Tuesday, October 16, 2018

รูปธรรมจากขอนแก่น ‘เมืองคาร์บอนต่ำ’ ผลักดัน ‘ขนส่งมวลชน’ ยังประโยชน์สู่คนเมือง

สภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนภัยพิบัติที่ถาโถมจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป ล้วนเป็นปัจจัยและแรงผลักดัน (แกมบังคับ) ให้ทุกสังคมต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตไปในทางเดียวกัน นั่นคือลดผลกระทบจากพฤติกรรมอันคุ้นเคยลงให้ได้โดยเร็วที่สุด เป้าหมายหนึ่งนั้นคือการที่่สังคมต้องรีบก้าวเข้าสู่การเป็น "เมืองคาร์บอนต่ำ" ลดตัวการโลกร้อนที่สำคัญ อย่างก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นผลพวงมาจากวิถีชีวิตอันไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเรา สำหรับการผลักดันประเด็น "เมืองคาร์บอนต่ำ" ในบ้านเราเริ่มเป็นรูปร่างมากยิ่งขึ้น เมื่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) รอบที่ 5 ได้อนุมัติการสนับสนุนงบประมาณแบบให้เปล่า จำนวน 3.15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 97.65 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน ระหว่างปี 2560-2564 ใน 4 เมืองนำร่องของประเทศไทย โครงการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างขีดความสามารถ และพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของเมือง โดยเน้นที่การจัดการขยะ น้ำเสีย การขนส่งที่ยั่งยืน พลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยคาดหวังให้มี "บทเรียน ประสบการณ์ และความสำเร็จ" จากเมืองนำร่องทั้ง 4 แห่ง อันได้แก่...

ไม่หยุดประมงผิดกฎหมายในปี 2048 จะไม่มีปลา (ทูน่า) ให้จับอีกต่อไป

แม้เส้นกราฟความต้องการสินค้า และอาหารทะเลจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศร่ำรวยจะทะยานสูงขึ้นอย่างมาก และไม่หยุดยั้ง แต่เม็ดเงินตอบแทนสำหรับธุรกิจประมงไม่ได้คืนกลับสู่ครอบครัวชาวประมงในปริมาณที่เป็นธรรม ซ้ำร้ายกลับสร้างความต้องการ (demand) ที่เร่งเร้าให้ธุรกิจประมงเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ใช้วิธีการทำประมงที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เดินเรือไกลออกจากชายฝั่งทะเลบ้านตัวเองมากขึ้น เพียงเพื่อหวังว่า ‘อย่างน้อยที่สุด’ จะได้ปลาในปริมาณเท่าเดิม "มันยากมากที่จะทำงานเพื่อให้พอเลี้ยงลูกและเมีย" คือเสียงของ ราอูล โกเมซ (Raul Gomez) ชาวประมงชาวฟิลิปปินส์ ในบทความสารคดี 'They are taking out a generation of tuna': overfishing causes crisis in Philippines ('พวกเขากำลังทำให้การแพร่พันธุ์ทูน่าสูญหาย': วิกฤตประมงในฟิลิปปินส์) โดยโจนาทาน วัตส์ (Jonathan Watts) บรรณาธิการข่าวสิ่งแวดล้อมโลก สำนักข่าว The Guardian บทความสารคดีชิ้นนี้ วัตส์ต้องการฉายภาพธุรกิจประมงผิดกฎหมายสีเทา...

‘ธนาคารขยะรีไซเคิล’ โมเดลระดับตำบล กวาดขยะเกลี้ยงจนต้องนำเข้า !?

เราหลายคนอาจเคยทึ่งเมื่อเห็น สวีเดน ต้องนำเข้า “ขยะ” จากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ภายหลังขยะภายในประเทศมีปริมาณไม่เพียงพอเพราะถูกกำจัดจนหมดจด สะท้อนภาพการบริหารจัดการอันมีประสิทธิภาพ หนีไม่พ้นว่าเราหลายคนต้องหันกลับมาบ่นอุบถึงภาพของขยะใน ไทย ที่มองดูอย่างไรก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยปัญหา ทั้งจากต้นทาง “ความมักง่ายของคน” ไปจนสุดที่ “การจัดการ” ซึ่งอาจเรียกว่าไกลห่างเกินกว่าที่จะเปรียบเทียบ จะเป็นอย่างไร หากเราได้รู้ว่าบางพื้นที่ในไทย สามารถจัดการปัญหาขยะได้เกลี้ยงเกลาจนต้องมีการนำเข้าแล้วเช่นกัน !? ถ้าเรามองข้ามเมืองหลวงฟ้าอมร มายัง ณ ตอนบนของภาคอีสาน พื้นที่เล็กๆ ที่ประกอบไปด้วย 16 หมู่บ้าน และประชากรกว่า 1 หมื่นคน อาจกำลังสร้างโมเดลที่น่าสนใจ เพื่อใช้เป็นความหวังในการจัดการขยะของประเทศได้จริงๆ ‘ธนาคารขยะ’ เปลี่ยนของเสียเป็นเงินสด โครงการ “ธนาคารขยะรีไซเคิล” ในพื้นที่ ตำบลเอราวัณ อำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ด้วยความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและเทศบาลตำบลเอราวัณ โดยมีการบริหารจัดการในรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากเทศบาล และสมาชิกในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารแห่งนี้มิได้มีสำนักงานหรือสาขา หากแต่เป็นจุดนัดพบที่ทุกฝ่ายจะมาพบกันเดือนละครั้งเพื่อฝากและถอน โดยปัจจุบันมีอยู่ 13...

ผลวิจัยยัน ‘โลกร้อน’ เพิ่มวันอันตรายจาก ‘ยุง’ พุ่ง คลุม 94% ของเมืองในสหรัฐฯ

ท่ามกลางผลกระทบมากมายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในนั้นคือปรากฏการณ์ "โรคจากแมลง" ที่กำลังขยายตัวกว้างมากขึ้น ทั้งจากการกัดของยุง เห็บ หมัด หรือพาหะตัวจิ๋วต่างๆ ซึ่งโรคภัยที่เกิดขึ้นเหล่านี้กำลังจะส่งผลกับความเสี่ยงด้านสาธารณสุขของเราอย่างรุนแรง ตามรายงานล่าสุดจากองค์กรข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศไม่แสวงหาผลกำไร Climate Central พบว่าด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้จำนวน "วันอันตราย" หรือวันที่มีความเสี่ยงของโรคภัยจากยุงขยายเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา ในบรรดายุงหลากหลายสายพันธุ์ที่พบในสหรัฐอเมริกา นักวิจัยให้ความสำคัญไปที่ 2 สายพันธุ์ คือ ยุงรำคาญ (Culex) และยุงลาย (Aedes) ซึ่งทั้งสองสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ (West Nile virus) ขณะที่ยุงลาย ยังแพร่กระจายไวรัสอันตรายอื่นๆ อาทิ เด็งกี (Dengue) ซิกา (Zika) ชิคุนกุนยา (Chikungunya) รวมถึงไข้เหลือง (Yellow fever) ทั้งนี้ นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณวันของแต่ละปี ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 61-93...

เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

สำหรับกลุ่มจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันแล้ว แน่นอนว่า “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของทรัพยากร นั่นทำให้มูลค่าการท่องเที่ยวในพื้นที่นี้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2552 ขึ้นมาเป็น 1.3 แสนล้านบาทในปี 2558 และมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจกำลังจะถูกเปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวทางทะเลนี้เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังมีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน การศึกษาภายใต้ โครงการสนับสนุนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติการจัดการความเสี่ยง (Risk-NAP) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ในพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ชี้ให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นว่า ภาคการท่องเที่ยวจะมีความเสี่ยงจากรายได้ที่ลดลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ฤดูการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงจากลมมรสุมกำลังแรงและพายุที่รุนแรงขึ้น รวมถึงภาวะขาดแคลนน้ำจากปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลง เกิดการแย่งชิงน้ำกับภาคส่วนอื่น นอกจากนี้ยังอาจสูญเสียแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ท่องเที่ยว” ตอนหนึ่งของงานศึกษาระบุ ในเบื้องต้นงานศึกษาชิ้นนี้สรุปว่า แนวทางปรับตัวอาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของพื้นที่ โดยกำหนดรูปแบบและช่วงเวลาการให้บริการที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกที่กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาลักษณะเฉพาะของพื้นที่ อีกทั้งยึดหลักการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ไม่อาจปฏิเสธว่ามนุษย์เป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ...

‘โตเกียว’ เตรียมปั้นเมืองสีเขียวใน 2 ปี สร้างโมเดลยั่งยืนรับโอลิมปิก 2020

เทศบาลกรุงโตเกียว และคณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกกรุงโตเกียวและพาราลิมปิก 2020 ตั้งเป้าให้กรุงโตเกียวเป็นเมืองสีเขียวภายใต้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืนตามคอนเซ็ปต์ “Be better, Together - For the planet and the people” ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยื่นของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้งนี้ ได้เตรียมสร้างถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ปูแผงโซล่าร์เซลล์รอบเมืองโตเกียว เช่าและยืมอุปกรณ์หรือสิ่งของสำหรับการจัดงานหรือการแข่งขันให้มากที่สุด รวมถึงลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง โดยใช้ซ้ำและแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากถึง 99% ในอีก 2 ปีข้างหน้า เทศบาลกรุงโตเกียวเตรียมพัฒนาตนเองเป็นเมืองรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ eco-friendly city โดยจะเริ่มจากการสร้างถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ปูแผงโซล่าร์เซลล์บนถนน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะเริ่มทดลองใช้และติดตั้งในสถานที่สำคัญของเทศบาลกรุงโตเกียว และตามสถานที่ต่างๆ ในช่วงปีงบประมาณถัดไป เป้าหมายคือโตเกียวจะต้องใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้มากถึง 30% ภายในปี 2030 เทียบกับปี 2016 ที่ตั้งเป้าไว้ 12% ทั้งยังคาดหวังว่าการสร้างถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในครั้งนี้...

ความลับป่าชายเลน แหล่งเก็บกักคาร์บอนโลก

สรวงสวรรค์บนน้ำต้อนรับนักท่องเที่ยวพายเรือคายัคที่ลัดเลาะเข้าชมความงามของป่าชายเลน สลับด้วยภูเขาหินปูนที่สูงตระหง่าน เรียงรายซับซ้อนโอบกอดขนาบกันตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อ่าวท่าเลนเชื่อมต่อทะเลใหญ่เป็น “หน้าบ้าน” ของบ้านอ่าวท่าเลน หมู่ 3 ขณะที่ด้านหลังติดกับป่าพรุและป่าเลนที่เชื่อมต่อเป็นผืนเดียว ขนาดราว 500 ไร่ ซึ่งเป็น “หลังบ้าน” ของบ้านท่าพรุ หมู่ 5 ชุมชนทั้งสองตั้งอยู่ใน ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ สายสัมพันธ์ของสองหมู่บ้านเชื่อมร้อยด้วยป่าชายเลนผืนนี้ สมชาย เหล่าสกุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาทอง เล่าว่า อดีตป่าชายเลนผืนนี้เสื่อมโทรมมาก เพราะถูกยึดด้วยสัมปทานตัดไม้เพื่อเผาถ่าน ในปี 2538 ชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มประมงพื้นบ้านเพื่อช่วยกันปฏิบัติการจับผิดเรืออวนรุน อวนลากซึ่งเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามขณะนั้น พร้อมการฟื้นฟูป่าเลน และท้องทะเล เริ่มจากจัดทำปะการังเทียม ปล่อยสัตว์น้ำในป่าเลนเพื่อเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ปลูกป่า และมีการตรวจป่าเลนเดือนละครั้ง โดยใช้เรือหางยาวแล่นเข้าไปดูสภาพป่า “การต่อยอดจากการรักษาป่าก็คือทำให้ชุมชนมีรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม” สมชาย เล่า ทางตรงคือการท่องเที่ยว ส่วนทางอ้อมคือได้ใช้ความสมบูรณ์ของป่าด้านอาหารและไม้ใช้สอย ความยั่งยืนเหล่านั้นทำให้อ่าวท่าเลนเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบธรรมชาติ ชุมชนได้ประโยชน์ ซึ่งป่าชายเลนผืนดังกล่าวยังได้รับ “รางวัลลูกโลกสีเขียว” ครั้งที่ 5...

‘พรมแดนแห่งพิภพ’ พังทลาย…โลกเผชิญการสูญพันธุ์ครั้งเลวร้ายที่สุด

แนวโน้มภาคเกษตรกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะสูงถึง 52% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดทั่วโลกในปี พ.ศ. 2593 คือสูงถึง 20,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ผืนดินไม่ปนเปื้อนสารเคมี สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่อย่างเกื้อกูลกันและกัน คือภาพฝันของโลกใบนี้ที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง หากแต่ในความเป็นจริง ทุกๆ การกระทำของมนุษย์ล้วนส่งผลกระทบต่อโลก และมีส่วนทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้คุณสมบัติของโลกใบนี้ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตและดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพเปลี่ยนแปลงตาม เพื่ออธิบายและวัดความเปลี่ยนแปลงของศักยภาพของโลกในการหล่อเลี้ยงผู้คน นักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “พรมแดนแห่งพิภพ” (Planetary boundaries) โดยได้กล่าวถึงระบบต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัย และหาทางที่จะวัดสถานะของพื้นที่ปฏิบัติการในระบบต่างๆ เหล่านั้น ที่มีตั้งแต่ระดับ “สมบูรณ์ดี” จนถึง “เกินขีดความปลอดภัย” กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสมบูรณ์ของพรหมแดนแห่งพิภพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โลกมีสภาพเหมาะสมกับการอยู่อาศัยนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น 9 พรมแดน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน (Land-system change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biosphere integrity) ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส (Nitrogen and...

เขตมรณะในแหล่งน้ำขยายตัว เครือข่ายใยอาหารพัง กระทบระบบนิเวศโลก

ข้อมูลเกี่ยวกับ “เขตมรณะ” (Dead Zones) ในแหล่งน้ำยังเป็นความรู้ใหม่ที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนักในสังคมไทย แต่ในต่างประเทศการเพิ่มขึ้นของเขตมรณะเป็นประเด็นสำคัญเมื่อพูดถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของโลก เขตมรณะหมายถึงแหล่งน้ำ ไม่ว่าแหล่งน้ำจืดหรือน้ำเค็มที่ขาดออกซิเจนจนแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัย มีเพียงชนิดพันธุ์หรือจุลินทรีย์บางชนิดเท่านั้นที่อยู่รอดได้ แม้กระบวนการทางธรรมชาติ อาทิ การหมุนของโลกที่ส่งผลต่อการหมุนเวียนของกระแสน้ำจะทำให้เกิดเขตมรณะในทะเลห่างไกลจากฝั่ง แต่มีรายงานว่าการกระทำของมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เขตมรณะขยายตัวเพิ่มขึ้นหลายล้านตารางกิโลเมตรในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มีรายงานว่านับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 60 หรือช่วงปีพุทธศักราช 2503-2512 เป็นต้นมา เขตมรณะในทะเลได้เพิ่มจำนวนขึ้นทวีคูณทุกสิบปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 จำนวนเขตมรณะได้เพิ่มขึ้น 75% จนทุกวันนี้มีเขตมรณะมากกว่า 600 แห่งตามแม่น้ำ ทะเลสาบ ท้องทะเล และมหาสมุทร การกระทำของมนุษย์ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดเขตมรณะ เช่น ทิ้งของเสียลงบนผืนดินและแหล่งน้ำ การปล่อยของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความเป็นกรดในทะเล นอกจากนี้ การทำปศุสัตว์และการผลิตพืชอาหารสัตว์ ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเขตมรณะในทะเล โดยสารประกอบไนโตรเจน หรือฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยบำรุงพืช และพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด เป็นตัวเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง...

‘วาฬ’ อาร์คติกเผชิญเสียงรบกวนเสี่ยงขั้นสูญพันธุ์ เหตุ ‘เรือเดินสมุทร’ เบิกเส้นทางหลังน้ำแข็งละลาย

ขณะที่แผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์คติกละลายลงอย่างรวดเร็ว น่านน้ำแข็งในมหาสมุทรก็ได้ถูกเปิดออก เท่ากับช่องทางใหม่ให้เรือพาณิชย์และเรือท่องเที่ยวหลายลำเดินเรือตัดผ่านเส้นทางนี้ไปได้ (อ่านเพิ่ม: น้ำแข็งอาร์กติกอุณหภูมิสูงทุบสถิติ https://greennews.agency/?p=16164) สิ่งที่เกิดขึ้นคือวาฬในแถบขั้วโลกเหนืออย่าง วาฬเบลูกา หรือวาฬขาว (Beluga whale), วาฬหัวคันศร หรือวาฬโบว์เฮด (bowhead whale) และนาร์วาฬ (Narwhal) ที่ได้รับสมญานาม ‘ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล’ ซึ่งทั้งหมดล้วนอาศัยความเงียบและระบบเสียงสะท้อน (echolocation) เพื่อหาอาหารและสื่อสารกับฝูง กำลังได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวนและการแล่นด้วยความเร็วจากเรือเดินสมุทรเหล่านี้ อย่างเลวร้ายที่สุดคืออาจทำให้พวกมัน ‘สูญพันธ์’ แม้แต่จุดที่เรียกว่า ‘นอร์ธโพล’ ก็มีการนำเรือผ่านเส้นทางนี้ได้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นั่นนำมาสู่คำถามว่า เราจะอนุญาตให้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจและปกป้องวาฬเหล่านี้ไปพร้อมกันอย่างไร? เป็นความเห็นหนึ่งจาก Donna Hauser หัวหน้านักวิจัยเรื่องความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอาร์คติกจากการเดินเรือ และนักนิเวศวิทยาทางทะเล มหาวิทยาลัยอลาสกาแฟร์แบงค์ ทั้งนี้ วิถีชีวิตและการสื่อสารของวาฬและโลมาขึ้นกับการใช้คลื่นเสียงใต้น้ำ หมายความว่าเสียงรบกวนจากการเดินเรือนั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกมัน กล่าวคือ เสียงจากเรือเดินสมุทรทำให้พวกมันเจ็บปวดและป่วย อีกทั้งมีผลต่อการสูญพันธ์ “โดยเฉพาะนาร์วาฬ คือวาฬที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากข้อจำกัดของพวกมัน เช่น ที่อยู่อาศัยของมันมีเพียง 1 ใน...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -