“วันนี้มีการลงนาม TOR ระหว่างรัฐบาลไทย–เมียนมา เพื่อตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคแกปัญหามลพิษแม่น้ำข้ามแดน – ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญ – จะมีการลงพื้นที่ร่วม 2 รมต.ต่างประเทศเร็ว ๆ นี้” รองนายกฯ สีหศักดิ์เผย
เสียงคัดค้านการลงนาม TOR ที่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์จากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคการเมืองในสภา วันนี้มีการชูป้ายประท้วงหน้าสำนักงานยูเอ็น “ไม่ต้อนรับอาชญากรเช่นคุณ ‘มิน ออง ไลง์’
“TOR ที่สุ่มเสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ – ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ” นักวิชาการ ม.แม่ฟ้าหลวงให้ความเห็น
ขณะที่พรรคประชาชนเผยแพร่ความเห็นต่อการมาเยือนของมิน ออง ไลง์ และการแก้ปัญหามลพิษน้ำข้ามแดน “กก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน–กระบุรี” ว่ามี 5 ข้อ ที่คนไทยควรคาดหวังจากการมาเยือน–หารือ “อนุทิน–มิน อ่อง หล่าย”

ลงนาม TOR ตั้งคณะทำงาน – จะลงพื้นที่
“ประเด็นที่ทุกคนให้ความสำคัญก็คือประเด็นเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำแม่น้ำกกแม่น้ำสาย
เมื่อช่วงเช้า ก็มีการลงนาม Term Of Reference (TOR) จัดตั้งคณะทำงานร่วมทางด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหานี้ บนพื้นฐานของหลักวิทยาศาสตร์และความร่วมมือ ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ เราก็ใช้เวลาพูดคุยในเรื่อง TOR สักพักหนึ่งนะครับ
คณะทำงานนี้ที่จัดตั้งขึ้นมาก็จะมีการพบปะกันเร็ว ๆ นี้นะครับ แล้วก็เมื่อกี้ ผมก็ได้พูดกับรมต.ต่างประเทศ ตามที่ผู้นำทั้ง 2 ได้พูดคุยกันตอนเช้า คือเราจะไปกันที่ที่บริเวณที่เกิดปัญหานะครับ แล้วเราก็จะไปไปดูสถานการณ์นะครับ แล้วก็หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็หวังว่าการเยือนระหว่างผมกับ รมต.ต่างประเทศเมียนมาจะได้เกิดขึ้นเร็วๆนี้นะครับ
และก็เราก็เสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันน้ำท่วมนะครับ”
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลง “ผลการเยือนไทยของนายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้ (6 ส.ค. 2569)
รองนายกฯ สีหศักดิ์ยังได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ซึ่งถามว่า “เรื่องมลพิษข้ามแดน ทางเมียนมามีความจริงใจขนาดไหนในการแก้ปัญหา เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาก็บอกว่ามันอยู่ในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ และก็ร่าง TOR ที่อาจจะทำให้ไทยเสียเปรียบ” ดังนี้่
“ผมคิดว่า การตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษข้ามพรมแดน ถือเป็นก้าวที่สำคัญ เราก็ต้องไปดูการทำงานของคณะทำงาน แต่ผมว่าเราจะต้องแอ็กทีฟด้วย แอ็กทิฟ ต้องประชุม เห็นผลอะไรออกมา อย่างที่เมื่อกี้ผมก็เชิญท่าน รมต.ต่างประเทศไปดูพื้นที่ด้วยกัน คือมันเราต้องเตรียมขับเคลื่อนนะครับ ยังไงก็เดี๋ยวดูกันต่อไป แต่เราก็มีกรอบอะไรต่าง ๆ ละ นะครับ แต่ในที่สุดมันก็ต้องพิสูจน์กันด้วยการกระทำนะครับ”

ส่วนหนึ่งของ “เสียงค้าน”
“We do not welcome a criminal like you Min Aung Hlaing (เราไม่ต้อนรับอาชญากรเช่นคุณ ‘มิน ออง ไลง์)”
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ River and Rights ชูป้ายประท้วงการมาเยือนไทยของ มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ณ บริเวณด้านหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติในกรุงเทพฯ วันนี้
“ในฐานะคนเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อน ไม่ขอต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ เพราะเป็นอาชญากรที่ทำลายแม่น้ำของไทยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ 6 สายของไทย ทั้งแม่น้ำกก สาย รวก โขง และกระบุรี แต่การที่ประเทศไทยต้อนรับเขาอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ก่อนหน้านี้เรา คาดหวังว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน จะมาพบประชาชนก่อนลงนาม TOR ร่วมกับเมียนมา แต่ท่าน ก็ไม่เคยฟังเสียงเรา แต่ยังต้อนรับอาชญากรที่ทำลายแม่น้ำของไทย เรา คาดหวังว่านายกฯ ไทย จะปกป้องแม่น้ำไม่เสี่ยงต่ออันตราย
ประเทศไทย ไม่ควรต้อนรับอาชญากรสงครามที่ฆ่าประชาชนในเมียนมา และคนเชียงราย คนไทย กำลังตายผ่อนส่งจากปัญหาสารพิษ และไม่เห็นด้วยกับการลงนาม TOR ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ มีการปกปิดข้อมูลไม่สามารถรับรู้ว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร” เพียรพร กล่าว
ในช่วงค่ำวันนี้เครือข่ายภาคประชาสังคม’ ได้รวมตัวคัดค้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย พร้อมสวมหน้ากาก ‘อนุทิน – มิน ออง ไลง์’ โชว์กินเค้ก สื่อแบ่งผลประโยชน์จากเหมืองแร่ – แม่น้ำกก ก่อนขึงป้าย ‘ไม่ต้อนรับอาชญากร’ ท่ามกลางตำรวจตั้งแถวกั้นผู้ชุมนุม
วานนี้ (5 ส.ค. 2569) คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยชะลอการลงนามขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา พร้อมเปิดเผยร่าง TOR ฉบับสมบูรณ์ต่อสาธารณะ และยืนยันว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ โดยไม่สร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา
“แม้ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างภาพของความร่วมมือหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา
การเดินทางเยือนไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม เกิดขึ้นในช่วงที่เมียนมายังคงเผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชนจากการใช้กำลังทางทหารต่อประชาชน มีการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่พลเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และศาสนสถาน รวมทั้งการจับกุมโดยพลการ การทรมาน และการบังคับให้ประชาชนพลัดถิ่น ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมายังไม่สามารถดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ETOs Watch เห็นว่า ประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติและอาเซียน ควรดำเนินนโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยหลีกเลี่ยงการดำเนินการหรือพิธีการใดที่อาจถูกตีความว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมา” (ดูแถลงการณ์ฉบับเต็ม https://www.facebook.com/TheMekongButterfly)
“TOR ที่สุ่มเสี่ยงทำไทยเสียเปรียบ – ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ” ดร.สืบสกุล
“สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดนในการแถลงข่าวของรมว.ต่างประเทศของไทยในวันแรกที่ปธน.มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย
1. รมว.ตปท.บอกว่ามีการลงนามใน tor ร่วมการตรวจน้ำร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา โดยฝ่ายไทยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสวล.เป็นผู้ลงนาม และจะมีการประชุมคณะทำงานต่อไป
2. รมว.ตปท.มีแผนเชิญรมว.ตปท.เมียนมาและคนอื่นที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ แต่ยังไม่บอกช่วงเวลาและสถานที่
3.รมว.ตปท.ตอบคำถามสื่อเรื่อง tor ที่ไทยอาจเสียเปรียบ โดยบอกว่าฝ่ายไทยต้อง active ด้วย และต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน
ข้อสังเกตของผม
1. รมว.ตปท.มีบทบาทสำคัญในเรื่องแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน เผลอๆ อาจมากกว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสวล.ด้วยซ้ำ โดยสังเกตจากที่รมว.ตปท.ได้เคยเดินทางไปเยือนเมียนมาและพบปะกับมิน อ่อง หล่าย รมว.ตปท.ก็บอกว่าได้แจ้งปธน.เมียนมาในเรื่องนี้
2. รมว.ตปท.หลีกเลี่ยงจะพูดตรงๆ ถึง tor ที่ไทยอาจเสียเปรียบ โดยบอกว่าฝ่ายไทยต้อง active นั่นคือการตำหนิ รมว.สุชาติ ชมกลิ่น และขรก.กระทรวงทรัพยากรที่ปล่อยเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในการจัดการ tor เลย
3. การที่รมว.ตปท. กล่าวว่าจะเชิญรมว.ตปท.เมียนมาลงพื้นที่เป็นสัญญาณที่ดีและย้ำว่ารมว.ตปท.มีบทบาทนำในฝั่งไทยในการแก้ไขปัญหานี้
4. อย่างไรก็ตามรมว.ตปท.ไม่อาจประกาศว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากการลงนาม tor ฉบับนี้ สุ่มเสี่ยงให้ประเทศไทยเสียเปรียบเมียนมา และเน้นแค่การตรวจคุณภาพน้ำเท่านั้น มิใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา”
ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หนึ่งในแกนนำเครือข่ายประชาชนปกป้องเม่น้ำกก สาย รวก โขง ให้ความเห็นผ่านโพสต์เฟสบุ๊ก วันนี้ หลังการแถลงของรองนายกฯ สีหศักดิ์

“5 ข้อ ที่คนไทยควรคาดหวังจากการมาเยือน–หารือ “อนุทิน–มิน อ่อง หล่าย” พรรคประชาชน
“วันนี้และวันพรุ่งนี้ 6-7 สิงหาคม นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะพบปะกับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลเมียนมา ในฐานะเจ้าบ้าน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลไทยและเมียนมาคงมีเรื่องพูดคุยกันในหลายประเด็น
แต่เรื่องสำคัญที่สุดที่นายกรัฐมนตรีไม่ควรจะลืม เพราะเป็นวาระที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก นั่นก็คือ บรรดาเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่หายากซึ่งเป็นต้นทางของสารพิษที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี อยู่ในเขตประเทศเมียนมา ทำให้คนไทยที่อยู่ปลายน้ำได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก
แม้การพบกันครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่มีความสำคัญในฐานะหมุดหมายของการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนที่นับถึงวันนี้เรื้อรังเข้าสู่ปีที่ 2 ซึ่งผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 5 ข้อที่เราควรคาดหวังจากการหารือของสองผู้นำ
1. การรับทราบข้อมูลมลพิษในแหล่งน้ำระหว่างประเทศทุกสายร่วมกัน โดยทางการเมียนมาต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ปัญหาและสาเหตุของปัญหามลพิษดังกล่าวอย่างชัดเจน
2. การยกระดับกลไกการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบและติดตามสถานการณ์มลพิษร่วมกันอย่างโปร่งใส รวมถึงกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาคณะทำงานระหว่างไทยกับเมียนมายังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด เพราะขาดกลไกในการเก็บข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
3. การกำหนดขอบเขตพิกัดของพื้นที่การทำเหมืองแร่ ที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดมลพิษทางน้ำของแม่น้ำทุกแหล่ง เพื่อวางแผนในการดำเนินการควบคุมกำกับการทำเหมืองแร่ และปรับปรุงให้คุณภาพของแหล่งน้ำดีขึ้น ตามกลไกในข้อ 2
4. ฝ่ายไทยควรแจ้งมาตรการตามกฎหมายแร่ และมาตรการทางศุลกากร ที่จะนำมาใช้ในการควบคุมและจำกัดการนำเข้าแร่จากทางเมียนมา หากไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษจากพื้นที่ตามข้อ 3 อย่างจริงจัง
5. การตกลงร่วมกันในการยกระดับการแก้ไขปัญหาเรื่องมลพิษทางน้ำข้ามแดน ในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในระดับอาเซียน และในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกลไกกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC)
พรรคประชาชนหวังว่าการพบกันของผู้นำทั้งสองประเทศครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนอย่างเร่งด่วนและจริงจัง
ทั้ง 5 ข้อข้างต้นเป็นผลลัพธ์ขั้นต่ำที่ประชาชนสมควรคาดหวังได้ โดยรัฐบาลควรมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และใช้ทุกกลไกที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยพรรคประชาชนจะติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทุกไตรมาส” พรรคประชาชน ระบุในโพสต์เพจพรรค เผยแพร่วันนี้

มติ ครม. 5 ส.ค. “TOR”
“วันนี้ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
“..วาระ 19. เรื่อง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมดังกล่าว
3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญ
1. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ รวมถึงการเร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ได้ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่ฯ นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้
ประโยชน์และผลกระทบ
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมาจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขมลพิษ ต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ได้แก่ มลพิษทางน้ำ และมลพิษอื่น ให้ได้รับการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น” มติ ครม. ระบุ (อ่านมติฉบับเต็ม http://www.thaigov.go.th)
