กรมอุทยานฯ ลงนามความร่วมมือวันนี้ กับ 5 องค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์ “องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) ประเทศไทย องค์การแพนเทอรา (Panthera) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และมูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) ประเทศไทย
ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน “กฎหมาย-การวิจัย-รณรงค์-ส่งเสริมการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้เจ้าหน้าที่ชุมชน ประชาสังคม”

ความสำเร็จ 5 ปีที่ผ่านมา
“พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติและพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าโดดเด่นและสำคัญยิ่ง เป็นแหล่งรวบรวมความหลากทางทางชีวภาพ ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และเป็นแหล่งนิเวศบริการอันทรงคุณค่าต่อการดำรงชีวิต จึงมีความจำเป็นที่นานาประเทศต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการปกป้องรักษาไม่ให้เสื่อมสลายไป
ไทยโดยกรมอุทยานฯ ได้จัดการในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง (ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2534) กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2548) และกลุ่มป่าแก่งประจาน (ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2564) และยังมีแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมรดกโลกเมื่อปี 2564 รวมถึงยังมีพื้นที่คุ้มครองธรรมชาติที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอีกหลายแห่ง
การบริหารจัดการพื้นที่ที่สำคัญนี้ กรมอุทานยานฯ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึง 5 องค์กรข้างต้น ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานฯ มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง นำมาสู่การลงนาม MOU ในครั้งแรกซึ่งมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 2560-2565 ทำให้การทำงานร่วมกันในด้านการจัดการพื้นที่มรดกโลกบรรลุเป้าหมายและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในหลายกิจกรรม อาทิ
การฟื้นฟูประชากรเสื้อโคร่งในกลุ่มป่าตะวันตกตอนบน การขยายพันธุ์กวางป่าเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการฟื้นฟูประชากรเหยื่อขอเสือโคร่งในถิ่นอาศัยที่มีประสิทธิภาพในกลุ่มป่าตะวันตก และการอนุรักษ์สัตว์ป่าในกลุ่มป่าแก่งกระจานของ WWF
การเสริมสร้างสมรรถนะและเทคนิคลาดตะเวนเชิงคุณภาพหรือ Smart Patrol ในกลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และกลุ่มป่าแก่งกระจาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหหมายเพื่อต่อต้านการลับลอบค้าสัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง โดย WCS
การสำรวจและฟื้นฟูประชากรเสื้อโคร่งและเหยื่อในพื้นที่ตอนใต้ของกลุ่มป่าตะวันตก การศึกษานิเวศวิทยา การกระจายพันธุ์ และภัยคุกคามของลิ่นชวาในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มป่าตะวันตก การสำรวจทางนิเวศวิทยาและการบุกรุกทำลายพืชไร่ในพื้นที่เกษตรของช้างเอเชียในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าสลักพระ โดย ZSL
การศึกษาและติดตามประชากรเสือโคร่งในกลุ่มป่าตะวันตกและป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ การอนุรักษ์เสือปลาในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด การเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องดูแลสัตว์ป่าและการต่อต้านอาชญากรรมสัตว์ป่าในกลุ่มป่าตะวันตกตอนใต้โดย Panthera
การศึกษาและติดตามประชากรเสื้อโคร่งในพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ การเสริมสร้างทักษะในการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าชาวไทยและกัมพูชาเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ข้ามพรมแดนในพื้นที่คุ้มครองที่เชื่อมต่อกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อต่อต้านการกระทำความผิดและลดการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายโดย Freeland
จากผลสำเร็จในการทำงานและถึงกำหนดเวลาสิ้นสุดการดำเนินงานในบันทึกฉบับแรกจึงมีการหารือร่วมกันเพื่อทำบันทึกฉบับใหม่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสานต่อการทำงานด้านการจัดการพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง รวมถึงขยายขอบเขตไปยังพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติที่มีความสำคัญและมีศักยภาพแห่งอื่น ๆ ต่อไป” สุนีย์ ศักดิ์เสือ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าว

ขยายความร่วมมืออีก 5 ปี
วันนี้ (3 พ.ค. 2567) เวลา 10.00 น. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (ZSL) ประเทศไทย องค์การแพนเทอรา (Panthera) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และมูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ “ความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ และพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติ” ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารกริต สามะพุทธิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
การลงนามใน MOU ครั้งนี้ประกอบด้วย อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิมพ์ภาวดี พหลโยธิน ประธานกรรมการบริหาร WWF สำนักงานประเทศไทย พรกมล จรบุรมย์ ผู้อำนวยการ WCS ประเทศไทย เมย์ โม วาฮ์ ผู้อำนวยการ ZSL ประเทศไทย กฤษณา แก้วปลั่ง ผู้อำนวยการ Panthera เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และ พล.ต.ต.เพชรัตน์ แสงไชย ประธานกรรมการบริหาร Freeland ประเทศไทย โดยมี ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในพิธี
“ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ภาคีทุกฝ่ายลงนามร่วมกัน และสามารถขยายระยะเวลาความร่วมมือไปอีก 5 ปีได้ โดยความยินยอมร่วมกันของภาคีทุกฝ่าย” ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าว

เป้ายกระดับการอนุรักษ์-จัดการพื้นที่คุ้มครอง
“สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ กลุ่มภาคีทั้ง 6 หน่วยงาน มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างภาคีในการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการพื้นที่คุ้มครอง และการจัดการด้านสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าของประเทศไทย
เพื่อให้ได้องค์ความรู้ทางวิชาการ เทคนิค และวิธีการระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพ นวัตกรรมในการอนุรักษ์และจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ และการสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการปกป้อง คุ้มครอง และสงวนทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ พื้นที่นำเสนอเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ พื้นที่คุ้มครองที่มีความสำคัญในการอนุรักษ์สัตว์ป่า พื้นที่คุ้มครองที่มีศักยภาพ ในการฟื้นฟูแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศ และพื้นที่ที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค อาทิ ผืนป่าตะวันตก ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ผืนป่าแก่งกระจาน และผืนป่าภูเขียว-น้ำหนาว เป็นต้น
ซึ่งเป็นการยกระดับการอนุรักษ์และการจัดการพื้นที่คุ้มครองให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการป้องกันอาชญากรรมสัตว์ป่าและพืชป่าทั้งในและนอกพื้นที่อนุรักษ์ และการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการอนุรักษ์ความหลากหลาย
สำหรับขอบเขตในการดำเนินงานจะประกอบด้วย
1. การป้องกันคุ้มครอง การบังคับใช้กฎหมาย และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า
2. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ
3. การรณรงค์และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกัน เช่น การแสดงนิทรรศการและการนำเสนอผลงาน
4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
5. การเสริมสร้างสมรรถนะ พัฒนาความรู้ และทักษะให้แก่บุคลากร เจ้าหน้าที่ของภาคี ชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมโดยผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม การสัมมนา การประชุมหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ
6. ความร่วมมืออื่น ๆ ตามที่ภาคีแต่ละฝ่ายตกลงกัน” ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าว

