รายงานสรุป จากเวที “นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถาม เลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย” จัดโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เมื่อ 26 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มก. ในวาระการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ดำเนินรายการ–ตั้งคำถาม โดย รศ.ดร. วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ภายใต้กติกา “ทุกพรรคได้เวลาเท่ากัน–ชุดคำถามเดียวกัน–ลำดับการตอบโดยวิธีสุ่ม”
6 คำถาม เชิงเศรษฐศาสตร์ “พรรคท่านจะ..”
- ทำให้ “รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้น” และ “ความเสี่ยงด้านรายได้ลดลง” อย่างไร
- ลดการเผาในภาคเกษตรแบบ “คนทำตามได้จริง” อย่างไร
- ทำให้ภาคเกษตรและอาหารของไทยเปลี่ยนจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในซัพพลายเชนโลก” ภายใน 4 ปีอย่างไร?
- ทำอย่างไรให้ “สินค้าเกษตรและอาหารไทยน่าเชื่อถือระดับโลก” โดยไม่ผลักภาระเอกสารให้ SME และเกษตรกร?
- ภายใต้งบประมาณจำกัด จะ “เลิก/ลด” อะไร 1 อย่าง และจะ “เพิ่ม/ลงทุน” อะไร 1 อย่าง เพื่อให้เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและทำได้จริ
- ทำให้เกษตรกร ‘มีรายได้เพิ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อม’ ได้จริงไหม อย่างไร?
กับคำตอบ จาก 9 ตัวแทนพรรคการเมือง
- อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี : รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ (หมายเลข 6)
- พงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ : ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) พรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9)
- อภิรัฐ คงชนะกุล : กรรมการที่ปรึกษาเศรษฐกิจ) พรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11)
- จิรวัฒน์ จังหวัด : รองโฆษกพรรคและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (หมายเลข 27)
- สุนทร รักษ์รงค์ : ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (หมายเลข 42)
- บุรินทร์ สุขพิศาล : กรรมการบริหารพรรค พรรคพลังประชารัฐ (หมายเลข 43)
- เดชรัต สุขกำเนิด : แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต พรรคประชาชน (หมายเลข 46)
- ชวลิต วิชยสุทธิ์ : กรรมการบริหารพรรค พรรคไทยสร้างไทย (หมายเลข 48)
- โชติพงศ์ สรรเสริญ : ผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยก้าวใหม่ (หมายเลข 49)
หมายเหตุ : เรียบเรียงจากรายงานทีมผู้จัดเวที

ปัญหา และความท้าทาย ที่ต้องการการปลดล็อกเชิงนโยบาย
“ความท้าทายของภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง
ปัจจุบันเรามีความท้าทายเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันที่กำลังลดลงในประเทศไทยแรงงานมีประสิทธิภาพแรงงานต่ำหรือการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเราก็ยังเจอประเด็นเหล่านี้อยู่เกษตรกรไทยการศึกษาไม่สูงการเคลื่อนย้ายคนแล้วก็แรงงานระหว่างประเทศเราก็มีปัญหาเช่นกันหรือในแง่ของโครงสร้างตลาดเราก็มีการผูกขาดเกิดขึ้นทั้งต้นน้ำที่เป็นปัจจัยการผลิต
รวมถึงในส่วนของผลผลิตด้วย เรามีปัญหาหนี้สินครัวเรือน แต่เรามีปัญหานโยบายประชานิยม เรามีปัญหาเรื่องของความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เรามีปัญหาในเรื่องของการเข้าถึงชลประทานที่ครัวเรือนเกษตรไทยสามารถเข้าถึงได้แค่ 26% อีก 74% ไม่สามารถเข้าถึงได้เป็นต้น เรามีที่ดินทำกินขนาดเล็ก ตรงส่วนนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกันขาดสิทธิที่ดินในการทำกินนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง นี่คือปัจจุบันที่เราเจอสภาพปัญหาอยู่
และอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เราก็จะเจอความท้าทายอีกหนักหน่วงมากมาย ถ้าเกิดหลายท่านติดตามการประชุม World Economic Forum ที่ Davos คือหลายๆอย่างที่มันกำลังจะมาไม่ว่าเป็นในเรื่องของความเสี่ยงในเชิงภูมิศาสตร์อีกหลากหลายประเด็นด้วยกันเกษตรอาหารก็คงหนีไม่พ้นแน่นอน
หรือในแง่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีมิติทั้งในเชิงกายภาพที่เราเจอน้ำท่วมภัยแล้งหรือเจอเหตุการณ์ธรรมชาติแปลกๆภัยธรรมชาติหนักหน่วงเราก็เจอกันมาหรือรวมถึงในเรื่องของมาตรการที่จะลดก๊าซเรือนกระจกแล้วก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเช่นกันที่เกี่ยวข้องมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนก็จะเกี่ยวข้องเช่นกันว่าอนาคตภาคเกษตรไทยก็ต้องปรับเปลี่ยนเช่นกันเพราะผู้บริโภคหรือนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับการผลิตที่ยั่งยืน
แล้วก็ประเด็นท้าทายแน่นอน AI เราคุยกันเยอะมากเทคโนโลยีก็กำลังจะเปลี่ยนผ่าน เช่นกัน คำถามก็คือว่า ภาคเกษตรและอาหารของไทยพร้อมปรับเปลี่ยนแค่ไหน ในโลกของยุค AI ที่เข้ามา ถ้าเราไม่ปรับตรงนี้ ก็เป็นประเด็นท้าทายเช่นกันว่าเราจะแข่งขันได้อย่างไร
มีประเด็นเรื่องของการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นตอนนี้เราเริ่มมีสัญญาณหลากหลายด้วยกันการรบกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศจีนก็ทำให้เรื่องของการแข่งขันรุนแรงมากขึ้นยกตัวอย่างสินค้าจีนใช่ไหมฮะเราก็ได้เห็นภาพแล้วว่าก็เริ่มทะลักมาที่ประเทศไทยเพราะไม่สามารถส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกาได้เหมือนเดิมเป็นต้นมาตรการกีดกันทางการค้าก็จะเริ่มหนักหัวมากยิ่งขึ้นพฤติกรรมผู้บริโภคก็จะมีการเปลี่ยนนักลงทุนก็จะเปลี่ยนแปลงไปตรงส่วนนี้
แล้วแน่นอนครับ งานวันนี้ที่สำคัญมากคือเกี่ยวข้องกับมิติสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติของเราก็เสื่อมโทรมแล้วก็มีลดลง เราเจอปัญหาก็คือแรงงานในภาคเกษตรก็เริ่มทยอยออกนอกภาคเกษตรไปคนที่อยู่ก็เริ่มสูงวัยขึ้นมานั่นคือปัญหาสังคมสูงวัยก็จะเกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะภาคเกษตรมันก็จะมีสิ่งที่เกี่ยวข้องตามมากับอีกอย่างหลายมิติทั้งประเทศเราก็เจอภาพของสังคมสูงวัยเช่นกันนี่คือเป็นประเด็นปัญหาที่เราจะหาทางแก้กัน
ตามกรอบระบบอาหารของประเทศไทย เรามีทั้งหมด 6 เป้าหมายด้วยกันที่เกี่ยวข้อง
-การสร้างมูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำอย่างไร ที่ภาคเกษตรและอาหารของไทยจะไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่ม
-มิติของอาหารที่ปลอดภัยและมีโภชนาการบริโภค เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราไม่ได้จบแค่เกษตรต้นน้ำ แต่การบริโภคตลอดห่วงโซ่ก็เกี่ยวข้องเช่นกันเรื่องของความปลอดภัย
-การบริโภคอย่างยั่งยืนถ้าผู้บริโภคยังมีความนิยมพฤติกรรมที่บริโภคสินค้าที่ไม่ยั่งยืนอยู่ผู้ผลิตก็ยากเต็มทีที่จะปรับเปลี่ยนก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้บริโภคหรือในแง่ของการผลิตทำยังไงที่เราจะผลิตแล้วเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
-ความเสมอภาค อันนี้สำคัญมาก เรามีเกษตรกรรายย่อย รายใหญ่ เรามี SME เรามีธุรกิจรายใหญ่คำถามคือภายใต้ภาคเกษตรและอาหารของประเทศไทยรายย่อยจะแข่งกับรายใหญ่หรือจะร่วมมือกับรายใหญ่อย่างไรโดยที่ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แล้วก็ท้ายสุดสำคัญมาก มิติของความยืดหยุ่น หรือที่เราเรียกว่าภูมิคุ้มกัน หรือ Resilience เวลาภาคเกษตรและอาหารของไทยเจอช็อคหรือเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือชอบในเรื่องของภูมิประเทศคำถามก็คือว่าแล้วภาคเกษตรไทยจะฟื้นตัวได้เร็วมากน้อยแค่ไหนภาคเกษตรไทยภาคอาหารไทยเรามีกลไกรับมือสิ่งเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
นั่นคือเป็นข้อมูลคร่าว ๆ ที่อยากจะให้ทุกท่านทราบเหตุการณ์ สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น แล้วก็สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต” รศ.ดร.วิษณุ กล่าวก่อนเริ่มถามคำถามทั้ง 6

คำตอบจาก 9 พรรค
พรรคกล้าธรรม
พรรคกล้าธรรมเสนอกรอบคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งให้รายได้เกษตรกรเพิ่มผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการเสริมศักยภาพการรวมกลุ่มมากกว่าการพึ่งการอุดหนุนที่มองว่าเป็นแรงจูงใจทางการเมืองในอดีต
ในมิติรายได้สุทธิและความเสี่ยง (ช่วงเร่งด่วน) พรรคระบุเครื่องมืออย่างการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน การทำโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” และการจัดการหนี้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการตั้ง “ธนาคารประชาชน” เพื่อรวมหนี้และแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ การเพิ่มรายได้ผ่านเกษตรกรรมยั่งยืนและการแปรรูปอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงทิศทาง “ไทยครัวโลก” ที่เน้นอาหารปลอดภัยเพื่อการส่งออก
ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณที่ใช้ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPI) ที่ยกมาจะเป็นเชิงทิศทาง เช่น “หนี้สินเกษตรกรลดลง” และ “อัตราดอกเบี้ยลดลง” โดยยังไม่กำหนดค่าเชิงตัวเลขชัดเจน
ในประเด็นลดการเผา พรรคใช้แนวทางผสมผสานแรงจูงใจทางเศรษฐกิจกับกลไกชุมชน โดยเสนอให้เกิด “ราคาพรีเมียม” สำหรับผลผลิตที่ไม่เผา และเชื่อมการเข้าถึงแหล่งทุน/สินเชื่อ (เช่น ผ่านเครือข่ายสหกรณ์) กับพฤติกรรมไม่เผา พร้อมทั้งเสนอให้การกำกับดูแลเป็น “กลไกภายในชุมชน” มากกว่าการบังคับจากรัฐโดยตรง
ส่วนตลาดรองรับชีวมวล พรรคกล่าวถึงการส่งเสริมการใช้เศษพืชไปสู่ชีวมวล ปุ๋ย และอาหารสัตว์ แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายเชิงตัวเลขของการลดการเผาในเวทีนี้
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอการยกระดับจากผู้ส่งออกยางดิบไปสู่การผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางระดับโลก โดยวาง “ยางยั่งยืน” เป็นแกน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดพรีเมียมและรับผลตอบแทนจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (เช่น เงื่อนไขการไม่ตัดไม้ทำลายป่า) รวมถึงคาร์บอนเครดิต ในมิติความน่าเชื่อถือ/มาตรฐาน
พรรคเสนอให้ “กลไกรัฐ” โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐด้านยางพาราเป็นผู้ดำเนินการรับรอง/จัดทำมาตรฐานเพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรรายย่อยและให้ภาครัฐพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อรองรับเงื่อนไขของตลาดต่างประเทศ
สุดท้าย ภายใต้งบจำกัด พรรคระบุชัดว่าอยาก “เลิก/ลด” นโยบายอุดหนุนแบบประกันรายได้ (ยกตัวอย่างกรณีประกันรายได้ยางพาราที่ใช้งบสูงแต่ไม่ทำให้ราคาเกษตรกรดีขึ้น) และ “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านการพัฒนาศักยภาพ เกษตรกร—ทั้งองค์ความรู้และทัศนคติ—ให้พึ่งพาตนเอง รวมกลุ่ม และต่อรองราคาได้ รวมถึงแนวคิดรายได้จากสิ่งแวดล้อมผ่าน “สวนยางยั่งยืน” ที่เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดการพึ่งรายได้จากยางเพียงทางเดียว
พรรคไทยก้าวใหม่
พรรคไทยก้าวใหม่เสนอแนวทางที่เน้น “เทคโนโลยี + การปฏิรูประบบราชการ” โดยกล่าวถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มใช้โดรน/IoT การวัดค่าปุ๋ย การเสริมความเข้มแข็งเกษตรกร และ “เบรกไซโล” ระหว่างกระทรวง
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ และเสนอเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันคือการพักหนี้เกษตรกร ส่วนระยะ 4 ปี เสนอแนวทางทำโครงการนำร่องบางพื้นที่ก่อนแล้วค่อยขยายผลเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเสียดทาน และเน้นการทำงานข้ามกระทรวง (breaking the silo)
อย่างไรก็ตาม พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลข โดยกล่าวเพียงว่าจะใช้ “ตัวเลขจริง” เป็นตัววัดแต่ยังไม่กำหนดค่า
ประเด็นลดการเผา พรรคสื่อสารตรงว่า “ไม่เผาแล้วต้องได้เงิน” จึงเสนอให้รัฐรับซื้อวัสดุเหลือใช้ในราคาสูง และทำตลาดรองรับผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องมาคู่กับแรงจูงใจ โดยอธิบายเชิงบริบทด้วยภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มจาก 2–3 แสนเป็นราว 5 แสนบาทต่อครัวเรือน (ใช้เป็นเหตุผลว่ามาตรการต้องทำให้คนอยู่ได้จริง)
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอให้รัฐเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนกับเกษตรกรในการแปรรูป พร้อมการตลาดเชิงเรื่องราว/แบรนดิ้งระดับโลก (storytelling) ยกตัวอย่างการต่อยอดข้าวไปเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและเชื่อมกับวัฒนธรรม/การท่องเที่ยวเพื่อให้ข้าวหลุดจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
ด้านมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุนมาตรฐาน แต่เสนอการใช้ระบบรัฐบาลดิจิทัลและการรวมศูนย์ข้อมูลภาครัฐเพื่อตรวจสอบย้อนหลังและลดปัญหาแอปจำนวนมากที่ไม่เชื่อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคระบุว่าจะลดการทำงานแบบไซโลของรัฐและเพิ่มการบูรณาการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเน้น “ความจริงจังเรื่องคาร์บอนเครดิต” โดยย้ำว่าต้องทำให้เกษตรกรเข้าใจชัดว่าได้ผลตอบแทนอะไรจากการเข้าระบบคาร์บอนเครดิต และยังเสนอแนวคิดตั้ง “ธนาคารกลาง” สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (ในความหมายของโครงสร้างกลางเพื่อรองรับตลาด)
พรรคไทยสร้างไทย
พรรคไทยสร้างไทยเน้นประเด็น “ความปลอดภัยอาหาร–การตรวจสอบนำเข้า–การผลิตในประเทศ” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้านำเข้าบางแหล่ง และเสนอให้รัฐบูรณาการหน่วยงานตรวจสอบความปลอดภัยอาหารให้อยู่ในระบบเดียวพร้อมเครื่องมือที่เพียงพอ เพื่อทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน ใน
คำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและการใช้สารเคมี โดยระยะเร่งด่วนเสนอพักหนี้เกษตรกรและกำกับการใช้ปุ๋ย/สารเคมีให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนระยะ 4 ปีเสนอให้บูรณาการนโยบายเกษตรอาหารและสิ่งแวดล้อมให้เป็นระบบเดียวกันเพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสุขภาพพร้อมผลักดันการตรวจสอบสารเคมีและสินค้านำเข้าเพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุตัวเลขงบประมาณ โดยกล่าวเชิงหลักการว่านำงบที่สูญเสียจากคอร์รัปชันมาใช้ และไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลข
ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอใช้มาตรการจูงใจผ่านกลไกสหกรณ์เป็นช่องทางหลัก สนับสนุนการนำเศษวัสดุไปทำปุ๋ยและชีวมวล และเสนอให้การบังคับใช้กฎหมายจริงจังไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมติดตาม ขณะที่ตลาดรองรับชีวมวล พรรคชี้ว่าควรพัฒนาไปพร้อมคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ยางพารา” และเสนอให้สร้างอุตสาหกรรมแปรรูปยางในประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าสร้างงานและลดการพึ่งพาต่างประเทศโดยให้เหตุผลว่าปัญหาเชิงโครงสร้างคือไทยขายวัตถุดิบแต่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ขั้นปลายซึ่งทำให้เสียโอกาสในซัพพลายเชน
ในประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้เสนอวิธีลดต้นทุนมาตรฐานแบบเฉพาะเจาะจง แต่เสนอให้รัฐบูรณาการหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่ รวมถึงสินค้านำเข้า โดยเน้นว่าต้อง “ตรวจสอบย้อนกลับไปที่แปลงเกษตรกรได้” และควรออกแบบแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ทำการผลิตปลอดสาร/ไม่ใช้สารเคมีได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น (เช่น ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะด้านอาหารปลอดภัย)
ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่อง “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” ที่พรรคชี้ให้ลดงบ/ภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ แล้วเพิ่มการบูรณาการเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการออกแบบแรงจูงใจที่ “คุ้มค่าและปลอดภัย” และการทำสหกรณ์ให้เข้มแข็งเป็นฐานให้มาตรการสิ่งแวดล้อมเกิดผลจริง

พรรคประชาชน
พรรคประชาชนเสนอภาพรวมเชิงโครงสร้างที่เน้น “จำแนกเกษตรกรตามศักยภาพและช่วงชีวิต” และ “ย้ายงบ ไม่เพิ่มงบ” โดยให้เหตุผลว่าการช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไม่จำแนกกลุ่มทำให้ทรัพยากรกระจายไม่เกิดผลลัพธ์
ในคำถามรายได้สุทธิและการลดความเสี่ยง พรรคเสนอ 4 กลุ่มเป้าหมาย (เช่น กลุ่มสูงวัยติดหนี้ กลุ่มรายย่อยที่ยังทำต่อได้ กลุ่มเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันตลาดโลก และกลุ่มที่พร้อมเข้าสู่ตลาดพรีเมียม/แปรรูป) และจัดชุดเครื่องมือเร่งด่วนแบบจำเพาะกลุ่ม ได้แก่ การแก้หนี้สำหรับเกษตรกรสูงวัย การสนับสนุนระบบน้ำรายละ 50,000 บาท การปรับเปลี่ยนพืช 2,000 บาท/ไร่ และการปลูกไม้ยืนต้นเป็น “เงินออม” 30,000 บาท/ไร่ สำหรับรายย่อย รวมถึงคูปองลดการเผา/ใช้ปุ๋ยแม่นยำ 500 บาท/ไร่ การปลูกพืชหมุนเวียน 1,000 บาท/ไร่ และสนับสนุนทำมาตรฐาน 5,000 บาท/รายสำหรับกลุ่มเชิงพาณิชย์
ขณะที่ระยะ 4 ปี พรรควางการปฏิรูปทั้งระบบตั้งแต่พันธุ์พืช ดิน น้ำ มาตรฐาน งานวิจัย การแปรรูป ไปจนถึงดิจิทัลสำหรับติดตามและประเมินผล โดยระบุกรอบงบว่ามาจากการย้ายงบช่วยเหลือเดิมราว 50,000–100,000 ล้านบาทต่อปี และเสนอ KPI เชิงตัวเลข เช่น ผลผลิตเพิ่ม 5% ต้นทุนลด 10% รายได้เพิ่ม 10% และสัดส่วนครัวเรือนเกษตรยากจนลดลง 10%
ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอ “แยกมาตรการตามชนิดพืช” เพื่อให้ทำตามได้จริง เช่น ข้าวสนับสนุนผู้ให้บริการทางการเกษตรเพื่อไถกลบตอซัง พร้อมแรงจูงใจ 250 บาท/ไร่ อ้อยสนับสนุนเครื่องจักรหลังเก็บเกี่ยว และข้าวโพดสนับสนุนงานวิจัยเครื่องจักรสำหรับพื้นที่ลาดชัน โดยวางหลักให้ “ตลาดรองรับก่อน แล้วค่อยขยายการบังคับใช้” และจัดลำดับการใช้เศษพืชจากมูลค่าสูงไปต่ำ (อาหารสัตว์ → บำรุงดิน/ปุ๋ยชีวภาพ → เชื้อเพลิงชีวภาพ) พร้อมเป้าหมายเชิงตัวเลขว่าใน 2–3 ปีให้ลดการเผาเข้าใกล้ศูนย์ (near zero)
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการวางตำแหน่งข้าวไทยให้หลุดจากตลาด commodity ผ่านบทบาทหลายมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารยามวิกฤต ข้าวคาร์บอนต่ำ ข้าวพรีเมียม และการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น อาหารสุขภาพ/ผลิตภัณฑ์อื่นที่ต่อยอดคุณค่าจากข้าว)
ขณะเดียวกัน ในประเด็นมาตรฐาน พรรคเสนอ “คูปองสนับสนุนค่าตรวจรับรองมาตรฐาน” (เช่น GAP/อินทรีย์) 5,000 บาทต่อราย และเสนอพัฒนาระบบนิเวศผู้ตรวจรับรองให้มีจำนวน/การแข่งขันเพิ่มขึ้นพร้อมระบบตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ์
ในมิติ “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคระบุว่าจะลดเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าขนาดใหญ่ และเพิ่มการลงทุนด้านสิทธิในที่ดินผ่านกองทุนพิสูจน์สิทธิ 10,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาภายใน 4 ปี รวมถึงลงทุนด้านคุณภาพดิน (ลดเผา ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ปลูกพืชบำรุงดิน)
ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคแจกแจงเป็น 4 ช่องทาง (รายได้จากทรัพยากรในพื้นที่/สมุนไพร การลดความเสี่ยงและต้นทุน และรายได้จากการตรวจรับรอง) และเสนออุดหนุนโดยตรงเพื่อทำให้ทั้ง 4 ช่องทางเกิดขึ้นได้จริง
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอแนวทางที่ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในหลายประเด็นโดยมองว่าสหกรณ์สามารถยกระดับรายได้ของเกษตรกรรายย่อยได้ทั้งเชิงเศรษฐกิจและการกำกับมาตรฐาน
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นสหกรณ์ และเสนอการปฏิรูป 4 ปีให้สหกรณ์มีลักษณะใกล้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านการรวมกลุ่มสหกรณ์หลายพื้นที่เพื่อเพิ่ม market size ความหลากหลายสินค้า และอำนาจต่อรอง พร้อมใช้ “ประกันราคา” ควบคู่ระบบดิจิทัลลักษณะ Agricultural ID เพื่อกำกับข้อมูลการผลิต/การจำหน่ายจริงและป้องกันการสวมสิทธิ์
ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วนใน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้
ประเด็นลดการเผา พรรคคงแนวคิด “กำกับผ่านสหกรณ์และปลายน้ำ” โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่ถ่ายทอดเงื่อนไข “ไม่เผา” ไปยังสมาชิก รวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ พร้อมเสนอการบังคับใช้แบบเป็นธรรมผ่านเงื่อนไขการรับซื้อ (เช่น ไม่รับหรือจำกัดสัดส่วนผลผลิตที่มาจากการเผา) โดยให้ผู้ควบคุมในพื้นที่/กลไกสหกรณ์เป็นตัวกลาง
นอกจากนี้ พรรคเสนอการใช้ข้อมูลดาวเทียมและจุดความร้อนเชื่อมกับระบบ Agricultural ID และเชื่อมสิทธิทางนโยบาย (การขายผลผลิต/เข้าร่วมโครงการรัฐบางประเภท) กับการขึ้นทะเบียน/มี ID เพื่อเพิ่มแรงจูงใจเชิงระบบ อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาในเวทีนี้
ในด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “มะพร้าวน้ำหอม” และเสนอการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรับรองแหล่งกำเนิด/อัตลักษณ์พื้นที่ (แนวทาง GI/AOP/TPO ในความหมายของการยืนยันความเป็น “ของแท้จากพื้นที่”) เพื่อสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและทำให้ขายได้ราคาสูงอย่างยั่งยืน
ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบเรื่องมาตรฐานที่เสนอให้ “สหกรณ์เป็นกลไกกลาง” ในการตรวจสอบคุณภาพและทำหน้าที่ผู้ส่งออกช่วยลดต้นทุนการรับรองรายบุคคลและทำให้การควบคุมมาตรฐานเกิดในระดับกลุ่มได้ง่ายขึ้น
ภายใต้งบจำกัด พรรคระบุว่าอยากลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน/เกินจำเป็น (โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งานต่ำ) แล้วนำงบไปสนับสนุนโลจิสติกส์และการเดินรถ/การขนส่งสินค้าเกษตร โดยยกข้อมูลประกอบว่าการขนส่งทางรางมีสัดส่วนราว 14–15% และยังมีศักยภาพเพิ่มเพื่อลดต้นทุนแข่งขัน
ส่วนรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอเครื่องมือ “พันธบัตรป่าไม้” เพื่อให้ผู้ปลูกป่ามีรายได้ระยะยาว โดยอธิบายในลักษณะทำให้ผู้ปลูกเป็นผู้ดูแล/พนักงานและได้รับค่าตอบแทนต่อเนื่อง
พรรคพลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐเสนอกรอบที่ให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป” และการจัดโครงสร้างตลาด โดยเชื่อมทั้งนโยบายด้านปัจจัยการผลิต (เช่น แนวคิดปุ๋ยคนละครึ่งพลัส/ผลิตปุ๋ยเอง) เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการเกษตรเพื่อการแปรรูป และเครื่องมือด้านตลาด (เช่น ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า)
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดเป้าหมายเป็นเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่เผชิญความผันผวนราคา โดยระยะสั้นเสนอการบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานรัฐ และการเจรจากับผู้มีอำนาจกำหนดราคา รวมถึงการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/เถื่อน
ส่วนระยะ 4 ปี พรรคกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดให้สะท้อนกลไกเศรษฐศาสตร์ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ลดอำนาจผูกขาด และเจรจาต่างประเทศเพื่อเพิ่มอุปสงค์ ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุงบประมาณและ KPI เชิงตัวเลขสำหรับรายได้สุทธิในเวทีนี้
ประเด็นลดการเผา พรรคเชื่อมโยงกับแนวคิด “clean air economy” และตลาดคาร์บอน โดยเสนอผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดเป็นฐานของการบังคับใช้ พร้อมสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเชื่อมแหล่งทุน/กองทุนสีเขียวระดับโลกเข้ากับผลผลิตที่ไม่เผา ในส่วนตัวเลข พรรคยก “ตัวอย่าง KPI” เช่น ลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 50% หรือทำให้เศรษฐกิจอากาศสะอาดเติบโต 10% ต่อปี
ในมิติการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการแปรรูป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เชื่อมอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อผลิตสินค้ามูลค่าสูง (เช่น เชื้อเพลิงอากาศยาน น้ำมันหล่อลื่น และเคมีภัณฑ์) เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพในซัพพลายเชนโลก
ด้านมาตรฐาน พรรคเสนอเพิ่มจำนวนหน่วยงานรับรอง (certifying bodies) และลดต้นทุนการรับรองผ่านการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ พร้อมให้รัฐเป็นผู้สร้างระบบรับรองและกำหนดบทบาทของผู้เกี่ยวข้องให้ชัด (เกษตรกร–โรงงาน–หน่วยรับรอง)
ส่วน “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน” พรรคเสนอให้ลดกฎหมาย/มาตรการที่คุ้มครองอุตสาหกรรมหรือพืชบางชนิดจนเกิด “comfort zone” และเพิ่มการส่งเสริมการแข่งขัน การแปรรูป และการพัฒนาไปสู่สินค้าอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับคำตอบรายได้จากสิ่งแวดล้อมที่เน้นการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การทำไบโอชาร์ และการทำมาตรฐานเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตลาด

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางแก้ปัญหาเกษตรแบบ “ต้นน้ำ–ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำเน้นการลดต้นทุนและยกระดับข้อมูลการผลิต (เช่น ปลูกถูกพันธุ์ ใส่ปุ๋ยถูกสูตร ตรวจดิน ทำแผนที่ดิน/soil map และใช้คูปองปัจจัยการผลิต) ส่วนปลายน้ำเน้นเทคโนโลยี มาตรฐาน และการปรับกติกา/กฎหมายให้เอื้อต่อเกษตรกรรายย่อยและ SME เพื่อเปลี่ยนจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำสู่มูลค่าเพิ่มสูง
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรายย่อยหนี้สูง (ยกตัวอย่างหนี้เฉลี่ยราว 500,000 บาท) และเกษตรกรอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยระยะเร่งด่วน 100 วันเสนอการปลดหนี้/พักหนี้เพื่อให้เกษตรกร “ตั้งหลัก” ก่อน
ขณะที่ระยะ 4 ปีเสนอ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร” ระดับ 30% ควบคู่ระบบคูปองปัจจัยการผลิต โดยมีเงื่อนไขให้ขึ้นทะเบียน ตรวจดิน และใช้พันธุ์–สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมเพื่อสร้างฐานข้อมูลภาคเกษตรไปพร้อมกับการยกระดับอุตสาหกรรม
พรรคระบุกรอบงบประมาณราว 40,000 กว่าล้านบาท และให้เหตุผลว่าต่ำกว่านโยบายในอดีตที่ใช้งบมากกว่า 70,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พรรคไม่ได้ระบุ KPI เชิงตัวเลขชัดเจนในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคย้ำการใช้ “แรงจูงใจผ่านระบบข้อมูล” โดยผูกการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประกันกำไรกับเงื่อนไขการผลิต และเสนอใช้เทคโนโลยี/ทรัพยากรร่วม เช่น เครื่องจักรและจุลินทรีย์ เพื่อช่วยไถกลบตอซัง พร้อมระบุว่าการบังคับใช้ควรมาคู่กับการสนับสนุน ไม่ใช้บทลงโทษอย่างเดียว และให้ “รางวัล” กับเกษตรกรที่ไม่เผาผ่านราคาที่สูงขึ้นหรือโอกาสในตลาดมาตรฐาน ทั้งนี้ พรรคไม่ได้ระบุเป้าหมายตัวเลขการลดการเผาโดยตรง
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ข้าว” และเสนอการยกระดับเป็น “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และงานวิจัยตลอดห่วงโซ่ (Farm to Fork) โดยมองกติกาใหม่ เช่น CBAM เป็นโอกาสให้ข้าวไทยผ่านกำแพงการค้าและขายได้ราคาสูงขึ้นในตลาดพรีเมียม
ขณะที่คำตอบเรื่องมาตรฐาน พรรคเสนอให้รัฐทำหน้าที่ enabler เพื่อลดต้นทุนมาตรฐานใหม่ที่มีต้นทุนสูง (เช่น กระบวนการ MRV) และพัฒนาระบบ One Stop Service เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการรับรอง/รายงานข้อมูล
สอดรับกับคำตอบเรื่องงบประมาณที่พรรคเสนอ “เลิก/ลด” การช่วยเหลือแบบแจกแบบหว่านและการอุดหนุนไม่มีเป้าหมาย แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” ด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร โดยยกตัวอย่างแนวโน้มการใช้งบด้านข้าวที่ลดลงจากราว 80,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2565) เหลือราว 50,000 ล้านบาท (พ.ศ. 2567) เพื่อชี้ทิศทางการปรับงบ
สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคกล่าวถึงการส่งเสริม “มาตรฐานคาร์บอน” และการระดมทุนผ่านพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
พรรครวมไทยสร้างชาติ
พรรครวมไทยสร้างชาตินำเสนอแนวทางที่ให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนผ่าน “ปัจจัยการผลิต” และการจัดโครงสร้างกำกับดูแลในห่วงโซ่สินค้าเกษตร โดยเฉพาะประเด็นปุ๋ยและพืชเศรษฐกิจบางชนิด พรรคเสนอให้รัฐลงทุนผลิต “ปุ๋ยรัฐ” ครบห่วงโซ่ (เช่น NPK) เพื่อทดแทนการนำเข้าลดต้นทุนเกษตรกรและลดอำนาจทุนผูกขาดรวมถึงเสนอให้รัฐควบคุมราคาปุ๋ยไม่ให้ทุนกำหนดราคาเพียงฝ่ายเดียว
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในระบบตลาดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยสูงและการผูกขาด แต่ไม่ได้ระบุมาตรการเร่งด่วน 100 วัน งบประมาณ และ KPI เชิงตัวเลขในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคเสนอโมเดลที่ใช้ “อำนาจรัฐปลายน้ำ” และบทบาทโรงงานเป็นกลไกตัดวงจร โดยระยะแรกเสนออัดฉีด/สนับสนุนการรับซื้อผลผลิตสด (ไม่เผา) เพื่อเปลี่ยนแรงจูงใจของเกษตรกรพร้อมอธิบายว่าการเผามักเกิดจากต้นทุนแรงงานและความสะดวก
ขณะเดียวกัน พรรคเสนอการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเฉพาะจุดผ่านหน่วยงานกำกับปลายน้ำ ยกตัวอย่างการใช้กฎหมายความปลอดภัย (เช่น การสั่งปิดโรงงานชั่วคราว) เมื่อพบการรับซื้ออ้อยเผาเกินควร และเสนอให้โรงงานทำหน้าที่ “ตัดตลาด” ของผลผลิตที่มาจากการเผา
พรรคยกเป้าหมายเชิงตัวเลขจากกรณีอ้อยว่า ลดสัดส่วนอ้อยเผาจากราว 60% เหลือราว 30% และต่อเนื่องจนเหลือราว 14% (พร้อมอธิบายว่าช่วงเข้มงวดมีสภาพ “ท้องฟ้าบลูสกาย”) อย่างไรก็ตาม ในคำตอบนี้ยังไม่ได้ขยายกลไกเดียวกันไปยังพืชอื่นอย่างเป็นระบบ
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “ปาล์มน้ำมัน” และเสนอการออก “กฎหมายปาล์มน้ำมันเฉพาะ” เพื่อกำกับทั้งระบบแบบอุตสาหกรรมอ้อย–น้ำตาล ตั้งแต่การจัดสัดส่วนรายได้ (ยกตัวอย่าง 70% เกษตรกร – 30% โรงงาน) ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำมูลค่าสูง (โอเลโอเคมี เช่น เครื่องสำอาง ผงซักฟอก เคมีภัณฑ์ขั้นสูง) และเชื่อมกับภาคพลังงานเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่
ขณะที่ประเด็นมาตรฐาน พรรคไม่ได้ตอบวิธีลดต้นทุน/ระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยตรง แต่กล่าวถึงความจำเป็นของการรองรับมาตรฐานต่างประเทศ (เช่น EUDR/ฮาลาล) เพื่อเปิดตลาด และเน้นบทบาทการพัฒนาทักษะแรงงาน/สถาบันการศึกษา ส่วน “เลิก/ลด–เพิ่ม/ลงทุน”
พรรคเสนอให้ลดการแทรกแซงเชิงการเมืองในโครงสร้างกำกับสินค้าที่ซับซ้อน (ยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน) และเพิ่มการลงทุนให้รัฐมีบทบาทผลิตปุ๋ยเองโดยอาศัยทรัพยากรภายในประเทศ
สุดท้าย ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคเสนอส่งเสริมการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซ และเสนอให้กลไกด้านการคลังของรัฐเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายคาร์บอนเครดิต
พรรคเศรษฐกิจ
พรรคเศรษฐกิจเสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างที่มองการเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน “การเปลี่ยนตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่า” โดยเฉพาะการลดบทบาทคนกลาง การรวมเกษตรกรเข้าสู่นิคม/เขตอุตสาหกรรมการเกษตรและการยกระดับโลจิสติกส์เชื่อมตลาดต่างประเทศ
ในคำถามรายได้สุทธิ พรรคกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นภาคเกษตรเพื่อการส่งออก (ยกตัวอย่างตลาดจีน) และเสนอระยะ 4 ปีให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบรางความเร็วสูง) การค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดและลดต้นทุนขนส่ง โดยตั้งเป้าเชิงผลลัพธ์ว่า “รายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า”
ทั้งนี้ ไม่ได้ระบุเครื่องมือเร่งด่วน 100 วันและกรอบงบประมาณในเวทีนี้
ในประเด็นลดการเผา พรรคมองว่าเป็น “ผลของโครงสร้างรายได้” มากกว่าพฤติกรรมรายบุคคล จึงเสนอการดึงเกษตรกรเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงเครื่องจักร เทคโนโลยี และตลาดปลายน้ำ พร้อมแนวคิดเพิ่ม “ส่วนแบ่งรายได้ของเกษตรกร” จากระดับประมาณ 10–15% ของมูลค่าทั้งห่วงโซ่ไปสู่ 50–60% และใช้กลไกตลาด/อุตสาหกรรมรองรับเศษพืชและมูลเกษตรไปสู่พลังงานหรืออุตสาหกรรมควบคู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยระบุว่าการบังคับใช้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากโครงสร้างรายได้ไม่เปลี่ยน
ด้านการค้าโลก พรรคเลือกห่วงโซ่ “กุ้ง” และเสนอการใช้ข้อตกลงการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมตลาดจีน (รวมถึงแนวคิดขนส่งกุ้งสดให้ถึงตลาดภายใน 1 วัน) เพื่อยกระดับเป็นผู้ส่งออกกุ้งพรีเมียม
ขณะที่มาตรฐาน พรรคเสนอการทำมาตรฐานร่วมกันผ่านนิคม (ลดต้นทุนต่อราย) และแนวทางตรวจสอบย้อนกลับผ่านความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศปลายทางเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินค้าในปลายทาง
ภายใต้งบจำกัด พรรคเสนอให้ “เลิก/ลด” การแทรกแซงราคาที่ไม่สอดคล้องกลไกตลาดและลดอำนาจผูกขาดของพ่อค้า/นายทุนท้องถิ่น แล้ว “เพิ่ม/ลงทุน” เทคโนโลยีองค์ความรู้และโลจิสติกส์ผ่านนิคมและระบบรางสุดท้าย
ในรายได้จากสิ่งแวดล้อม พรรคย้ำว่าควรเดินคู่กับเศรษฐกิจ และเสนอการสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมแนวคิดขยายการสร้างนิคมการเกษตรในหลายพื้นที่/ทุกจังหวัด

เปรียบเทียบนโยบาย 9 พรรคใน 6 ประเด็นคำถาม
คำถามข้อที่ 1 :
ภายใต้งบประมาณจำกัด พรรคของท่านจะทำให้ “รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้น” และ “ความเสี่ยงด้านรายได้ลดลง” อย่างไร ขอ 1 เครื่องมือเร่งด่วนใน 100 วัน และ 1 การปฏิรูปในระยะ 4 ปี โดยต้องระบุ (ก) กลุ่มเป้าหมาย (ข) เครื่องมือ (ค) งบประมาณ และ (ง) KPI อย่างน้อย 1 ตัวเลข

คำถามข้อที่ 2 :
พรรคของท่านจะลดการเผาในภาคเกษตรแบบ “คนทำตามได้จริง” อย่างไร ขอเป็นแพ็คเกจ 3 ส่วน 1) มาตรการจูงใจ/ช่วยเปลี่ยนผ่าน 2) มาตรการบังคับใช้ที่เป็นธรรม และ 3) ตลาด/โลจิสติกส์รองรับชีวมวลหรือเศษพืช และขอเป้าหมายเชิงตัวเลข 1 ตัว

คำถามข้อที่ 3 :
ในโลกที่กติกาการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน พรรคคุณจะทำให้ภาคเกษตรและอาหารของไทยเปลี่ยนจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” ไปเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในซัพพลายเชนโลก” ภายใน 4 ปีอย่างไร? ขอเลือกมาหนึ่งห่วงโซ่ (เช่น ข้าว/ผลไม้/ปศุสัตว์/ประมง/มันสำปะหลัง/ยาง) แล้วบอก 1 มาตรการที่ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นจริงอย่างยั่งยืน?


คำถามข้อที่ 4 :
ในโลกที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและมาตรฐาน พรรคคุณจะทำอย่างไรให้ “สินค้าเกษตรและอาหารไทยน่าเชื่อถือระดับโลก” โดยไม่ผลักภาระเอกสารให้ SME และเกษตรกร? ขอ 1 วิธีลดต้นทุนมาตรฐาน และ 1 วิธีทำระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองให้ดีขึ้น

คำถามข้อที่ 5 :
ภายใต้งบประมาณจำกัด พรรคของท่านจะ “เลิก/ลด”อะไร 1 อย่าง และจะ “เพิ่ม/ลงทุน” อะไร 1 อย่าง เพื่อให้เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและทำได้จริง ขอให้ตอบให้ชัดว่า “เลิกหรือลดอะไร” และ “เพิ่มหรือลงทุนอะไร”

คำถามข้อที่ 6 :
พรรคคุณจะทำให้เกษตรกร ‘มีรายได้เพิ่มจากการดูแลสิ่งแวดล้อม’ ได้จริงไหม? เช่น ลดมีเทนในนา/เพิ่มคาร์บอนในดิน


