“EEC” วิกฤตมลพิษอุตสาหกรรม และสถานการณ์คุกคามนักสิทธิ 2569

คุกคามต่อเนื่องเกือบสิบปี ไต่ระดับความรุนแรงอย่างเป็นระบบ เป็นขบวนการ และมีการลงขันจ่ายค่าหัว 2 ล้านต่อคน

อรชา จันทร์เดช เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผย ในการแถลงข่าวเปิดสถานการณ์คุกคามถึงชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เผยข้อมูลขบวนการว่าจ้างลอบสังหาร พร้อมเจาะลึกเงามืด ทุนจีน และมลพิษอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EECวันนี้ (6 .. 2569) พร้อมการวิเคราะห์น่าสนใจจาก 4 องค์กรร่วมจัดผ่านการแถลงฯ

อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมโดยทุนเทา มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน” EARTH

ยังคงไร้เกราะคุ้มครอง ฟ้องปิดปากแกนนำ” EnLAW

สัญญาณเตือน การคุกคามเชิงโครงสร้างความล้มเหลวของรัฐ” PI

บททดสอบประชาธิปไตยความท้าทายบทบาทรัฐในการพัฒนา (กรณี EEC)” กป.อพช.

และ 4 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน กป.อพช.-ภาคีเครือข่าย

(ภาพ: PI / EnLAW)

สถานการณ์การคุกคามเครือข่ายประชาสังคมภาคตะวันออก

ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรี (.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ์) ที่มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อรองรับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ขยายตัวมาจากพื้นที่ EEC

การคุกคามแกนนำอย่าง คุณสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และ คุณสุนทร คมคาย เป็นกระบวนการที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีรูปแบบที่ไต่ระดับความรุนแรงอย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นจากการฟ้องปิดปาก (SLAPP) นักปกป้องสิทธิฯของภาคตะวันออกถูกฟ้องร้องเพื่อสร้างภาระและปิดกั้นการตรวจสอบนอกจากนี้ยังมีการข่มขู่คุกคามทางตรงโดยเริ่มมีการโทรศัพท์ข่มขู่แกนนำอย่างต่อเนื่อง

และมีกรณีที่เครือข่ายถูกรถยนต์ปริศนาขับล้อมและล็อกตัวด้วย

มีการติดตามกระชั้นชิดและส่งสัญญาณเอาชีวิตคุณสุเมธเหรียญพงษ์น

ามนักปกป้องสิทธิฯภาคตะวันออกที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจโดยเริ่มจากการโทรขู่ติดตามตัวกระชั้นชิด

และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การวางยาสุนัขที่บ้านจนเสียชีวิตถึง 3 ตัวภายในเวลาเพียง 2 วัน ภายหลังจากที่คุณสุเมธออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการลักกลอบทิ้งกากพิษในจังหวัดสระแก้ว เมื่อตรวจสอบบริเวณหน้าบ้าน พบหลักฐานทั้งก้นบุหรี่ ขวดน้ำดื่ม และขวดเครื่องดื่มชูกำลัง บ่งชี้ชัดเจนว่ามีกลุ่มคนมาดักซุ่มเฝ้ารอดูความเคลื่อนไหว

มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในจังหวัด ยืนยันตรงกันว่า ขบวนการซึ่งประกอบด้วยทุนจีน นักการเมือง และกลุ่มทุนในจังหวัด ได้มีการลงขันตั้งค่าหัว 2,000,000บาทเพื่อเอาชีวิตคุณสุเมธและคุณสุนทร

หากเครือข่ายต้องต่อสู้เพียงลำพัง ความสูญเสียย่อมเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ประกบติดเพื่อคุ้มครองแกนนำเราไม่ควรต้องมาทนรับสภาพนี้ ทุกคนไม่ควรต้องสู้เพียงลำพังในบ้านของตัวเอง

อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมภาคตะวันออก ในนามเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” “นักป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกเปิดเผยวันนี้ ในการแถลงข่าวเปิด #สถานการณ์คุกคามถึงชีวิตนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก เผยข้อมูล #ขบวนการว่าจ้างลอบสังหาร พร้อมเจาะลึกเงามืด #ทุนจีน และ #มลพิษอุตสาหกรรม ในพื้นที่ #EEC” ที่สำนักงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) วันนี้ (6 .. 2569)

ซึ่งจัดโดย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน 4 เครือข่ายคือ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) Protection International (PI) มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมโดยทุนเทา มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน” EARTH

สาเหตุหลักของการคุกคามคือการที่นักปกป้องสิทธิฯภาคตะวันออกเข้าไปขัดผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มทุนที่ทำผิดกฎหมาย ทั้ง พ...โรงงาน พ...วัตถุอันตราย และ พ...การสาธารณสุข

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นความเสียหายระดับชาติและเป็นอาชอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

ทุนสกปรกไม่มีสัญชาติไม่ว่าจะเป็นทุนจีนหรือทุนไทย ขบวนการนี้มีเครือข่ายอิทธิพลทางการเมืองและข้าราชการหนุนหลัง กรณีของบริษัท วิน โพรเสส  พบหลักฐานชัดเจนว่ามีการจ่ายสินบนให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม

ตั้งคำถามถึงอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่นิ่งเฉย ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดเผยรายชื่อโรงงานที่กระทำผิด ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นการปกป้องอาชญากรอย่างชัดเจน ขอเรียกร้องให้ตำรวจ กอ.รมน. และผู้ว่าราชการจังหวัด กล้าหาญที่จะเปิดโปงเครือข่าย ทุนสีเทาเหล่านี้ออกมาเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) กล่าวในการแถลงข่าวฯ

ยังคงไร้เกราะคุ้มครอง ฟ้องปิดปากแกนนำ” EnLAW

กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ โดยกลุ่มทุนมักแจ้งความคดีอาญาในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างภาระในการเดินทางและค่าใช้จ่าย หวังทำให้การเคลื่อนไหวชะงัก

ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ที่เกิดขึ้น เมื่อมีโรงงานที่ทำผิดกฎหมายมักถูกสั่งแค่ให้แก้ไข แต่ไม่เคยแก้ไขจริง และไม่เคยถูกสั่งปิดโรงงาน ทำให้เกิดวัฒนธรรมการประกอบกิจการเถื่อนอย่างย่ามใจ

แม้กฎหมาย ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 จะถูกแก้มาตั้งแต่ปี 2562 แต่แทบไม่เคยถูกนำมาใช้ปกป้องนักสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเรื่องกฎหมายฟ้องปิดปากก็ครอบคลุมแค่กรณีที่เอกชนฟ้องตรงต่อศาล แต่ไม่ครอบคลุมกรณีที่เอกชนไปแจ้งความให้ตำรวจ/อัยการเป็นผู้ฟ้อง ทำให้ปัจจุบันแกนนำยังคงไร้เกราะคุ้มครองในชั้นพนักงานสอบสวน

สุทธิเกียรติ คชโส ตัวแทน มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงกระบวนการยับยั้งการใช้สิทธิอย่างเป็นระบบผ่านกฎหมายในเวทีแถลงข่าวฯ

(ภาพ: PI / EnLAW)

สัญญาณเตือน การคุกคามเชิงโครงสร้างความล้มเหลวของรัฐ” PI

ประวัติศาสตร์เลือดของนักปกป้องสิทธิ์ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดินถูกสังหารหรือบังคับสูญหายไปแล้วกว่า 60 คน และรัฐไทยแทบไม่เคยนำตัวผู้บงการหรือผู้จ้างวานมาลงโทษได้เลย จับได้เพียงแค่มือปืนรับจ้าง

สัญญาณเตือนระดับสูงสุดคือการที่ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าประชิดตัวบ้านและวางยาสุนัขได้ สะท้อนถึงทรัพยากรและศักยภาพของผู้คุกคามที่พร้อมจะลงมือสังหารทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่แค่การขู่ให้กลัว แต่เป็นการคุกคามเชิงโครงสร้างที่ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว (Chilling Effect)

ความล้มเหลวของกระทรวงยุติธรรมปรานมชี้เป้าไปที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพว่าเจ้าหน้าที่รัฐยังขาดความเข้าใจในบริบทการทำงานของนักปกป้องสิทธิฯ มีอคติ และปฏิเสธการยอมรับนิยามสากลของ UN รัฐมักปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมือง และอ้างว่ากำลังร่างกฎหมายคุ้มครองเพื่อเป็นข้ออ้างในการถ่วงเวลา

หากรัฐบาลไทยต้องการเข้าร่วม OECD ประเทศไทยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของภาคธุรกิจได้ หากรัฐยังปล่อยให้แกนนำถูกล่าหัว รัฐก็ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีสากลปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International (PI) กล่าว

บททดสอบประชาธิปไตยความท้าทายบทบาทรัฐในการพัฒนา (กรณี EEC)” กป.อพช.

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแกนนำภาคตะวันออก ไม่ใช่แค่เรื่องระดับบุคคล แต่คือบททดสอบของประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และทิศทางการพัฒนาประเทศ

วิกฤตภาคตะวันออกคือมรดกตกทอดจากยุค คสช.ที่ใส่แรงปฏิกิริยาเร่งรัดการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย EEC และการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559ปลดล็อกผังเมืองและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมขยะพิษเข้ามาตั้งฐานราก และทำให้ชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบต้องเผชิญกับภัยคุกคามในปัจจุบัน

ระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน ดีกว่ายุค คสช. แค่นิดเดียวตรงที่มีการเลือกตั้งและไม่ได้ใช้ พ...ฉุกเฉินฯ แต่เนื้อแท้แล้วระบอบสีน้ำเงินคือร่างอวตารของ คสช.’ เพราะยังคงใช้กฎหมายและคำสั่งที่ค้างคาเหล่านั้นเข้าไปเปลี่ยนกลไกการกำกับดูแล ทำให้การพัฒนาในภาคตะวันออกไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักยุติธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วม เมื่อรัฐปล่อยให้ทุนค้าขายอนาคตของกฎหมาย ประชาชนจึงต้องเป็นผู้จ่ายต้นทุนด้วยการเผชิญภัยคุกคาม

ตั้งคำถามถึงเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและเข้าร่วมกลุ่ม OECD ว่าการพัฒนาไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ประชาชนสามารถลุกขึ้นปกป้องสิทธิ เสรีภาพ สิ่งแวดล้อม และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างปลอดภัย การที่นักปกป้องสิทธิฯ ลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่แค่การปกป้องชุมชนตัวเอง แต่คือการปกป้องคุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตย

หากรัฐมีอำนาจและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีภัยคุกคามเกิดขึ้น แต่กลับไม่ดำเนินมาตรการคุ้มครองอย่างทันท่วงที นั่นหมายความว่ารัฐสมรู้ร่วมคิดกับพวกทุนและละเลยหน้าที่ในการปกป้องชีวิตประชาชน ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวอย่างมากในการดำรงหลักนิติธรรม สิ่งที่สั่นคลอนไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่น แต่คือรากฐานประชาธิปไตยของประเทศ

ปัจจุบันมีความตึงเครียดสูงที่สุดในประเทศไทย เพราะการพัฒนาได้ทะลุขีดจำกัดของระบบนิเวศ ที่จะรองรับมลภาวะได้อีกต่อไปซึ่ง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 รัฐต้องทบทวนทิศทางภาคตะวันออกใหม่

เราต้องตั้งคำถามว่า ภาคตะวันออกสมควรถูกกำหนดให้มีเกณฑ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือมีสารพิษที่ปล่อยลงดินลงน้ำได้สูงกว่าภาคอื่น เพียงเพราะมี EEC หรือไม่เราแบกรับไม่ได้อีกต่อไป

ทางออกคือยกเลิก EEC หากยกเลิกได้ ความตึงเครียดในภาคตะวันออกจะลดลงทันที รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างบริษัททุนสีเทา ทุนจีน และทุนท้องถิ่นที่เข้ามาคุกคามประชาชนเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช. กล่าวในเวทีแถลงข่าวฯ

(ภาพ: PI / EnLAW)

4 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน กป.อพช.-ภาคีเครือข่าย

ข้อเรียกร้องไปยังกลไกรัฐและนานาชาติ

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย: ต้องบูรณาการกำลังสืบสวนสอบสวนขบวนการว่าจ้างมือปืน และจัดตั้งกลไกคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุดแก่แกนนำและครอบครัวโดยทันที

2. กระทรวงยุติธรรม: เร่งบังคับใช้มาตรการคุ้มครองพยานเชิงรุก และแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

3. กระทรวงอุตสาหกรรม, ทส. และหน่วยงานกำกับดูแล EEC: สนธิกำลังปราบปรามโรงงานรีไซเคิลเถื่อน ตรวจสอบเส้นทางการเงินของทุนต่างชาติที่ใช้นอมินี และสั่งปิดกิจการโรงงานที่ทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

4. กสม. และ UN OHCHR: ขอให้กลไกสิทธิมนุษยชนทั้งระดับชาติและสหประชาชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กดดันรัฐบาลไทย และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแถลงการณ์ กป.อพช. และภาคีเครือข่าย ที่อ่านหลังการแถลงข่าว ระบุ