือนจำนวนไม่น้อย รายได้จากการทำงานไม่พอค่าใช้จ่าย ทำให้ใช้เวลากับลูกน้อย เด็กส่วนใหญ่จะเล่นมือถือมากกว่า การที่ครอบครัวไม่มีเวลาให้เด็ก ทำให้เด็กออกไปเจอเพื่อน เจอสังคมที่ หลาย ๆ อย่าง การกินดื่ม ชุมชนของเราจะมีปัญหาตรงนี้โดยตรงของคนในชุมชนเลย ก็คือคนที่ไม่มีเงิน ทำงานหาเช้ากินค่ำ มีลูกเยอะ เลี้ยงไม่พอ เงินไม่พอค่าใช้จ่ายของบ้าน” สุภาภรณ์ อาสา CDP กล่าว

ค่าใช้จ่ายหลักที่เพิ่มขึ้นจากการต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วม รวมถึงค่าเดินทาง ค่ากิน และค่าซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด สถาพรวิเคราะห์จากประสบการณ์ตรง 

“เรือของชาวบ้านเริ่มมีแทบจะทุกหลังเมื่อปี 62 หลังจากน้ำท่วมใหญ่ ก่อนหน้านี้เรือจะมีเฉพาะบ้านที่หาปลาในแม่น้ำ ชาวบ้านทั่วไปจะไม่มี แต่ 62 ขึ้นมาก็จำเป็นต้องมีเรือ นี่ไม่รวมกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มจากการเดินทางไปโรงเรียนของลูก” สถาพร กล่าว

“ราคาเรือพลาสติกก็จะต่างจากราคาเรือไม้ ราคาเรือไม้จะประมาณ 18,000 ราคาเรือพลาสติกก็จะถูกกว่า อยู่ที่ประมาณหลักพัน แต่ว่าเรือพลาสติกจะใช้พายไปได้แค่ในหมู่บ้าน จะพายออกไปที่น้ำเชี่ยวไม่ได้” บุญมี คุณพ่อชาวบ้านท่ากอไผ่อธิบาย

ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นจากการที่ไม่สามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้ และต้องซื้อเท่านั้น ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร 

“ส่วนใหญ่คนที่นี่จะทำเกษตรพอเพียง เอาไว้กิน เหลือก็ไปขายในชุมชน อย่างแม่บ้านที่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน จะดูแลลูกก็จะมีพื้นที่เลี้ยงผัก เลี้ยงสัตว์ แต่พอน้ำท่วม ไม่มีพืชผักก็ต้องซื้ออย่างเดียว รายจ่ายก็เพิ่มขึ้น ราว 80% ที่กระทบ” สถาพร กล่าว

“ที่บ้านปลูกผักสวนครัว มีกะเพรา กล้วย ตะไคร้ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มีหมด คือจะเข้าครัวก็ไม่ต้องไปตลาดเลย ก็ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ บางครั้งไปซื้อผักที่ตลาดกำนิดเดียวก็ 5 บาท 10 บาท 20 บาท รวม ๆ แล้วคิดว่าน่าจะถึงวันละ 200 บาท เดือนนึงก็ประหยัดไปได้ 3,000 – 4,000 บาทเลย 

แต่พอน้ำท่วม เราต้องใช้เงินทุกอย่าง ผักที่เราปลูกไว้มันก็ตายหมดเลย ต้องไปซื้อที่ตลาด อีกอย่าง ช่วงน้ำท่วมเราไม่มีรายได้เลย เพราะทำอะไรไม่ได้ งานที่ทำรายได้ของเราอยู่ที่บ้านที่น้ำท่วมหมด

ปีที่แล้วท่วม 2 – 3 เดือนถึงจะกลับบ้านได้ ถ้าจะให้ประเมินรายได้ที่หายไป ปกติถ้าขายหนู ขายไก่ ก็จะตกได้เดือนละ 4,000 – 5,000 บาท รวมกับที่ประหยัดค่าผักอีก เดือนหนึ่งเราก็เสียรายได้ไปเกือบหมื่นบาท” ศรีนวล คุณแม่ลูกสี่ชาวชุมชนท่ากอไผ่ เปิดเผย

อีกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มคือ ค่าซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด

“น้ำท่วมคนเป็นหนี้ก็เยอะ กู้เงินมาใช้จ่ายในเวลาน้ำท่วม พอเวลาน้ำลดก็ต้องหาเงินใช้หนี้ร้อยละ 20 แล้วจะเอาเงินที่ไหมมาซ่อมแซมบ้าน เงินชดเชยการเยียวยาก็ช้า พอน้ำลดจะเข้าไปอยู่บ้าน บางบ้านที่เป็นสังกะสีก็อยู่ไม่ได้ สนิมมันร่วงใส่ ก็ต้องไปกู้อีกเพื่อซื้อสังกะสีซ่อมแซมรอเงินเยียวยา ซึ่งเงินเยียวยาก็ไม่พออีก

ถ้าความถี่ของน้ำท่วมเริ่มมากขึ้นชาวบ้านจะไม่ไหว เพราะการซ่อมแซมบ้าน ซ่อมทุกปี เหมือนคนหาเช้ากินค่ำหามา ค่าอาหาร ไหนจะต้องซ่อมบ้านอีก” ศรีนวล กล่าว

“พ่อไม่เคยบ่นอะไร แต่หนูคิดว่าพ่อหาเงินได้น้อยลง เพราะออกไปทำงานยากขึ้น” รพีพัฒน์ เด็กหญิงวัย 11 เล่า

สถาพร ศรีแย้ม (ภาพ : GreenNews)

แนวโน้ม “น่าเป็นห่วง-ต้องจับตา” 

หากผลกระทบต่อเด็กวารินทั้ง 5 มิติเป็นสิ่งที่มาคู่กับเหตุน้ำท่วมใหญ่ นี่น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดนับจากนี้ ด้วยทั้งข้อมูลจากพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ความถี่ของการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อุบลฯ นั้น “เกิดถี่ขึ้น” อย่างมีนัยสำคัญ 

“แต่ก่อน 10 ปีท่วมทีนึง ท่วมหนักสุดคือปี 45 แล้วหายไป เกิดอีกทีปี 54 หลังจากนั้นก็เริ่มท่วมบ่อยขึ้น หลังปี 60 ท่วมทุกปี” สุภาภรณ์ ครูอาสา CDP กล่าว

“ตั้งแต่ผมรู้เรื่อง ก็จะมีตอนหนักระดับหนึ่งเมื่อ ปี 2545 น่าจะท่วมถนนเส้นหลัก ก็ถือว่ารุนแรงอยู่แต่ไม่มาก เคยได้ยินว่ารุนแรงมากในปี 21 หลังปี 45 ก็มีท่วมบ้าง จนปี 62 ท่วมสูงกว่าปี 45 อีก ทำให้เตรียมตัวไม่ทัน ไม่พร้อม มาปีที่หนักที่สุดคือปีที่แล้ว 65 แต่เราเพิ่งผ่านประสบการณ์ปี 62 มา ก็เริ่มชิน มีการเตรียมตัว ทำใจ ในแง่ความช็อค ปี 62 ช็อคกว่า แต่ในแง่ความรุนแรงปี 65 เยอะกว่า ท่วมประมาณ 2-3 เดือนทุกครั้ง” สถาพร อาสามูลนิธิกระจกเงา กล่าว

สอดคล้องกับคำอธิบายและการคาดการณ์จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งระดับประเทศและระดับโลกที่เห็นตรงกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอุบลราชธานีนี้ เป็นผลเกี่ยวข้องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศแบบ “สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว” หรือ Extreme Weather Event อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง หรือปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change)

อุบลราชธานี คือจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงน้ำท่วม การศึกษาล่าสุดของทีดีอาร์ไอเปิดเผย

“พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และน้ำท่วม มากที่สุดในประเทศไทย คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหลือ และภาคใต้ 

โดยจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อุบลราชธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ นครศรีธรรมราช นราธิวาส สุรินทร์ สงขลา บุรีรัมย์ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ

โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็ก เนื่องจากมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติต่าง ๆ จากขนาดของร่างกายที่เล็กกว่า ระบบภูมิคุ้มกันท่ีอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังมีพัฒนาการ ไม่สมวัยทางสติปัญญา และยังต้องพึ่งพิงผู้ดูแลในด้านความปลอดภัย นอกจากนั้น ในด้านพฤติกรรม เด็กมักจะเล่นอยู่กลางแจ้ง ซึ่งทำให้เด็กเผชิญกับ คลื่นความร้อน และมลพิษมากกว่าผู้ใหญ่” รายงาน “การประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมต่อเด็กในประเทศไทย” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุ

“ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เหตุการณ์ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นว่าเป็นที่ “ค่อนข้างแน่นอน” ที่สภาพอากาศร้อนสุดขั้ว เช่น การเกิดคลื่นความร้อนได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นและรุนแรงขึ้น ในขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้วเกิดขึ้นถี่น้อยลงและรุนแรงน้อยลง

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายของประชาชนแล้ว การเกิดขึ้นของภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย ที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในหลายพื้นที่”

รายงานสถานการณ์ล่าสุดของระบบภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (ส่วนแรกที่มีการเผยแพร่ของรายงาน ‘The Sixth Assessment Report‘ หรือ AR6 ซึ่งจัดทำโดย Working Group 1  คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ระบุ

“โลกเพิ่งเผชิญกับลานีญา 3 ปีติดๆ กัน ซึ่งแม้จะทำให้มีปริมาณฝนมาก แต่กลับพบความร้อนแบบสุดเหวี่ยงในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นแรงเหวี่ยงที่รุนแรง ทำให้ปีนี้ ทั่วโลกกำลังเผชิญ “เอลนีโญ” ครั้งรุนแรงอีกครั้งในรอบ 73 ปี และถือเป็นครั้งที่ 6 นับจากปี 1950-2023” รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวกับ ไทยพีบีเอสออนไลน์ เมื่อ 2 มิ.ย.2566 ที่ผ่านมา

Global Climate Risk Index 2021 โดย Germanwatch จัดให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก โดยพิจารณาจากผลกระทบที่ไทยได้รับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วระหว่างปี 2543 – 2563 รวมถึงคลื่นความร้อน (heat wave) ฝนตกรุนเเรงเเละน้ำท่วมหนัก(extreme rainfall and flood) ภัยเเล้งที่ยืดเยื้อ (droughts) เเละการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้น (wildfires)

(ภาพ : GreenNews)

“ข้อเสนอทางออก” บทเรียนส่งท้าย “ลานีญา”

“อยากให้สร้างสันเขื่อนกั้นตลิ่งแม่น้ำให้ยาวไปเลย ไม่ต้องเว้นที่ใดที่หนึ่ง เพราะถ้าเว้น น้ำมันก็จะเข้ามาจากตรงนั้น ถ้าทำสันเขื่อนให้ตลอดน้ำก็จะเข้ามาช้าหน่อย หรืออาจจะไม่เข้าเลย เพราะทางเทศบาลก็ช่วยเต็มที่ เอากระสอบทรายมากั้น ช่วยให้ถึงที่สุด” สุพัตรา เจ้าหน้าที่เทศบาล เสนอ

แทบทุกเสียงในพื้นที่เห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดเรื่องผลกระทบน้ำท่วมต่อเด็กคือป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม แต่ในเชิงวิธีการ เห็นแตกต่างกันไป หลายเสียงในพื้นที่มองว่า วิธีที่ดีที่สุดที่สุดคือการจัดการระดับน้ำแม่น้ำมูล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดการน้ำของเขื่อนปากมูล

“ปัญหาคือเดี๋ยวก็มีไม่เปิดเขื่อน เดี๋ยวก็ปิดเขื่อน มันเกิดปัญหาก็ตอบไม่ได้ บางคนมาไม่สั่งเปิดเขื่อน บางคนมาก็สั่งปิดเขื่อน ถ้าจะจัดการ คุณจัดการได้อยู่แล้ว เราเชื่ออย่างนั้น 

อย่างล่าสุด ก่อนนายกฯ (เศรษฐา) จะมา (ลงพื้นที่น้ำท่วมอุบล) น้ำลงไปแล้วทุกคนก็กลับบ้าน คิดว่าน้ำจะลงไปตลอด แต่กลับเป็นว่าน้ำขึ้นมาวันเดียวเป็นเมตร หลังนายกฯ กลับไป ตอนนายกฯ มาน้ำลงไป 10% บางบ้านกลับบ้านแล้ว ถนนอย่างนี้วิ่งได้ ในซอยท่ากอไผ่นี่ไม่มีน้ำ พอวันเดียวประกาศว่ากระสอบทรายแตก น้ำเข้ามาเลย 1 เมตร ในวันเดียว

ถ้ารู้ว่าน้ำจะมาต้องจัดการน้ำไปก่อน ต้องจัดการน้ำรอ เพราะว่าอุบลเป็นพื้นที่สุดท้ายของที่รวมน้ำ เราที่ไม่ใช่ราชการก็รู้ เพราะอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมาโดยตลอด เรารู้ว่าต้องจัดการน้ำอย่างไร น้ำมาเราต้องจัดการแล้ว ต้องเก็บของแล้ว ยกพื้นบ้านขึ้นถ้ามีเงิน ทำบ้าน 2 ชั้นเพื่อหนีน้ำ เหมือนทางการก็ต้องรู้ว่าน้ำจะมาแล้วต้องจัดการเอาออก ต้องแยกออกว่าน้ำจะไปทางไหน เหล่านี้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ” สุภาภรณ์ ให้ความเห็น

“เราไม่อยากให้ท่วมทุกปี แต่จะให้ทำยังไงเพื่อลดความรุนแรงของน้ำ จากหนักเป็นเบา ถ้าเบาเราก็พออยู่ได้ แต่ถ้าหนักจริง ๆ ความเสียหายก็เกิด หากเรียกร้องได้ ก็อยากให้จัดการเรื่องบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่จัดการตอนท่วมแต่ต้องจัดการก่อนท่วม 

เราได้ยินบางคนบอกว่า มาเปลืองงบประมาณกับพวกน้ำท่วมต้องช่วยเหลือทุกปีนู่นนี่นั่น ถ้ามันท่วมทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นตรงที่ไม่ท่วม แต่ต้นทุนของเรามันไม่เท่ากัน แล้วพ่อแม่เราก็พามาอยู่ที่นี่ คนที่มีเงินเขาก็ออกไปแล้ว แล้วเงินชดเชยก็ไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย เงินตรงนั้นไม่พอซ่อมบ้านด้วยซ้ำ แค่เอาไปใช้หนี้ก็หมดแล้ว เพราะดอกเบี้ยมันขึ้นทุกวัน

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอให้จัดการในเรื่องบริหารจัดการน้ำ ที่เขาบอกว่ามันต้องกักน้ำไว้เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่จริง ๆ แล้วเรามองแบบชาวบ้านเราคิดว่าไม่ใช่ตรงจุดนั้น ถ้าปัจจุบันเรามีน้ำอยู่ประมาณนี้ แล้วรู้ว่าจะมีพายุมา ก็น่าจะรู้ว่าพายุมาแล้วจะมีปริมาณน้ำสะสมเท่าไหร่ เราระบายน้ำตรงนี้ออกไปรอก่อนได้ไหม มันก็น่าจะดี ถ้าเป็นแบบนั้นได้ มันน่าจะลดความรุนแรงได้ จากที่ท่วมหนักก็น่าจะน้อยหน่อย” ศรีนวล ชาวชุมชนท่ากอไผ่ เสนอ

(ภาพ : GreenNews)

“นโยบายและแผนที่มีอยู่ในประเทศไทย เช่น แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 และแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ยังไม่มีมาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และยังขาดมาตรการเฉพาะเพื่อปกป้องเด็กจากผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม” รายงานฯ ทีดีอาร์ไอ-ยูนิเซฟ ระบุ

“พื้นที่ท่วมเป็นพื้นที่ลุ่ม เพราะว่า หลังจากปี 62 65 มา มีการสร้างถนนยกระดับขึ้น พื้นที่ลุ่มก็ต่ำลงไปอีก น้ำเลยขังสูงกว่าเก่า จากที่ขังอยู่แล้ว มาปีนี้สร้างถนนยกระดับขึ้นมาอีก 1 ม. น้ำจากท่วมสูงอยู่แล้วก็สูงกว่าเก่า (เป็นการแก้ปัญหาที่สร้างปัญหา) ใช่ (คนตกใจเมื่อปี 62 มีการพยายามแก้ปัญหาด้วยการยกถนนสิ่งที่ตามมาคือท่วมแล้วขังมากขึ้น) ต้องสูบสถานเดียว” สถาพร ให้ความเห็นที่ให้น้ำหนักกับการจัดการผังเมืองและการพัฒนาเมืองอุบลฯ

“ปี 2566 กรมชลประทานมีโครงการทำแก้มลิงเฉลิมพระเกียรติรัฐกาลที่ 10 มาตามลุ่มน้ำชีจำนวน 72 แห่ง เพื่อเก็บน้ำหน้าแล้งและรองรับน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว จะทำทางเบี่ยงน้ำจากแม่น้ำมูลออกไปราว 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำแม่น้ำมูลที่ไหลผ่านลำน้ำของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรองรับน้ำได้สูงสุด 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แต่ปีไหนที่ภาคอีสานต้องเจอกับพายุพร้อมๆ กันหลายลูก ทำให้มีน้ำมาก ก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก แต่ก็ท่วมไม่มาก” เศรษฐพงศ์ ภิงคารวัฒน์ ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงการรับมือน้ำท่วมในอนาคต เมื่อ 20 พ.ย. 2565

ข้อเสนอหลากหลายเหล่านี้ มาในวันที่สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กำลังอยู่ในทิศทาง “คลี่คลาย” ระดับน้ำที่ท่วมกำลังเริ่มลด พร้อมคำประกาศเตือนอย่างเป็นทางการจากหลากหลายหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า “วงจรปีน้ำเยอะ (ลานีญา) กำลังจะจากไป พร้อมการเข้ามาของปีน้ำแล้ง (เอลนีโญ) ที่กำลังเริ่มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ 

“หรือเราจะต้องกลับมาคุยกันเรื่องนี้อีกทีตอนมีน้ำท่วมใหญ่ครั้งหน้า” สถาพร ตั้งข้อสังเกตุ 

หมายเหตุ รายงานพิเศษชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนในการผลิตและเผยแพร่โดยยูนิเซฟ ประเทศไทย

ชมวิดีโอรายงานพิเศษ

(ภาพ : GreenNews)