Tuesday, February 19, 2019

เปิดแนวคิด ‘บ้านสีเขียว’ จากเสนา ผู้บุกเบิกโซลาร์เซลล์ในทุกโครงการที่อยู่อาศัย

เทรนด์เรื่องของบ้านสีเขียวในประเทศไทย แม้จะไม่ใช่เรื่องที่คนอยู่อาศัยเข้าใจมากนัก แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการเองนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องให้ความสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจทึ่อยู่อาศัย หนึ่งในผู้เล่นที่อาจเรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุด ทั้งยังนับเป็นเจ้าแรกในการทำเรื่องของบ้านโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง ถูกบอกเล่าผ่าน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้กลายมาเป็นหนึ่งในกูรูด้านโซลาร์เซลล์ในปัจจุบัน เธอเริ่มภายภาพว่าธุรกิจที่อยู่อาศัยนั้น มีการแข่งขันที่ผันแปรไปตามเทรนด์ของผู้บริโภค ซึ่งเทรนด์ของ "บ้านสีเขียว" นั้นมีมานานหลายสิบปี แต่ที่ผ่านมาคือการทำในเชิงพื้นฐาน การทำให้บ้านประหยัดพลังงาน เช่น ทำให้บ้านมีลมดี มีแดดเข้าไม่มาก เพื่อลดการเปิดแอร์ซึ่งเป็นหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานมากที่สุด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ในปี...

พายุ ‘ปาบึก’ อาจส่งสัญญาณเตือนฤดูกาลผันแปร นักวิจัยอุตุฯเร่งศึกษา Climate Change ปัจจัยสำคัญ

ปรากฏการณ์ของพายุโซนร้อน "ปาบึก" ที่พัดเข้าถล่มพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ช่วงระหว่าง 3-5 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นเพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเจอพายุเกิดขึ้นในเดือนมกราคม จากที่ฤดูกาลปกติของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม สิ่งที่เรากำลังประจักษ์คือ อาจเป็นไปได้แล้วว่าการเลื่อนของฤดูกาล ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่!? ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กำลังถูกมองว่าฤดูกาลของพายุกำลังเกิดความผันแปร และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) "นักวิจัยพยายามค้นหาหลักฐานใหม่ๆ เพื่อยืนยันว่าเกิดจาก Climate Change จริงหรือไม่...

ส่งความสุขผ่านปีทองของการรักษ์โลก ‘ต้นคริสต์มาส’ จาก ‘ขยะพลาสติก’ ครั้งแรกใจกลางกรุง

กระแสการตื่นตัวของมลพิษจากขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2018 และพร้อมที่จะดำเนินต่อไปในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง ได้สร้างภาพของการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้เราเห็นไปแล้วมากมาย อาจไม่น่าแปลกใจนัก ที่หนึ่งในนั้นจะเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น "ต้นคริสต์มาส" สัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองและการเปลี่ยนผ่านสู่ปีศักราชใหม่ ก่อกำเนิดเกิดร่างขึ้นมาจากขยะพลาสติกด้วยเช่นเดียวกัน ต้นคริสต์มาสจากกล่องซีดีเหลือใช้ สูง 10 เมตร ถูกนำมาตั้งตระหง่านใจกลางเมืองที่ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมไฟนีออนที่ประดับประดาอย่างสวยงามภายใต้คอนเซ็ปท์ Festival of Light กล่องซีดีเหล่านี้เป็นตัวแทนของวัสดุสิ่งของที่เคยมีค่า แต่ปัจจุบันกลับเป็นขยะที่ถูกทิ้ง และครั้งนี้ก็ได้ถูกกลับมาใช้ใหม่เพื่อสร้างคุณค่าในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ผู้ออกแบบตั้งใจกระตุ้นให้คนทั่วไปรู้จัก สังเกต และนำสิ่งของเหลือใช้รอบตัวมาก่อให้เกิดประโยชน์ "ความบันเทิงของมนุษย์คือการฟังเพลง แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมเพลงได้เปลี่ยนไป คนฟังเพลงผ่านออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นกล่องใส่ซีดีจึงถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก และเป็นเหตุผลในการเลือกกล่องซีดีมาทำต้นคริสต์มาสนี้" ธนวัต มณีนาวา นักออกแบบผลิตภัณฑ์รีไซเคิล เจ้าของแบรนด์ Tam:Da (ทำดะ) ผู้สร้างสรรค์ผลงาน ระบุ นอกจากกล่องซีดีเปล่าเหล่านี้จะถูกรวบรวมมาใช้ประดับเป็นต้นคริสต์มาส พร้อมตกแต่งสถานที่โดยรอบด้วยพลาสติกหลากสีสัน ผสานกับหลอดแก้วสวยงาม แต่ภายหลังจบงาน กล่องใส่ซีดีและพลาสติกนี้ยังจะถูกนำไปแปรรูปเป็นถังขยะเพื่อแจกจ่ายต่อไป ขณะที่เศษพลาสติกที่เหลือจะถูกนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งทั้งหมดเป็นการยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน "จริงๆ แล้วพลาสติกมันอยู่รับรอบตัวเรา ขยะพลาสติกไม่ผิด...

เผยโอกาสมหาศาลลงทุนด้าน ‘โลกร้อน’ ในเมือง 20 ล้านล้านเหรียญ ‘อาคารสีเขียว’ สูงสุด

บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) หนึ่งในหน่วยงานภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด "Climate Investment Opportunities in Cities" ซึ่งระบุว่าภายในปี 2030 จะมีโอกาสหรือช่องทางในการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ในประเทศภูมิภาคเอเชีย มากกว่า 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 640 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์เป้าหมายและแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ จากหลากหลายเมืองใน 6 ภูมิภาคทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์โอกาสในการลงทุนผ่านภาคที่สำคัญ เช่น อาคารสีเขียว, ระบบขนส่งมวลชน, ยานยนต์ไฟฟ้า, ของเสีย, น้ำ และพลังงานหมุนเวียน พร้อมจับตาวิธีการใหม่ๆ ที่หลายเมืองเริ่มใช้แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) หรือหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน ในการดึงดูดเงินทุนเพื่อสร้างการปรับตัวของเมือง เมื่อประเมินจากแผน นโยบาย และโครงการต่างๆ แล้ว...

ชูนวัตกรรม ‘เครื่องตะบันน้ำ’ ขจัดปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยวพื้นที่สูง สูบน้ำใช้-ไร้มลพิษ

แม้พื้นที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จุดกำเนิดแหล่งน้ำให้กับคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่หนึ่งในปมปัญหาสำคัญของคนบนพื้นที่นี้ กลับเป็นการเข้าไม่ถึงการใช้น้ำเหล่านั้นเสียเอง นั่นเพราะแหล่งน้ำซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องจัดหาและขนส่งน้ำขึ้นสู่พื้นที่ โดยมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ "ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน" เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคิดของการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการนำน้ำขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนการทำเกษตรเชิงนิเวศ ต้องติดบ่วงอยู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งพลังงานดังกล่าวยังเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนการจัดการน้ำในระบบอื่นๆ เช่น การขุดสระ การใช้น้ำใต้ดิน ก็เป็นรูปแบบที่ไม่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่ นั่นเองเป็นจุดหลักที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มหนึ่ง มีแรงบันดาลใจในการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร จากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ ด้วยเห็นว่าเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวมีส่วนสำคัญต่อการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของวิกฤติด้านสุขภาพ และการทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง ขณะเดียวกัน จากข้อมูลทางวิชาการและการประเมินความเสี่ยงของชุมชน ยังพบว่าพื้นที่ต้นน้ำจะเผชิญกับภาวะความแห้งแล้งยาวนานในอนาคต เนื่องด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การจัดการน้ำจึงเป็นมาตรการสำคัญของการลดความเสี่ยงที่ชุมชนจะเผชิญ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน คือการเข้าถึงน้ำในราคาต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งพบว่าชุมชนมีโอกาสอย่างมากในการเข้าถึงน้ำต้นทุนต่ำ เพราะที่ตั้งของชุมชนเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องแสวงหานวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำต้นทุนต่ำได้ คำตอบที่ออกมาคือ "เครื่องตะบันน้ำ" "ตะบันน้ำ" นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ...

เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอาจจะไม่เป็นจริง?

จุดมุ่งหมายให้โลกเดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นทิศทางที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) วาดหวังว่าภายในปี 2030 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 17 ข้อ จะบรรลุผล เมื่อย้อนมาดูทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย โดยนำแนวนโยบายในปัจจุบันและกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเปรียบเทียบกับเป้าหมายของยูเอ็น อาจจะกล่าวได้ว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า ภาพการพัฒนาอย่างยั่งยืนอาจเป็นแค่ภาพลวงตา หากตั้งข้อสังเกตแบบเย้ยหยันและไม่ปฏิเสธความเป็นจริงจากการกำหนดเป้าหมายของยูเอ็น อาจพอขมวดออกมาได้อย่างน้อย 10 ประเด็น ดังนี้ ยูเอ็นตั้งเป้าขจัดความยากจนทุกรูปแบบทุกสถานที่ แต่ดูนโยบายบ้านเราแล้วนิยามความยากจนอาจเป็นอุปสรรค หรือการนำความหมายนัยนี้ไปยึดโยงกับนิยามของยูเอ็น จะทำให้การแก้ปัญหาความยากจนไม่ประสบความสำเร็จ นั่นหมายถึงคนจนจะยังมีอยู่ต่อไป โดยเฉพาะภาคเกษตร คนด้อยโอกาส ฯลฯ โดยมีดัชนีความเหลื่อมล้ำคนจน-คนรวยที่ถ่างออกมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวชี้วัด แต่หากปรับนิยมให้เป็น "ความพออยู่พอกิน" อาจพอมีความเป็นไปได้ การขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน พูดถึงปัญหาเฉพาะหน้าในประเด็นนี้ รัฐบาลปัจจุบันยังไม่ขยับนโยบายที่พอจะตอบคำถามเรื่องการยกเลิกการใช้สารเคมีในภาคเกษตรทั้ง 3...

สบช่องการแข่งขัน ยุคที่ ‘ไต้หวัน’ มุ่งมั่นสู่ผู้นำ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’

เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy นับเป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ และถูกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในระบบอุตสาหกรรมและภาคการผลิตทั่วโลก หลังจากที่ทุกฝ่ายล้วนตระหนักดีว่าการใช้ทรัพยากรบนโลกใบนี้ จะต้องถูกคำนึงถึงและครุ่นคิดอย่างจริงจัง เมื่อเศรษฐกิจแบบเส้นตรง หรือ Linear Economy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในอดีต ได้สูบเอาทรัพยากรมาใช้เพื่อผลิตและขายสินค้าแก่ผู้บริโภค ด้วยเป้าหมายสำคัญอย่างเดียวคือการเพิ่มผลกำไร แล้วสิ่งที่ผลิตขึ้นมานั้นถูกใช้และทิ้งไปโดยไม่มีใครเหลียวแล จึงเป็นปัญหาด้านทรัพยากรที่ร่อยหรอ สวนทางกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งในปัจจุบัน การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นเป้าหมายใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ ที่จะต้องนำไอเดียและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อน หากเปรียบเทียบกับอีกสองเทรนด์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในระยะหลังด้วยเช่นเดียวกัน คือ “อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต และ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่นำเอาเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่มนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ดูจะเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งกว่า เพราะเป็นการพูดถึงทรัพยากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทุกสิ่ง ทุกอย่าง และทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจยังไม่สามารถแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เนื่องด้วยความยากลำบากในการประเมินผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม จึงไม่ง่ายนักที่จะทำให้ภาคธุรกิจตัดสินใจ ขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เอง...

รายงานชวนช็อค! พบมหันตภัยโลกร้อนซ่อนใต้มหาสมุทร ปรากฏการณ์สัตว์อพยพครั้งมโหฬาร

แม้ที่ผ่านมาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสภาวะโลกร้อนจะปรากฏจนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แต่สิ่งที่ตาเราเห็นและสัมผัสได้ในขณะนี้ อาจเทียบไม่ได้กับขนาดของอภิมหาผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น และถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำที่มองไม่เห็น มหาสมุทร ถือเป็นแหล่งอาศัยขนาดใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นบ้านของพืชและสัตว์หลายพันล้านชีวิต คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดท่ามกลางบรรดาสิ่งมีชีวิตในโลก อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ภายใต้มหาสมุทร และผู้คนที่ต้องพึ่งพามันก็ต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ข้อมูลอันน่าตกใจได้รับการเปิดเผยผ่านรายงานสืบสวนชิ้นล่าสุด "Ocean Shock: The planet's hidden climate change" โดย ทอมสัน รอยเตอร์ส ซึ่งผู้สื่อข่าวและช่างภาพของรอยเตอร์ส ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเป็นเวลากว่า 1 ปี เพื่อเปิดเผยมหันตภัยใต้ผืนน้ำครั้งนี้ รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มหาสมุทรมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กระแสน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเห็นได้จากส่วนที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำ ในส่วนที่ตาเราเห็น แต่ปรากฏการณ์โลกร้อนที่ซ่อนอยู่ใต้ผื้นน้ำ ได้สร้างผลกระทบอันมหาศาลกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายใต้ นั่นคือ "ปรากฏการณ์อพยพย้ายถิ่นฐานใต้น้ำครั้งมโหฬาร" รายงานระบุว่า เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น เหล่าปลาและสัตว์ทะเลอื่นๆ ได้อพยพย้ายถิ่นฐานจากจุดเส้นศูนย์สูตร ไปยังส่วนที่ใกล้ขั้วโลกมากขึ้น เพื่อเสาะหาอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอยู่อาศัย ซึ่งจำนวนสิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการอพยพอันมหึมาในครั้งนี้ อาจทำให้ผลกระทบจากโลกร้อนที่เราเห็นบนผืนดินดูจะลีบเล็กลงไปเลยทีเดียว ข้อค้นพบอันสำคัญที่รายงานชิ้นนี้ได้ทำการรวบรวม อาทิ การที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า...

‘อังกฤษ’ แบนหลอด-คอตตอนบัด ‘อียู’ ลงมติลดพลาสติก 90% ภายใน 7 ปี

สถานการณ์ลด ละ เลิกพลาสติกในระดับโลก ล่าสุดสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายแบนหลอดพลาสติก ช้อนคนพลาสติก และที่ปั่นหูที่มีก้านทำจากพลาสติก (คอตตอนบัด) ภายในปี 2563 เพื่อลดปัญหามลพิษจากขยะที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปี อันที่จริงเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอังกฤษเพิ่งจะแบนการใช้ไมโครบีดส์ หลังมีงานวิจัยพบว่าชิ้นส่วนขนาดจิ๋วของพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำและมหาสมุทร สามารถเข้าไปอยู่ในตัวของสัตว์ทะเลต่างๆ และเมื่อมนุษย์นำสัตว์เหล่านั้นมาบริโภคก็จะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ นอกจากนี้รัฐบาลอังกฤษยังได้ออกมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกใบละ 5 เพนนี สำหรับคนที่ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตไปแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยลดปริมาณถุงพลาสติกในระบบลงถึง 1.5 หมื่นล้านถุงต่อปี ไมเคิล โกฟ (Michael Gove) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร เชื่อว่าการออกมาตรการห้ามจำหน่ายหลอดพลาสติก ช้อนคนที่ทำจากพลาสติก รวมถึงคอตตอนบัดเพิ่มเติม จะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกมหาศาล รวมถึงช่วยแก้ปัญหาทางระบายน้ำอุดตันได้อีกด้วย ในแต่ละปี มีการประเมินว่าเฉพาะประเทศอังกฤษแห่งเดียว มีการใช้หลอดพลาสติกมากกว่า 4,700 ล้านชิ้น ช้อนคนพลาสติก 316 ล้านชิ้น และคอตตอนบัด 1,800 ล้านชิ้น ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งลงสู่แม่น้ำและทะเล "น่านน้ำและสัตว์ป่าอันล้ำค่าของเราต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน เพื่อให้พ้นภัยร้ายแรงจากขยะพลาสติกใช้แล้ว และสหราชอาณาจักรจะเป็นหนึ่งในผู้นำของการลดปัญหานี้ ร่วมกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป" นายโกฟ...

ผลวิจัยยืนยัน ‘ขยะพลาสติก’ ย้อนกลับเข้าสู่มนุษย์ หลังพบในอุจจาระคนทั่วโลก

แม้ที่ผ่านมาจะมีคำกล่าวหรือข้อสันนิษฐานมากมาย ว่าปัญหาขยะพลาสติกที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม สุดท้ายแล้วจะสะท้อนกลับสู่ห่วงโซ่อาหาร และย้อนมาหามนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็ยังไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างแท้จริง แต่จนกระทั่งต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนักวิจัยได้พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอุจจาระมนุษย์เป็นครั้งแรก ยืนยันว่าพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ได้แพร่กระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารไปแล้วมากน้อยเพียงใด อุจจาระทุกคนมี 'พลาสติก' อยู่ในตัว แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จำนวน 8 คน ที่มาจากแต่ละมุมโลก ประกอบด้วย ออสเตรีย อิตาลี ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร แต่ข้อเท็จจริงที่พบคืออุจจาระของทุกคนในนี้ล้วนมีไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ งานวิจัยที่จัดทำโดยหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งออสเตรีย ได้ทำการเก็บตัวอย่างอุจจาระของทั้ง 8 คน ส่งเข้าห้องแล็บที่กรุงเวียนนา ซึ่งนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Fourier-transform infrared spectroscopy (FTIR) อันเป็นกระบวนการใหม่ที่เชื่อว่าจะช่วยเปิดมุมมองให้กับการศึกษาไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร จากจำนวน 10 ประเภทของพลาสติกที่ทำการตรวจสอบ ได้ตรวจพบทั้งหมด 9 ประเภทในหลากหลายขนาดตั้งแต่ 50-500 ไมโครเมตร (0.05-0.50 มิลลิเมตร) โดยประเภทที่พบมากคือ...
- Advertisement -

Recent Stories

Recent Media

- Sponsored -