Tuesday, February 20, 2018
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความพยายามอย่างสูงที่จะแก้ไขปัญหาเรื้อรังอย่าง "การกัดเซาะชายฝั่ง" แต่ในมุมมองใครบางคนอาจกล่าวได้ว่าความทุ่มเทนี้ไม่ต่างไปจากการเทงบละลายแม่น้ำ เพราะสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งในภาพรวมจนถึงขณะนี้ มีแต่ทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยมีน้ำมือมนุษย์เป็นสาเหตุโดยตรงแล้ว ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยเช่นกัน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ร่วมพูดคุยกับ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย และหนึ่งในอาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น อาจารย์ธรณีรายนี้ ระบุว่า จากตัวเลขที่เคยศึกษาให้กับธนาคารโลก (World Bank) เมื่อปี 2549 พบว่าประเทศไทยมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งในฝั่งอ่าวไทยและอันดามันอยู่ที่ประมาณ 590 กิโลเมตร จากชายฝั่งทั้งหมดกว่า 2,600 กิโลเมตร หรือเฉลี่ยประมาณ 22% โดยมีอัตราการกัดเซาะตั้งแต่ 3 เมตร ไปจนถึง 20-30 เมตรในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการติดตามศึกษาอีกครั้งในปี 2556...
อีกไม่กี่ชั่วโมงนับจากนี้ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 19 ม.ค.2561 จะพิจารณาลงมติในวาระที่ 2 ของ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ การพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นไปท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากทั้งเครือข่ายนักอนุรักษ์ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม รวมถึงนักวิชาการ ที่ต่างออกมาเรียกร้องให้ยุติพร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตหลากหลายประการ หนึ่งในนั้นก็คือกระบวนการรวบรัดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 58 ว่าด้วยการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ภายหลังที่ประชุม สนช.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวในวาระแรกไปแล้ว สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้พูดคุยกับ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ถึงสาระสำคัญของกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ...
แม้ "ความตกลงปารีส" ที่เกิดขึ้นจากการประชุมภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 21 (COP21) ในปี 2558 จะกลายเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติในการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน และเป็นสิ่งที่หลายประเทศพยายามผลักดันให้เป็นกรอบการดำเนินการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเจรจาทั้งหมดที่มีความพยายามมาอย่างยาวนานอาจไม่มีความหมายและสูญสลายไปกับกาลเวลา หากเป้าประสงค์ร่วมกันเหล่านั้นไร้ซึ่งการปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อพูดถึงการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะต้องพูดถึงลึกลงไปภายใต้กฎกติกาก็คือการบังคับใช้จริงภายใต้สถานการณ์ที่มีอยู่ปัจจุบัน สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ร่วมพูดคุยกับ “บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อวิเคราะห์ลงรายละเอียดข้อตกลงปารีสให้ดียิ่งขึ้น ------ เจาะลึก ‘ไทย’ เตรียมอะไรสู้โลกร้อน ----- บัณฑูร เริ่มต้นฉายภาพผ่านสถานการณ์ประเทศไทยว่า สิ่งที่เราเตรียมตัวไปในความตกลงปารีส คือการสำรวจสิ่งที่มีอยู่ในมือว่าจะสามารถทำส่วนใดได้บ้าง โดยหลักๆ คือในส่วนของภาคพลังงาน ซึ่งเรามีทั้งแผนพลังงานทางเลือก แผนแม่บทการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน หรือแผนในภาคขนส่งที่เปลี่ยนจากระบบล้อไปสู่ระบบรางมากขึ้น เป็นที่มาของการกำหนดโจทย์เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ 20% และเพิ่มเป็น 25% หากได้รับความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ทั้งนี้...
ความตกลงนานาชาติในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาวะโลกร้อน นั้นอาจเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง ประสบความล้มเหลวมาแล้วหลายหน ทว่า สุดท้ายผู้คนก็เริ่มเห็นภาพที่สดใสขึ้น เมื่อโจทย์ใหญ่ระดับโลกนี้ เริ่มมีกติกาที่เป็นรูปธรรมให้จับต้องเมื่อกว่า 2 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อความตกลงมามากมาย ภายใต้ชื่อเมืองสำคัญหลังการจัดประชุม แต่เหตุใด "ปารีส" จึงกลายเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติมากกว่าครั้งที่ผ่านมา สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ร่วมพูดคุยกับ “บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำความเข้าใจกับกติกานี้ให้ดียิ่งขึ้น เขาเริ่มเล่าว่า "ความตกลงปารีส" ในการประชุมภาคีสมาชิกกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 21 (COP21) ในปี 2558 เป็นผลที่เกิดจากการเจรจากว่า 8 ปี นับตั้งแต่การประชุม COP13 ที่เกาะบาหลี ในปี 2550 ภายหลังเห็นว่ากติกาของโลกในการจัดการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ยังไม่เพียงพอสำหรับการรับมือ ทั้งนี้ ตามกติกาเดิมคือ...
กัญจน์ ทัตติยกุล ชายร่างบาง ผู้ถือกำเนิดบนพื้นที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัด ที่อยู่ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) หรือ อีอีซี หากภาพฝันที่รัฐวาดไว้ก่อกำเนิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้จริงๆ ภายในปี พ.ศ.2566 หรืออีก 5 ปี ข้างหน้า โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ด้วยงบลงทุน 1.5 ล้านล้าน จะเสกให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น “มหานครเมืองใหม่” อันทันสมัยพรั่งพร้อม ซึ่งลูกแม่น้ำบางประกงอย่าง “กัญจน์” ก็น่าจะเห็นดีเห็นงามด้วย “อีอีซี ยังไม่ใช่คำตอบของคนในพื้นที่” ชายหนุ่มรวบยอดความคิดในขณะที่กำลังรับประทานมื้อเย็นด้วยกัน บทสนทนายิ่งทำให้อาหารออกอรรถรส ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก...
สัมภาษณ์พิเศษ (ตอนที่ 2) บทสัมภาษณ์พิเศษ ดร.โพยม สราภิรมณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ในตอนที่เหลือนี้ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายให้เห็นภาพรวมของน้ำ และแนวทางการจัดการที่ถูกต้อง เพื่อรองรับอนาคตของสภาวะอากาศที่แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงบ่อย ----- ทุกวันนี้พวกเรากำลังดื่มน้ำใต้ดิน ----- อาจารย์โพยม อธิบายว่า วัฏจักรน้ำ ประกอบด้วย น้ำฝน 736,802 ลบ.ม. มีฝนเฉลี่ย 1,455 มม.ต่อปี น้ำซึมลงน้ำบาดาล 102,809 ลบ.ม. มีการสูบน้ำบาดาลมาใช้ 3,500 ลบ.ม. โดยน้ำใต้ดินจะนำมาใช้ดื่ม หรือผลิตน้ำแร่ โดยปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีจุดมอนิเตอร์ 1,408 บ่อทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีน้ำเพื่อการเกษตร 113,960 ลบ.ม....
สัมภาษณ์พิเศษ (ตอนที่ 1) ความกังวลใจที่ยังไม่คลายลงของคนเมืองนั่นก็คือ เมื่อฝนตกหนัก เขื่อนเร่งระบายน้ำ ควรรีบเก็บของขึ้นที่สูงดีไหม ? เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แม้จะมีการสั่งการดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบแหล่งน้ำและทางน้ำธรรมชาติอย่างเหมาะสมและยั่งยืน มูลค่า 334,538 ล้านบาท (ใกล้เคียงโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์) และโครงการแก้ปัญหาน้ำย่อยๆ อีกจำนวนมาก อาทิ แผนบูรณาการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง 14 จังหวัด วงเงิน 317,600 ล้านบาท ฯลฯ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) เข้าสัมภาษณ์พิเศษ ดร.โพยม สราภิรมณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เพื่ออธิบายถึงภาพรวมของปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ดร.โพยม เริ่มว่า สาเหตุที่รัฐบาลได้ผลักดันโครงการน้ำ (ชื่อยาวๆ) ออกมา เพราะเริ่มตระหนักขึ้นหลังจากเกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศ...
“ต้นไม้ คือความผูกพันระหว่างชีวิตของคนกับธรรมชาติ” เป็นมุมมองผ่านแว่นของนักอนุรักษ์ อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระครูสมคิด ยกตัวอย่างว่า หากไปศึกษาดูในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีความรู้อยู่บนฐานธรรมและใช้องค์ความรู้ภูมิปัญญาจะพบว่า มีทั้งครูที่รู้เรื่องต้นไม้ มีทั้งหมอที่ใช้ต้นไม้เป็นยา มีทั้งช่างถักทอที่เอาต้นไม้ไปเป็นเส้นด้ายหรือสี หรือกระทั่งศิลปินที่เอาต้นไม้ไปทำเครื่องดนตรี อย่างไรก็ดี หากเป็นนายทุนมองก็จะคิดว่าต้องเอาไปแปรรูปสร้างมูลค่าที่มากขึ้น ถ้าเป็นรัฐมองก็จะให้คนอื่นทำแล้วเก็บภาษี ส่วนชาวบ้านเขาไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ ใครมาชวนทำอะไรเขาก็ทำ  สำหรับ “พระครูสมคิด” ท่านมองว่าต้นไม้เป็น “ตำรา” เป็นองค์ความรู้ไปปลูกฝังให้คนสำนึกเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดพัฒนาให้ “วัดโป่งคำ” เป็นศูนย์เรียนรู้ พระสมคิด เล่าว่า ความได้เปรียบของสังคมเรา คือมีฐานวัฒนธรรมความเชื่อที่ค่อนข้างเข็มแข็งต่อผู้นำทางจิตวิญญาณ มักให้ความเชื่อถือกับพระ และให้ความสำคัญกับวัด เปรียบเสมือนบ่อเกิดความรู้ของชุมชนในแต่ละพื้นที่ จึงเกิดความคิดที่จะใช้วัดเป็นพื้นที่ให้คนได้เรียนรู้ และพยายามทำวัดให้เป็นมากกว่าวัด ในบทบาทหนึ่งจะเป็นเรื่องของความเชื่อ การปลูกฝังเรื่องบาปบุญคุณโทษ...
“ต้นไม้มีความศักดิ์สิทธิอยู่ในตัว” คือคำกล่าวของ พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน พระนักอนุรักษ์ ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองน่านตลอดช่วงชีวิตในวัย 55 ปี พระสมคิด อธิบายว่า หากเราศึกษาสรรพคุณของต้นไม้บางต้น รากสามารถเป็นยา เปลือกสามารถเป็นสีย้อมผ้า ใบสามารถเป็นอาหาร ขณะที่ต้นไม้บางต้นคนโบราณจะสอนไว้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิอยู่ เมื่อเวลามีพระพุทธรูปที่หักหรือเสียผู้คนก็จะนำเอาไปฝากไว้ ส่วนคนอื่นก็จะไม่ไปแตะต้องต้นไม้ต้นนั้นเพราะเหมือนมีเทพรักษาแล้ว ผู้คนจะถือกันเช่นนี้ นอกจากนี้ ในบางวัฒนธรรม เมื่อผู้หญิงคลอดลูกออกมาก็จะนำเอารกมาฝังไว้กับต้นไม้ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลนั้น และเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถแตะต้องต้นไม้ต้นนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือความศักดิ์สิทธิที่อยู่บนฐานความเชื่อ ทว่า ความศักดิ์สิทธิเหล่านี้กลับถูกล้มล้างด้วยระบบอำนาจและทุน ที่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นด้วยนโยบายการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจในระยะหลัง “เมื่อก่อนโยมพ่อโยมแม่ของอาตมาได้ดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ แต่วันดีคืนดีกลับมีคนถือกระดาษมา 1 แผ่น อ้างว่าป่าตรงนี้ได้รับการสัมปทานจากรัฐบาล ดังนั้นหน้าที่เดียวที่คุณทำได้คือรับจ้าง พระอาจารย์จึงจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่นายรัฐกับนายทุนสมสู่กันขึ้น ก็จะทำให้เกิดความฉิบหายวอดวายในบ้านเมือง วันนี้เราจึงต้องสร้างอำนาจใหม่ที่ขนานกันไป...
เมื่อเอ่ยถึงปัญหาเขาหัวโล้น เชื่อได้ว่า “น่าน” ย่อมเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกสายตาจับจ้อง หรือตีตราว่าเป็นผู้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กินเวลามายาวนาน ตั้งแต่การทำลายป่าไปจนถึงหมอกควัน โดยทั้งหมดมีเกษตรกรตกเป็นจำเลย โจทย์ดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายให้โครงการพัฒนาต่างๆ พุ่งเป้าเข้ามายังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มีการผุดโครงการอันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสนใจที่ล้นหลาม หรือที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลหลักพันล้าน เพื่อหวังคืนพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดแสนเนิบนาบแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม มุมมองจากสายตานักอนุรักษ์เจ้าของพื้นที่อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน หนึ่งในพระนักพัฒนาผู้คร่ำหวอดในพื้นที่ ตลอดช่วงชีวิตวัย 55 ปี และเห็นแนวทางการแก้ปัญหามานักต่อนักจากหลากองค์กรหลายโครงการ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป กล่าวคือ รู้สึกไม่เห็นด้วยกับโครงการปลูกป่าที่เข้ามา ----- "ปลูก" ไม่สำคัญเท่า "ปล่อย" และ "ปาก" ----- พระอาจารย์ กล่าวว่า จ.น่าน มีโครงการปลูกป่าเข้ามาในแต่ละปี...
- Advertisement -

MOST POPULAR

RECENT STORIES

- Sponsored -