กรีนพีชเผยเกษตรเชิงเดี่ยวรุกคืบกินป่าอินโดฯ ต้นเหตุหมอกควันข้ามพรมแดนหนักสุดในรอบสี่ปี

กรีนพีชชี้ช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมายต้านหมอกควันของสิงคโปร์ ทำให้การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกลับมาขยายตัวอีกครั้ง จนทำให้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ความแห้งแล้งผิดปกติในภูมิภาค ประกอบกับการขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซียอันได้แก่ สวนปาล์มน้ำมัน และพืชเส้นใยสำหรับทำกระดาษ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวันในระดับโลก น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่าข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียรุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ “จากปัจจัยด้านภูมิอากาศที่ค่อนข้างชื้น และ การบังคับใช้ “กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน” ของสิงคโปร์ ทำให้นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียทุเลาลงอย่างมาก แต่จากการที่ปีนี้สถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนกลับมารุนแรงอีกครั้ง ทำให้เราตั้งข้อสังเกตว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดนของสิงคโปร์อาจเริ่มมีปัญหา” นายธารากล่าว นายธาราอธิบายว่า สิงคโปร์ได้ออกกฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Haze Pollution Act และเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับควบคุมการดำเนินธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทที่มีที่ตั้งในสิงคโปร์ ไม่ให้เผาป่าเพื่อบุกเบิกพื้นที่การเกษตร และไม่ใช้วิธีการเผาในการทำเกษตร อันเป็นการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ “แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้สามารถควบคุมการลงทุนในกิจการเกษตรเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซีย ให้มีมาตรฐานการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับเฉพาะบริษัทในสิงคโปร์เท่านั้น นี่จึงเป็นช่องโหว่สำคัญให้บริษัทปาล์มน้ำมันหันไปตั้งฐานธุรกิจที่มาเลเซียและประเทศอื่นๆแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวของสิงคโปร์” นายธาราวิเคราะห์ อย่างไรก็ดี นายธารากล่าวว่า ประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภคอาหารและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มในชีวิตประจำวันก็มีความสามารถที่จะควบคุมไม่ให้มีการทำสวนปาล์มน้ำมันอย่างไม่เหมาะสมและแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้เช่นกัน โดยการใช้อำนาจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคในการเลือกใช้เฉพาะสินค้าที่มีฉลากรับรองว่าทำมาจากน้ำมันปาล์มที่ไม่มีทำลายป่าเท่านั้น ดังนั้น นายธาราจึงเสนอว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการรับรองและออกฉลากสินค้าที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจำแนกและเลือกซื้อสินค้าได้ […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

20/09/2019

กังขาใช้ ‘อีไอเอเก่า’ ทำ ‘มอเตอร์เวย์’ เมืองเพชร วิตกผ่าแหล่งเกษตรเกรดเอ พื้นที่ทุ่งนา-ป่าตาล

ชาวอำเภอบ้านลาด จ.เพชรบุรี นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่คาดว่าจะมีการสร้างถนนมอเตอร์เวย์สายใต้ พบเส้นทางผ่ากลางทุ่งนา-ป่าตาลอุดมสมบูรณ์ พืชท้องถิ่นสัญลักษณ์ประจำเมืองเพชร โครงการทางหลวงหมายเลข 8 สายนครปฐม-ชะอำ หรือถนนมอเตอร์เวย์ จะเริ่มตั้งแต่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ระยะทาง 119 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 79,000 ล้านบาท โดยได้รับการผลักดันจากรัฐบาลและกรมทางหลวงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามริมถนนสายหนึ่งใกล้แหล่งเกษตรที่มีทั้งทุ่งนาและป่าตาล ได้มีการติดตั้งป้ายประกาศเรื่องการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินงานสำรวจจัดทำแผนที่อสังหาริมทรัพย์ในบริเวณที่จะเวนคืน ทั้งนี้ มีรายงานว่าบริษัทที่ปรึกษาเดิมที่กรมทางหลวงว่าจ้างตัดสินใจยกเลิกสัญญาไปแล้ว เนื่องจากยอมรับว่าถ้ายังใช้เส้นทางเดิมนั้นจะมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องที่ถนนตัดผ่านเส้นทางการไหลของน้ำช่วงน้ำหลาก และหากจะแก้ปัญหาต้องยกระดับถนนให้สูงจากพื้นดินตลอดแนวซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันโครงการนี้ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเรียกว่าเวทีปฐมนิเทศ มาจนถึงเวทีปัจฉิมนิเทศ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ถูกถนนตัดผ่านที่ทำกินและที่อาศัยต่างไม่เห็นด้วยกับโครงการ สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพชรบุรี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า เมื่อปี 2558 ได้มีการจัดปฐมนิเทศที่โรงแรมรอยัลไดมอน โดยเชิญตัวแทนจากจังหวัดราชบุรี และสมุทรสงคราม ที่ได้รับผลกระทบมาด้วย รวมถึงคนจังหวัดเพชรบุรีที่จะได้รับผลกระทบก็มาฟัง ซึ่งหลายคนได้แสดงความไม่ต้องการ เพราะจะทำลายวิถีชีวิตชาวบ้าน ทั้งทุ่งนา ป่าตาล แหล่งทำกิน จากนั้นก็มีการตั้งเวทีจนมาถึงครั้งสุดท้ายหรือปัจจิม ชาวบ้านก็ยังไม่เอาทั้งสามจังหวัด แต่รัฐบาลก็ยังดึงดันจะสร้าง จึงสงสัยว่าถ้าเช่นนั้นจะจัดเวทีรับฟังทำไม […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

24/06/2019

ก.เกษตรฯนำร่อง 6 จว.ปลูก ‘ข้าว’ ลดโลกร้อน จับมือเยอรมนี-ปรับวิธีทำนาไทยปล่อยก๊าซฯต่ำ

กระทรวงเกษตรฯจับมือ GIZ เปิดโครงการ Thai Rice NAMA ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว-ลดโลกร้อน หวังเปิดตลาดข้าวรักษ์โลก-เพิ่มมูลค่าข้าวไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโครงการ Thai Rice NAMA ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 14.9 ล้านยูโร หรือราว 600 ล้านบาท จากรัฐบาลประเทศเยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และสหภาพยุโรป ผ่านโครงการ NAMA Facility สำหรับโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการทำนาในปัจจุบันไปสู่ระบบการทำนาแบบยั่งยืน ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี (ปี 2561-2566) โดยพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกรจำนวน 1 แสนครัวเรือน ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.8 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

28/05/2019

นักวิจัยใช้ ‘คิวอาร์โค้ด’ ดันสินค้าเกษตรนครปฐม ช่วยผู้ซื้อตรวจสอบคุณภาพ เพิ่มมูลค่า-ยอดขาย

ราชภัฎนครปฐม ผุด 13 งานวิจัยช่วยเกษตรกรข้าว-ผัก-ส้มโอ ใช้ “คิวอาร์โค้ด” ตอบโจทย์แหล่งเกษตรปลอดภัย เพิ่มมูลค่า-ยอดขาย นายเดช ธรรมศิริ หัวหน้าโครงการระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าว ผัก ใน จ.นครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม เปิดเผยว่า จากการนำคิวอาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงที่มาวิธีการปลูก สถานที่ปลูก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทำให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าทางการเกษตร รวมถึงขั้นตอนกระบวนการผลิต สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ช่วยการเพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ “เกษตรกรสามารถเพิ่มช่องทางการขายให้กับบริษัทผู้ส่งออกผักและผลไม้ไปประเทศญี่ปุ่น และมีการสั่งซื้อส้มโอจากบุคคลภายนอก ผู้พบเห็นบนเว็บไซต์ ผู้พบเห็นจากคิวอาร์โค้ดมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้เกษตรกรในชุมชนขายสินค้าการเกษตรได้ราคาสูงขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยงานวิจัยสามารถตอบโจทย์ตรงตามวิสัยทัศน์ของจังหวัดนครปฐม ที่ว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยได้มาตรฐานสากล” นายเดช กล่าว สำหรับงานวิจัยดังกล่าว เป็นหนึ่งใน 13 โครงการที่ประสบความสำเร็จของมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม ที่นำแนวคิดการทำงานวิจัยโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area based Approach) เพื่อเป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาของจังหวัดนครปฐม โดยได้ระดมความคิดเห็นถึงปัญหาระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผัก และส้มโอ ร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยที่มีความสอดคล้องกับปัญหาจริงของเกษตรกร กระทั่งได้ผลงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่มีผู้ใช้ประโยชน์จริงทุกโครงการ นายอุบล การะเวก เจ้าของสวนส้มโออินทรีย์ ที่ได้การรับรองมาตรฐาน GAP และ IFOAM […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

01/03/2019

‘โลกร้อน-หนี้สิน’ ทำเกษตรกรเลิก 4 แสนราย/ปี แนะเร่งใช้วิถียั่งยืน-ก่อนไทยต้องนำเข้าอาหาร

นักวิชาการร่วมเสนอมาตรการทำการเกษตรยั่งยืน หลังปัญหาโลกร้อน-หนี้สินกระทบหนัก เป้นเหตุให้เกษตรกรเลิกอาชีพปีละ 4 แสนราย แนะเร่งสร้างรุ่นใหม่ทดแทน หวั่นอนาคตไทยต้องนำเข้าอาหารบริโภค นางสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เปิดเผยในการประชุม “มาตรการเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในภาคเกษตร” จัดโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2562 ตอนหนึ่งว่า การเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง เช่น อากาศร้อนเกินไปจนทำให้ผลผลิตออกมาได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของประเทศ “เรื่องของเกษตรยั่งยืนต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ระบบนิเวศต้องมีความยั่งยืน และความหลากหลายทางชีวภาพนั้นสำคัญกับการเกษตรและการบริโภคที่ยั่งยืน แต่งานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายชิ้นบอกไว้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลงอย่างน่าเป็นห่วง” นางสุภา กล่าว นายอุดม หงส์ชาติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยอยู่ที่ 58 ปี และเกษตรกรจำนวน 95% มีหนี้สิน โดย 60% มีหนี้สินล้นตัว ขณะที่ 5% ที่ไม่มีหนี้สินนั้น เนื่องจากไม่สามารถยื่นกู้เงินได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงมักจะปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ต้องกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกร […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

28/02/2019

กระทรวงเกษตรฯยื้อใช้ ‘พาราควอต’ อีก 2 ปี อ้างเหตุต้องเตรียมหานวัตกรรมอื่นมาทดแทน

กระทรวงเกษตรฯ อ้างต้องใช้เวลาให้เกษตรกรปรับตัว และหานวัตกรรมอื่นมาทดแทน จึงควรเลื่อนการยกเลิกพาราควอตออกไป 2 ปี นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ภายในปี 2562 กระทรวงเกษตรฯ พร้อมดำเนินการ แต่หากให้ยกเลิกการใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ภายในปีนี้ และจะมาเร่งรัดกระบวนการสร้างความเข้าใจ และหาแนวทางทดแทนการปราบวัชพืชให้กับเกษตรกร 5.7 ล้านครัวเรือน หรือ 25 ล้านคน ที่คุ้นเคยกับการใช้สารเคมีมานานให้ไปใช้สารอื่นทดแทนอาจจะมีปัญหาติดขัด อย่างไรก็ตาม ได้เสนอความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 ว่าควรใช้ระยะเวลา 2 ปี ในการหานวัตกรรมใหม่ๆ มาทดแทน ระหว่างนี้จะต้องเร่งทำเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ ให้เต็มพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ 149 ล้านไร่ และกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งพัฒนาการทำเกษตรเป็นเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ “หากให้เลิกใช้สารเคมีภายใน 1 ปี เรากังวลว่าจะมีผลกระทบกับเกษตรกรจำนวนมาก และการเผาซากพืชจะมีมากขึ้น เพราะใช้ยาปราบศัตรูพืชไม่ได้ จึงได้มีข้อเสนอต่อคณะกรรมการฯใช้เวลาปรับวิธีปฏิบัติทำเกษตรปลอดภัยทั่วประเทศใน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

15/02/2019

จับตา 14 ก.พ.ลุ้นมติยกเลิกใช้สาร ‘พาราควอต’ วอนกรรมการยึดประโยชน์คนไทยอย่างแท้จริง

เครือข่ายภาคประชาชนจับตาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตัดสินเลิกใช้ “พาราควอต” 14 ก.พ.นี้ หากไทยยกเลิกยากำจัดศัตรูพืชครั้งนี้ จะกลายเป็นประเทศที่ 51 ที่ยกเลิกการใช้ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยในการแถลงข่าว “จับตา คกก.วัตถุอันตรายตัดสินชะตาไทย จะก้าวพ้นการเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่ยังใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพลเมืองหรือไม่” เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 ตอนหนึ่งว่า ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุมทบทวนการอนุญาตให้มีการใช้พาราควอตอีกครั้ง ตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอให้มีการยกเลิกการใช้พาราควอตภายใน 1 ปี นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตาว่าการลงมติจากหน่วยงานของรัฐในวันที่ 14 ก.พ.นี้ จะเป็นไปในทิศทางใด เนื่องจากครั้งนี้เป็นการลงมติโดยมีการพิจารณาคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเสนอต่อรัฐบาลให้มีการดำเนินการตามคำวินิจฉัย หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยสามารถยกเลิกการใช้สารพาราควอตได้ จะกลายเป็นประเทศที่ 51 ที่ยกเลิกการใช้สารพาราควอต ซึ่งขณะนี้ประเทศจีน ที่มีการผลิตสารพาราควอตมากที่สุดในโลกถึง 80% และประเทศบราซิล ที่มีการใช้สารพาราควอตมากที่สุด ต่างกำลังยกเลิกการใช้สารพาราควอตภายในประเทศ “ประเทศไทยมีการนำเข้าพาราควอต 40 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

12/02/2019

ชาว ‘มวกเหล็ก’ ร้องกกพ.ค้าน EHIA โรงไฟฟ้า ชี้รายงานบกพร่อง-หวั่นกระทบแหล่งน้ำนมดิบ

ชาวมวกเหล็กรวมตัวยื่นหนังสือ กกพ. ค้าน EHIA โรงไฟฟ้า 150 เมกะวัตต์ ชี้รายงานศึกษาบกพร่อง-ขาดส่วนร่วม หวั่นกระทบแหล่งน้ำนมดิบสำคัญของประเทศ ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมด้วยชมรมกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำมวกเหล็ก เข้ายื่นข้อคัดค้านต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 ให้ยุติการนำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ไปประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน 150 เมกะวัตต์ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากทางกลุ่มเห็นว่าในรายงานฯ มีข้อบกพร่องของข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่จำนวนมาก และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการหลายประเด็น ทั้งนี้ ทางกลุ่มระบุว่า รายงานฯ ดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2560 แต่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนที่รายงานจะเข้าสู่การพิจารณาของ คชก. ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากกลับไม่ได้รับทราบข้อมูล และไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในระหว่างการจัดทำรายงานฯ จนกระทั่งในวันที่ 22 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

30/11/2018

สทนช.เร่งศึกษาแผนจัดการน้ำรองรับ ‘EEC’ สร้างสมดุลการใช้-มั่นใจไม่เกิดปัญหาแย่งชิง

สทนช.เร่งศึกษาแผนจัดการน้ำภาคตะวันออกรองรับ EEC เตรียมคลอด มิ.ย. ปีหน้า ย้ำให้ความสำคัญภาคเกษตรกรรม ยืนยันมีปริมาณเพียงพอความต้องการทุกภาคส่วน-ไม่เกิดปัญหาแย่งน้ำ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.กำลังดำเนินโครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก ให้ได้แนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำหลักทั้ง 4 ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่มีความสมดุลกับภาคการเกษตรและระบบนิเวศ สำหรับขอบเขตการศึกษาดังกล่าว จะทำการทบทวนผลการศึกษาเดิมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมทั้งศึกษาความต้องการใช้น้ำทุกด้าน ปริมาณแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินในปัจจุบัน และคาดการณ์ในอนาคตที่จะเป็นผลสืบเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวจากการพัฒนาโครงการ EEC และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรับมือด้วยมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสม ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว และปราจีนบุรี โดยจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิ.ย. 2562 นายสมเกียรติ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

17/11/2018

‘ไบโอไทย’ โต้ ‘พาณิชย์’ ดันไทยเข้าร่วม CPTPP เอาใจทุนใหญ่-ทำเกษตรกรอ่วม-ผลกระทบอื้อ

ไบโอไทยแย้งพาณิชย์อย่าลักไก่เอาใจทุนใหญ่ผลักดันไทยเข้า CPTPP ชี้ผลกระทบเกินเยียวยา เอฟทีเอว็อทช์เตรียมยื่นหนังสือถามจุดยืนทุกพรรคการเมือง นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ประเทศไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) โดยอ้างว่าจากการรับฟังความคิดเห็นมีความห่วงกังวลเรื่องผลกระทบการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV1991 ซึ่งมีข้อคัดค้านจากหลายฝ่ายว่าจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และความมั่นคงทางอาหาร แต่ทางกระทรวงจะมีการหารือกับหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เพราะจากการศึกษาการเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV1991 หรือการแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรต้องซื้อราคาเมล็ดพันธุ์มีราคาสูงขึ้นตั้งแต่ 2-6 เท่า ซึ่งเกิดจากการเพิ่มระยะเวลาการผูกขาดและการจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษาและพัฒนาพันธุ์พืช ตลอดจนส่งผลกระทบต่อนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย “จากการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการผูกขาดพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมายสิทธิบัตรพันธุ์พืชหรือ UPOV1991 พบว่าราคาเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นจาก 28,500 ล้านบาท/ปี เป็น 80,700 ล้าน ถึง 142,900 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นตัวเลขงานวิจัยเมื่อปี 2559 ปัจจุบันตัวเลขผลกระทบจะยิ่งเพิ่มขึ้น ถามว่ารัฐบาลจะเอาเงินจากใครมาเยียวยาเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบเหล่านี้” นายวิฑูรย์ กล่าว นอกจากนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแก้กฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าวนอกจาก บริษัทซาคาตะ และตาคิอิ ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 1 ใน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

06/11/2018
1 2 3 8