ฟื้นฟูหมู่บ้านป่าแหว่งเชียงใหม่ยังไม่คืบ เครือข่ายประชาชนเตรียมเคลื่อนไหวต่อเร็วๆนี้

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพเผย กรณีพิพาทหมู่บ้านตุลาการรุกป่าเชิงดอยสุเทพ ในจ.เชียงใหม่ ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย หลังสำนักงานศาลยุติธรรมยังปล่อยเรื่องคาราคาซัง ไม่คืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ ซ้ำยังห้ามผู้ใดผ่านเข้าออกบริเวณหมู่บ้านพิพาท เผยเตรียมออกจดหมายเรียกร้องไปถึงประธานศาลฎีกาคนใหม่เร็วๆนี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เครือข่ายภาคประชาชนได้ถอนตัวจากคณะกรรมการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในบริเวณบ้านพักข้าราชการศาลตุลาการ (คณะกรรมการฟื้นฟูฯ) เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่ามีเพียงแต่การประมูลจัดหาผู้รับเหมาเข้ามาปรับภูมิทัศน์บริเวณอาคารชุด 9 หลัง บริเวณโซนด้านล่างเท่านั้น อย่างไรก็ดี ธีระศักดิ์ กล่าวว่า พื้นที่บ้านพักเดี่ยวข้าราชการตุลาการจำนวน 45 หลัง บริเวณพื้นที่โซนบนของหมู่บ้านป่าแหว่ง กลับยังไม่มีความคืบหน้าในการฟื้นฟู และยังปิดไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปจัดการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโดยเด็ดขาด โดยสำนักงานศาลยุติธรรมให้เหตุผลว่า การกระทำใดๆในพื้นที่อาจสร้างความเสียหายให้กับตัวอาคาร และกระทบกับสัญญาค้ำประกันกับผู้รับเหมาได้ นอกจากนี้ ธีระศักดิ์ ยังเผยว่าโครงการปรับภูมิทัศน์บริเวณอาคารชุด 9 หลัง ด้วยงบประมาณฟื้นฟูป่าจำนวน 9 ล้านบาท ที่กำลังประมูล ยังมีลักษณะเป็นการปลูกต้นไม้ในบริเวณอาคารซึ่งยังมีผู้อยู่อาศัย จึงมีลักษณะเป็นการทำสวนหย่อมมากกว่าฟื้นฟูพื้นที่ให้เป็นป่า เป็นสาเหตุให้เครือข่ายภาคประชาชนตัดสินใจลาออกจากคณะกรรมการฟื้นฟูฯ เพราะมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ผิดวัตถุประสงค์ “เรากำลังเตรียมร่างจดหมายถึงท่านประธานศาลฎีกาคนใหม่ เพื่อเรียกร้องให้สำนักงานศาลยุติธรรมคืนพื้นที่ให้กับกรมธนารักษ์โดยเร็วที่สุด เพราะในขณะนี้ศาลฯยังคงถือครองและใช้พื้นที่อยู่ ทำให้การฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสภาพป่าดังเดิมไม่สามารถทำได้” ธีระศักดิ์ กล่าว […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

16/10/2019

ท่องเที่ยวทำพิษ ปะการังหลีเป๊ะพังยับ อ.ธรณ์ย้ำฟื้นฟูได้แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ

ภาพล่าสุดเผย แนวปะการังน้ำตื้นเกาะหลีเป๊ะ ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุตา จ.สตูล เสียหายยับเยิน ผู้เชี่ยวชาญชี้ชะตากรรมเกาะหลีเป๊ะกำลังซ้ำรอยเกาะพีพี ย้ำภาครัฐ ภาคธุรกิจท่องเที่ยว และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาการท่องเที่ยวไร้การควบคุม ก่อนเกาะหลีเป๊ะจะสิ้นสเน่ห์ไปตลอดกาล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้โพสต์ภาพล่าสุดของแนวปะการังน้ำตื้นเกาะหลีเป๊ะในโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ที่มีสภาพแตกหักเสียหายหนัก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การท่องเที่ยวอย่างไร้การควบคุมบนเกาะหลีเป๊ะคือสาเหตุหลักของการเสื่อมโทรมอย่างน่าใจหายของแนวปะการังที่เคยสมบูรณ์ของเกาะหลีเป๊ะ “ผมพยายามกลั้นใจจะไม่ร้องกรี๊ดโวยวาย แต่จะพยายามอธิบายตามหลักวิชาการ ปะการังเสียหายจริงไหม ดูจากภาพคงไม่ใช่แค่เสียหาย แต่คงเป็นถึงขั้นถล่มทลาย ตายเกือบหมดสิ้น ตายเพราะอะไร ดูจากสภาพแล้ว ปะการังไม่ได้ฟอกขาว ยังอยู่ในน้ำตื้น ไม่มีรายงานพายุรุนแรงในพื้นที่ปะการังตายแบบแตกหัก เชื่อว่าเกิดจากผลกระทบจากมนุษย์ผลกระทบอะไร อาจเป็นการนำเรือเข้าออกระหว่างน้ำตื้น/น้ำลง การเดินในพื้นที่แนวปะการังเพื่อสาเหตุต่างๆ ทำให้ปะการังอยู่ในสภาพแตกหักหรือพลิกคว่ำ” ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุในโพสต์ ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะมีประสบการณ์ในการฟื้นฟูแนวปะการังเสื่อมโทรมจากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสมทั้งที่ อ่าวมาหยา และเกาะยูง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา – หมู่เกาะพีพี หรือเกาะตาชัย ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หากแต่การจัดการปัญหาความเสียหายและฟื้นฟูแนวปะการังที่เกาะหลีเป๊ะ มีความยากและซับซ้อนกว่ามาก เพราะอุทยานแห่งชาติมีอำนาจจัดการดูแลพื้นที่เฉพาะทะเลรอบเกาะเท่านั้น แต่พื้นที่เหนือน้ำบนเกาะหลีเป๊ะเกือบทั้งหมดเป็นพื้นที่ของเอกชน […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

01/10/2019

นักวิจัยเผยพรานล่านกชนหิน “เส้นใหญ่” วอนเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนสม่ำเสมอกันก่อเหตุซ้ำ

หลังการล่าเอาโหนกนกชนหินอย่างอุกอาจถึงสี่ตัวในอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดนักวิจัยในพื้นที่เผยพรานล่านกเป็นพรานมืออาชีพจากนอกพื้นที่ มีเส้นสายใหญ่แน่นอน เพราะการเข้าออกพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านหลายด่านความมั่นคง พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจมีการก่อเหตุซ้ำ เพราะโหนกนกชนหินกำลังมีความต้องการและมีมูลค่าที่สูงมากในตลาดมืด ปรีดา เทียนส่งรัศมี เจ้าหน้าที่โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน มีชาวบ้านในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับโครงการศึกษานิเวศวิทยานกเงือกเข้าป่าไปพบกับซากนกชนหินไร้หัวถึงสี่ตัว เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่ามีการล่านกชนหินเพื่อเอาโหนกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ตรงกับกระแสข่าวจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีพรานจากนอกพื้นที่ต้องการเข้ามาล่านกชนหินเพื่อเอาโหนกไปขายในตลาดมืด “การสูญเสียนกชนหินถึงสี่ตัว นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับการอนุรักษ์นกชนหินในประเทศไทย เพราะประชากรนกชนหินในไทยมีอยู่เพียงประปราย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง และในพื้นที่ศึกษาของโครงการฯในอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี พบว่ามีประชากรนกชนหินอยู่เพียงไม่เกิน 20 คู่เท่านั้น” ปรีดากล่าว “การตายของนกชนหินถึงสี่ตัวจึงนับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับประชากรเพียงน้อยนิดในเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี” แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ล่านกชนหินในถึงเขตอุทยานแห่งชาติกลายเป็นข่าวใหญ่ เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้ยกระดับการลาดตระเวนในพื้นที่อย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำ ปรีดาแสดงความกังวลว่า สุดท้ายแล้วเมื่อกระแสรักษ์นกชนหินเสื่อมคลายลงเมื่อเวลาผ่านไป ความเข้มข้นในการตรวจตราลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่อาจจะถดถอยลงเช่นกัน เปิดทางให้เกิดการล่านกชนหินเอาโหนกอีกครั้ง “พรานที่เข้ามาล่านกชนหินในครั้งนี้ไม่ใช่พรานท้องถิ่นแน่นอน เพราะเราได้ทำงานอนุรักษ์นกเงือกร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่มานานหลายปี จนชาวบ้านมีความตระหนักในการอนุรักษ์นกและสัตว์ป่า รวมถึงช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ในการสอดส่องคนแปลกหน้าที่อาจเข้ามาลักลอบล่าสัตว์หรือตัดไม้ในพื้นที่ อีกทั้งกระแสข่าวยังกล่าวตรงกันว่าพรานที่เข้ามามาจากตัวเมืองนราธิวาส” ปรีดากล่าว อย่างไรก็ดี ปรีดาตั้งข้อสังเกตว่าจากรูปการณ์การก่อเหตุ สันนิษฐานได้ว่าพรานที่เข้ามาล่านกชนหินต้องเป็นพรานมืออาชีพที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี เพราะต้องรู้ชัดว่าต้องเข้าไปพื้นที่ไหนจึงจะพบนกชนหิน อีกทั้งยังต้องมีอิทธิพลในพื้นที่พอสมควร เพราะพื้นที่นราธิวาสยังเป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งมีด่านตรวจความมั่นคงของเจ้าหน้าที่หลายด่าน จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พรานที่พกปืนยาวมาล่านกในเขตอุทยานจะสามารถเข้าออกพื้นที่และรอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้ ดังนั้น ปรีดาจึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯออกลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบล่านกชนหินในพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

29/09/2019

ดันนกชนหินขึ้นทะเบียนสัตว์สงวนก่อนสูญพันธุ์ หลังพบถูกยิงเอาโหนกถึง 4 ตัวที่นราธิวาส

พบเครือข่ายลักลอบล่านกชนหินลามถึงไทย พรานป่าเหิมบุกล่านกชนหินถึงในเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี ในจ.นราธิวาส เพื่อนำโหนกส่งขายต่อในกลุ่มนักสะสมเครื่องประดับจากชิ้นส่วนสัตว์ป่า ด้านเครือข่ายนักอนุรักษ์เรียกร้องรัฐเร่งยกระดับการคุ้มครองนกชนหินให้เป็นสัตว์สงวน ก่อนนกเงือกหายากชนิดนี้จะสูญพันธุ์ไปตลอดกาล ปรีดา เทียนส่งรัศมี เจ้าหน้าที่โครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล รายงานเมื่อวันที่ 25 กันยายน ผ่านทางเฟสบุค preeda budo ว่า ตนได้ข่าวว่ามีพรานจากอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และจ.ยะลากำลังขึ้นเขามาล่าสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี โดยเป้าหมายของพรานกลุ่มนี้คือ นกชนหิน ซึ่งมีตลาดรับซื้ออยู่ในเมืองนราธิวาสให้ราคาถึงหัวละ 10,000 บาท โดยปรีดาได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่ามีนกชนหินถูกยิงตายไปแล้วถึง 4 ตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “ใจหายและรู้สึกโกรธจะทำอย่างไรกันดี สิ่งที่เราช่วยกันดูแลรักษากำลังถูกทำลาย และผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพียงแค่บันทึกบอกกล่าวและได้ระบายอะไรบ้าง ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลเขาก็กลัวเพราะพวกมันมีปืน ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ผมเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ายิงนกเงือก เขาอนุรักษ์กัน มันกลับท้ายิงผมอีก” ปรีดากล่าว จากการเปิดเผยการลักลอบล่านกชนหินอย่างอุจอาจในเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าว นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ รองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า นกชนหิน เป็นนกเงือกสายพันธุ์โบราณ มีลักษณะโดดเด่นต่างกับนกเงือกอื่น คือมีโหนกตันคล้ายงาช้าง มีความสวยงามเป็นที่ต้องการของนักสะสมเครื่องประดับจากชิ้นส่วนสัตว์ป่า ทำให้โหนกของนกชนหินมีมูลค่ามากและมีความต้องการจากตลาดซื้อขายชิ้นส่วนสัตว์ป่าสูง จนนกเงือกหายากชนิดนี้ถูกล่าจนใกล้สูญพันธุ์ “ในประเทศไทยเหลือนกชนหินดำรงเผ่าพันธุ์อยู่เพียงประปรายในป่าดิบภาคใต้ ที่ผ่านมาใบ order ยังมาไม่ถึงเมืองไทยเพราะการล่าที่ อินโดนีเซีย […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

26/09/2019

งาช้างเอาท์แล้ว! เซเลปแฟชั่นหัวแถวเมืองไทย รวมใจแบนสินค้าจากงาช้าง

USAID Wildlife Asia และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับมือ 5 เจ้าแม่วงการแฟชั่น นำโดย ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นางแบบและนักแสดงชื่อดัง ร่วมรณรงค์ “สวยที่ใจ ไม่ใช่ที่งา” สร้างความตระหนักไม่ซื้อ – ไม่สวมใส่เครื่องประดับจากงาช้าง มุ่งเป้าตัดตอนดีมานด์งาช้างในกลุ่มสินค้าแฟชั่น เพื่อหยุดวงจรการล่าช้างเอางาและการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย อุปทูตรักษาการแทนเอกอัคราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพมหานคร นายไมเคิล ฮีธ แถลงในเวทีเปิดตัวแคมเปญ “สวยที่ใจ ใช่ที่งา” เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมาว่า แม้ว่าช้างจะถูกนับให้เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย เป็นที่มาของความภาคภูมิใจของชาติไทย หากแต่ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างหลักของโลก โดยมีการประมาณการว่ามูลค่าการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างในไทยอาจสูงถึงหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ “จากการศึกษาของ USAID พบว่า คนไทยกว่า 500,000 คนยังคงใช้ผลิตภัณฑ์งาช้าง คนไทยอีก 750,000 คนยังมีความต้องการที่จะซื้อผลิตภัณฑ์งาช้างในอนาคต และยิ่งไปกว่านั้น การศึกษายังพบว่าคนไทยกว่า 2.5 ล้านคน ยังมองว่าการครอบครองงาช้างเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีรสนิยม” นายไมเคิลกล่าว นายไมเคิล เปิดเผยอีกว่า จากความคึกคักของตลาดการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างและความต้องการงาช้างจำนวนมาก ทำให้ช้างกว่า 30,000 […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

22/09/2019

กรีนพีชเผยเกษตรเชิงเดี่ยวรุกคืบกินป่าอินโดฯ ต้นเหตุหมอกควันข้ามพรมแดนหนักสุดในรอบสี่ปี

กรีนพีชชี้ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายต้านหมอกควันของสิงคโปร์ ทำให้การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จนทำให้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ความแห้งแล้งผิดปกติในภูมิภาค ประกอบกับการขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซียอันได้แก่ สวนปาล์มน้ำมัน และพืชเส้นใยสำหรับทำกระดาษ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวันในระดับโลก น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียรุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ “จากปัจจัยด้านภูมิอากาศที่ค่อนข้างชื้น และ การบังคับใช้ “กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน” ของสิงคโปร์ ทำให้นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียทุเลาลงอย่างมาก แต่จากการที่ปีนี้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ทำให้เราตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนของสิงคโปร์อาจเริ่มมีปัญหา” นายธารากล่าว นายธาราอธิบายว่า สิงคโปร์ได้ออกกฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Haze Pollution Act และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับควบคุมการดำเนินธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทที่มีที่ตั้งในสิงคโปร์ ไม่ให้เผาป่าเพื่อบุกเบิกพื้นที่การเกษตร และไม่ใช้วิธีการเผาในการทำเกษตร อันเป็นการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ “แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้สามารถควบคุมการลงทุนในกิจการเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซีย ให้มีมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับเฉพาะบริษัทในสิงคโปร์เท่านั้น นี่จึงเป็นช่องโหว่สำคัญให้บริษัทปาล์มน้ำมันหันไปตั้งฐานธุรกิจที่มาเลเซียและประเทศอื่นๆแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวของสิงคโปร์” นายธาราวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี นายธารากล่าวว่า ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มในชีวิตประจำวันก็มีความสามารถที่จะควบคุมไม่ให้มีการทำสวนปาล์มน้ำมันอย่างไม่เหมาะสมและแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้เช่นกัน โดยการใช้อำนาจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคในการเลือกใช้เฉพาะสินค้าที่มีฉลากรับรองว่าทำมาจากน้ำมันปาล์มที่ไม่มีทำลายป่าเท่านั้น ดังนั้น นายธาราจึงเสนอว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการรับรองและออกฉลากสินค้าที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจำแนกและเลือกซื้อสินค้าได้ […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

20/09/2019

ตรังพบซากพะยูนเพิ่ม ทีมอนุรักษ์ห่วงการท่องเที่ยวอาจกระทบพะยูนไทยกลุ่มสุดท้าย

กลุ่มพิทักษ์ดูหยง เกาะลิบง จ.ตรัง พบซากพะยูนเกยตื้นบริเวณชายหาดที่เกาะลิบง สภาพเน่ามาก ไม่สามารถระบุเพศได้ คาดเป็นซากพะยูนเดียวกับที่พบในทะเลบริเวณเกาะมุกเมื่อวันที่ 14 กันยายน ด้านกลุ่ม MAHASAMUT PATROL THAILAND แสดงความกังวลว่าพะยูนอาจตายเพิ่มช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ หลังกระแสมาเรียมทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเช่าเรือดูพะยูนทะเลตรังมากขึ้น เมื่อวันที่ 18 กันยายน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายงานว่า ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันได้รับแจ้งว่า พบซากพะยูนลอยเกยตื้นบริเวณเกาะลิบง จากการตรวจสอบซากเบื้องต้นพบว่าเป็นพะยูน ไม่ทราบเพศ ขนาดโตเต็มวัย ความยาวประมาณ 3 เมตร สภาพซากเน่ามาก กระดูกและกล้ามเนื้อบางส่วนสูญหายไป คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5 – 7 วัน โดยพบว่าส่วนของผิวหนังมีรอยขอบคม ซึ่งเป็นลักษณะของการถูกของมีคมตัดเป็นแนวตามลำตัว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้ประสานให้เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าเกาะลิบงเข้ามาเก็บซากนำส่งศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน เพื่อชันสูตรซากและสาเหตุการตายต่อไป ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์แสดงความคิดเห็นบนเฟสบุ๊คของตนต่อกรณีนี้ว่า การพบซากพะยูนอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะถ้าหากพะยูนตัวนี้ไม่ใช่ซากเดียวกับที่พบลอยตายบริเวณเกาะมุก เท่ากับว่าในปีนี้พะยูนตายไปแล้ว 20 ตัว คิดเป็น 10% ของประชากรในแถบนั้น นับว่าเป็นอัตราการตายที่สูงอย่างน่าวิตกยิ่ง “มาเรียมโปรเจ็คจะเข้าคณะทะเลแห่งชาติสัปดาห์หน้า ผมจะเป็นผู้นำเสนอต่อคณะกรรมการที่มีท่านรองนายกเป็นประธาน และมีท่านรมต.เป็นรองประธาน […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

18/09/2019

อช.ยันดูแลเสือโคร่งของกลางเหมาะสม แจงเสือตายเพราะติดโรคติดต่อตั้งแต่อยู่วัด

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อช.) ยอมรับเสือของกลางจากวัดหลวงตาบัวฯ ตายจริงกว่าครึ่งจากที่ยึดมาได้ แต่สาเหตุการตายไม่ได้มาจากการดูแลของทางกรม หากแต่เสือเกือบทั้งหมดมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงอยู่ก่อนแล้ว ยืนยันยังคงดูแลเสือต่อไป โดยมีการขยับขยายกรง ปรับภูมิทัศน์คอก เพี่อฟื้นฟูสุขภาพและลดความเครียดของเสือ จากกรณีกระแสข่าวว่า เสือโคร่งของกลางที่ยึดจากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จ.กาญจนบุรี จำนวน 147 ตัว ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ตายลงกว่าครึ่ง จนสังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดูแลเสือโคร่งของกลางเหล่านี้ นายประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ แถลงข่าวถึงประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาว่า สาเหตุการตายของเสือของกลางในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่ได้เกิดจากความปล่อยปละละเลย หากแต่เสือเหล่านี้มีสุขภาพย่ำแย่และติดโรคติดต่อร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้เสือจำนวนมากป่วยตาย นายประกิต เปิดเผยว่า ตั้งแต่กรมอุทยานฯตรวจยึดเสือของกลางจากวัดหลวงตาบัวฯในปี พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน มีเสือของกลางตายไปแล้วรวม 86 ตัว คงเหลือทั้งหมด 61 ตัว จากปัญหาด้านสุขภาพ โดยในจำนวนนี้ คงเหลือเสือของกลางอยู่ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จำนวน 31 ตัว จากที่รับมา 85 ตัว และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน จำนวน […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

17/09/2019

สผ.นำร่อง ‘ป่าพรุควนเคร็ง’ แก้ปัญหาโลกร้อน ดันวาระชาติเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน-สู้ฝุ่นพิษ

สผ.จับมือ UNDP สำรวจฟื้นฟูป่าพรุ-พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศ นำร่อง “พรุควนเคร็ง” นครศรีธรรมราช เพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนต้านโลกร้อน สู้วิกฤตหมอกควัน-ไฟป่า เร่งหยุดยั้งการบุกรุก ขยายผลเป็นวาระชาติ นางรวีรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สผ.ร่วมกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (United Nations Development Programme: UNDP) ดำเนินโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ทั้งนี้ สผ.น้อมนำพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการรักษาป่าพรุป้องกันไม่ให้ป่าพรุถูกทำลายมาปฏิบัติและดำเนินโครงการโดยประสานความร่วมมือกับศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดคณะทำงานลงพื้นที่สำรวจข้อมูลป่าพรุทั่วประเทศ และเลือกพื้นที่โครงการนำร่องอนุรักษ์ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช มุ่งหวังผลลัพธ์ให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าพรุ เพิ่มศักยภาพป่าพรุในการทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลก และเป็นระบบนิเวศที่ให้บริการและปรับปรุงวิถีชีวิตท้องถิ่น นางรวีวรรณ กล่าวอีกว่า ในภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ป่าพรุเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญของโลก ช่วยปรับปรุงสภาพอากาศของท้องถิ่น รักษาความสมบูรณ์ของดินและน้ำ ป่าพรุยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำจืดเพื่อควบคุมไฟป่า นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เป็นแนวกันชนจากภัยธรรมชาติ ป้องกันน้ำเค็มรุกเข้าแผ่นดิน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

24/06/2019

ปลัด ทส.ตั้งกรรมการสอบข้าราชการ 5 ราย ส่อทุจริตปลูกป่าแก่งกระจาน 4 พันไร่ 16 ล้าน

ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ ตั้งคณะกรรมการสอบ 5 ข้าราชการ กรมอุทยานฯ ส่อทุจริตโครงการปลูกป่าลดโลกร้อนในพื้นที่ป่าแก่งกระจานฯ มูลค่ากว่า 16 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2562 นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โครงการปลูกป่าเพื่อลดปัญหาอุทกภัย และภาวะโลกร้อนในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยใช้งบประมาณเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ จำนวน 15,960,000 บาท ทั้งนี้ มีผู้ตรวจราชการ ทส. เป็นประธาน โดยให้สอบสวนข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ จำนวน 5 ราย ว่ามีความผิดหรือทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ มีการนำกล้าไม้ไปปลูกป่าจริงหรือไม่ หรือปลูกแล้วตรงตามแปลงที่ได้ขออนุมัติหรือไม่ การปลูกป่ามีการปฎิบัติตามสัญญาหรือไม่ มีการฮั้วประมูลหรือไม่ ที่สำคัญมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับโครงการกระทำความผิดหรือไม่ ถ้าพบว่ามีความผิดก็จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบนัยเพื่อลงโทษต่อไป นายวิจารย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ ทส.เพิ่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเรื่องเพิ่งมาถึงกระทรวงฯ แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

01/06/2019
1 2 3 28