สทนช.เตรียมปรับแนวคิดการจัดการ ‘น้ำ’ ไทย อาศัยระบบนิเวศ-ลดสิ่งก่อสร้าง-ต้านโลกร้อน

สทนช.เตรียมปรับแนวคิดออกแบบผังน้ำไทย อาศัยระบบนิเวศ-นวัตกรรมเยอรมันมาประยุกต์ใช้ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เร่งพัฒนาโครงการสีเขียวด้านน้ำครอบคลุมในทุกมิติ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการที่ สทนช.ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานและองค์การระหว่างประเทศด้านน้ำ เตรียมนำแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับกับการบริหารทรัพยากรน้ำที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเน้นการบริหารจัดการข้อมูล และจะนำมาตรการการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation: EbA) กลับมาปรับใช้ในประเทศไทย แทนรูปแบบการออกแบบและการก่อสร้างสาธารณูปโภคด้านน้ำเดิมที่มุ่งเน้นแต่สิ่งก่อสร้าง นายสมเกียรติ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะมีการนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการวางผังน้ำ ซึ่ง สทนช.เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยจะดำเนินการพิจารณากำหนดคุณลักษณะและคุณสมบัติของผังน้ำ ก่อนเสนอกระทรวงมหาดไทยดำเนินการผนวกร่วมกับการวางผังเมืองและประกาศใช้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่น จะเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในทุกมิติให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ สทนช.พร้อมด้วยหน่วยงานที่เป็นภาคีความร่วมมือด้านการปรับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้รับเชิญจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน ที่อยู่ภายใต้แผนงานความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGCP) และโครงการสนับสนุนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติการจัดการความเสี่ยง (Risk-NAP) สำหรับการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือร่วมกับผู้แทนกระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยนิวเคลียร์ของเยอรมัน (BMU) และหน่วยงานชั้นนำด้านนวัตกรรมของเยอรมนี เพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการบริหารจัดการ และเพื่อการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมงานด้านน้ำและฐานข้อมูลการวางผังเมือง และสุขอนามัย โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องวางแผนเพื่อการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ล่วงหน้า […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

23/05/2019

หาสูตรใหม่คำนวณค่าน้ำประปา ‘กทม.’ หวังคนเมืองตระหนัก-ใช้ประหยัด

เมื่อทรัพยากรน้ำนั้นมีจำกัด และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่มีการขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรหล่อเลี้ยงทุกสิ่ง นอกจากภาคเกษตรที่ต้องการมากที่สุดแล้ว น้ำยังเป็นที่ต้องการของทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือน นั่นอาจคาดเดาได้ไม่ยากว่าสถานการณ์น้ำของประเทศไทย จะเกิดความผันผวนและมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต อย่างไรก็ตามหากพูดถึงเรื่อง “น้ำ” ผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักมองว่าแหล่งน้ำของตนแหล่งเดียวที่มีอยู่คือ “น้ำประปา” ที่ไม่ว่าเปิดก๊อกมาเมื่อไรก็เจอ จนอาจคิดไปว่าประเทศนี้มีน้ำมากมายให้สามารถใช้ได้ไม่หมด บดบังความจริงที่ว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศขณะนี้ ทำให้ฤดูกาลต่างๆ คลาดเคลื่อน ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วจะมีน้ำจากที่ใดมาให้เรากักเก็บเพื่อใช้ดื่มกิน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรราว 66 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 8 ล้านคน และเมืองได้ขยายไปยังพื้นที่รอบนอกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ที่เพิ่มมากขึ้น และยังไม่รวมประชากรแฝง เป็นคำถามว่าการบริหารจัดการที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือยัง โจทย์ดังกล่าวเป็นที่มาของโครงการวิจัยเรื่อง “แนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โครงการวิจัยนี้พบว่า ด้วยพื้นที่เมืองที่มีจำกัดและราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้รูปแบบของที่พักอาศัยเปลี่ยนไปจากบ้านเป็นหลัง กลายเป็นคอนโดมิเนียหรืออาคารสูง บางแห่งสูง 10 ชั้น บางแห่งสูง 40-50 ชั้น ทำให้การใช้น้ำประปาเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนห้องหรือยูนิต แต่พบว่าแนวทางในการคำนวณค่าน้ำประปาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นการคำนวณด้วยอัตราคงที่ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

14/05/2019

เร่งทุกหน่วยงานวางแผนรับมือภัยแล้งปี 2562 สทนช.ประเมิน 12 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำกิน-ใช้

รองนายกฯ สั่งทุกหน่วยงานคุมมาตรการรับภัยแล้ง หลัง สทนช.พบ 12 จังหวัดเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค พร้อมตรวจสอบความพร้อมล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูฝนต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2562 ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ยังมีภาวะเสี่ยงประสบภัยแล้ง จึงได้สั่งการและกำชับทุกหน่วยงานซักซ้อมแผนปฏิบัติการเป็นรายพื้นที่ ทั้งพื้นที่ที่ประกาศภัยแล้งแล้ว 5 จังหวัด รวมถึงพื้นที่เสี่ยงแล้งและขาดแคลนน้ำ จากการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วิเคราะห์จากข้อมูลน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ร่วมกับปริมาณน้ำในแหล่งน้ำผิวดินต่างๆ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค เนื่องจากขาดแคลนแหล่งน้ำสำรองสำหรับการผลิตน้ำประปา จำนวน 12 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร กำแพงเพชร ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ภาคกลาง 4 จังหวัด […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

02/05/2019

‘พัดทดน้ำ’ ภูมิปัญญาจัดการน้ำที่เกือบเลือนหาย รักษาไว้ได้ด้วยงานวิจัย

“พัดทดน้ำ” คือภูมิปัญญาการจัดการน้ำท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของคนลุ่มน้ำหมัน ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งอาศัยธรรมชาติการไหลของสายน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้สามารถดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นไปยังที่สูงกว่าได้เพื่อใช้ผันน้ำเข้าสู่แปลงนา ภูมิปัญญานี้ไม่เพียงแต่เป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านด้านการจัดการน้ำ ที่สะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์ของคนกับคนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องระบบเครือญาติในการเข้าใช้สิทธิ์การทำและใช้พัดทดน้ำ โดยเฉพาะใน บ้านนาหมูม่น ตำบลนาดี เป็นชุมชนที่มีการสืบทอดภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำดังกล่าวมาหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน แม้พัดทดน้ำจะมีความสำคัญและผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมานาน แต่จากความขัดแย้งของชุมชนในมุมมองความเห็นที่ต่างกัน สำหรับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แห่งนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เมืองแอ่งกระทะ” เนื่องจากภูมิประเทศของอำเภอที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีลุ่มน้ำหมันเป็นแม่น้ำสายหลักระยะทางยาว 65 กิโลเมตร ไหลผ่านชุมชนจากเหนือจรดใต้ ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเป็นประจำทุกปี ปีละ 4 ครั้งตั้งแต่ต้นฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว ด้วยเหตุนั้นทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งและแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชื่อว่าสาเหตุน้ำท่วมมาจากพัดทดน้ำ เนื่องจากส่วนประกอบหนึ่งของพัดทดน้ำที่เรียกว่า “หลักหร่วย” ไปกีดขวางการไหลของน้ำในยามน้ำหลาก น้ำจึงระบายได้ช้าและเอ่อเข้าท่วม นำมาสู่ความคิดการรื้อถอนพัดทดน้ำ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าปัญหาน้ำท่วมมาจากการพังทลายของหน้าดิน ที่เกิดจากการทำไร่บนพื้นที่สูง ซึ่งพัดเอาเศษไม้ ทราย และดินตะกอนลงมาทำให้ลำน้ำหมันตื้นเขิน ความขัดแย้งดังกล่าวจึงได้นำมาสู่การจัดทำประชาคมเรื่องพัดทดน้ำในปี 2522 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และเกิดการขุดลอกลำน้ำหมันโดยโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ระบบนิเวศลำน้ำหมันเปลี่ยนแปลง จุดเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้พัดทดน้ำที่เคยมีอยู่กว่าร้อยตัวตลอดเส้นลำน้ำหมันลดลง และที่บ้านนาหมูม่น จากเดิมที่เคยมีพัดทดน้ำกว่า 50 ตัวตามแนวลำน้ำหมันระยะทาง 4-5 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

01/04/2019

เพิ่มมูลค่า ‘ทรัพยากรน้ำ’ เพื่อเป้าหมายลดการใช้น้ำในปี 2570

‘ทรัพยากรน้ำ’ สำคัญกับทุกการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก ไปจนถึงธรรมชาติที่จำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ทว่าปัจจุบันปัญหาด้านทรัพยากรน้ำกลับเสื่อมถอยลงเรื่อยมา พิสูจน์ได้จากสิ่งที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การสัมผัสเองจากสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำคลองที่เน่าเสีย หรือปริมาณน้ำที่น้อยลง ทั้งที่เกิดจากภัยพิบัติหรือฝีมือมนุษย์เองก็ตาม ภายใต้ร่างแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในประเด็นที่ 19 ได้บรรจุเรื่องการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งในเรื่องนี้ ปิยธิดา เรืองรัศมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า เป้าหมายของยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติ คือต้องการที่จะลดความเสียหายในภาพรวมอีก 20 ปีข้างหน้า โดยจะทำอย่างไรให้ความเสียหายที่เกิดจากน้ำลดลงได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งในแต่ละส่วนจะมีความเปราะบางที่มากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้ ได้มีการตั้งตัวชี้วัดและแนวทางการพัฒนาทรัพยากรน้ำด้วยแผนย่อย 3 แบบ ประกอบด้วย 1.แผนย่อยพัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ 2.แผนย่อยเพิ่มผลผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำให้ทัดเทียมกับระดับสากล 3.แผนย่อยอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ สำหรับการประเมินความมั่นคงด้านน้ำ ได้มีการศึกษาเบื้องต้นภายใต้กรอบ Asian Water Development Outlook (AWDO) 2016 ที่ได้ประเมินระดับจังหวัดและระดับลุ่มน้ำ ในกรอบการประเมิน 5 มิติ ได้แก่ 1.คุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค 2.ทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนา โดยการใช้ทรัพยากรน้ำในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม […]

เกวลิน พิมพ์วงษ์

เกวลิน พิมพ์วงษ์

23/03/2019

เปิดแนวทางจัดการน้ำไทย ภายใต้บริบท ‘วันน้ำโลก’ 22 มีนาคม

“วันน้ำโลก” หรือ “World Water Day” ตรงกับวันที่ 22 มีนาคมของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศไว้ในปี 2535 เพื่อให้ในแต่ละปีทุกประเทศทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำแก่ประชาชน ในแต่ละปี UN จะกำหนดประเด็นหลักของการรณรงค์ในระดับโลก ซึ่งในปี 2562 นี้คือ “Leaving no one behind” หรือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นทำให้ในวันที่ 22 มีนาคม 2562 ประเทศไทยจึงได้จัด “วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ขึ้นในวาระนี้ด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมยังกำหนดแนวคิดเพิ่มเติมในการรณรงค์ระดับประเทศไว้ว่า “ทั่วถึง..เท่าเทียม..เพียงพอ” สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อธิบายว่า การจัดงานในครั้งนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 หน่วยงาน ที่ต้องปฏิบัติดูแลเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การผลิตและการกระจายน้ำ รวมถึงหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อมาร่วมสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ในฐานะประธานเปิดงาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดและน้ำดื่มเป็นปัญหาสำคัญของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ ด้วยเป้าหมายหลักที่มุ่งพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

22/03/2019

รณรงค์ ‘วันน้ำโลก’ มุ่งประปาพื้นที่ชนบทสะอาด ทัดเทียมในเขตเมือง-สู่เป้าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หน่วยงานไทยรณรงค์ “วันน้ำโลก” ทำน้ำประปาชนบทให้สะอาด-เพียงพอ บริการประชาชนเท่าเทียมเขตเมือง ตามเป้า UN ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันน้ำโลก” หรือ “World Day for Water” ซึ่งประเด็นหลักของการรณรงค์ในระดับโลกที่กำหนดในปีนี้คือ “Leaving no one behind : เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกเกิดความตื่นตัวเรื่องการบำรุงรักษา อนุรักษ์ พัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ได้มีการขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้มงวดผู้ดูแลระบบประปาหมู่บ้านในการเติมคลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา เพื่อให้มีน้ำประปาที่สะอาดเพียงพอ บริการแก่ประชาชนในเขตชนบทอย่างเท่าเทียมกับประชาชนในเขตเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันรณรงค์ เนื่องในวันน้ำโลกอีกด้วย ทั้งนี้ จากการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านในปี 2561 จำนวน 445 แห่ง พบว่าคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านผ่านเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ของกรมอนามัยเพียง 19.1% เนื่องจากส่วนมากจะปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย บ่งบอกว่าน้ำประปาหมู่บ้านมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคสูง สาเหตุมาจากไม่มีการเติมคลอรีนฆ่าเชื้อโรค ขณะเดียวกันจากการสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวด ขนาด 20 ลิตรในครัวเรือน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

22/03/2019

เร่งแผนคุมการใช้น้ำหลังอุตุฯคาดปีนี้ ‘แล้ง’ เร็ว เตรียมจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก-จัดทำบัญชีผู้ใช้

สทนช.เร่ง 5 แผนคุมผลกระทบเสี่ยงแล้ง หลังอุตุฯคาดปลายก.พ.นี้ ไทยเข้าสู่ฤดูร้อนลากยาวถึง พค. เตรียมคุมพื้นที่เกษตร-จัดทำบัญชีน้ำตามกฎหมายใหม่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ลักษณะอากาศและปริมาณฝน 3 เดือนล่วงหน้า โดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปริมาณฝนรวมของประเทศไทยจะต่ำกว่าค่าปกติ 5% ในภาคเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก และต่ำกว่าปกติ 10% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตะวันออก กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ขณะเดียวกัน คาดว่าฤดูร้อนของประเทศไทยปีนี้จะเริ่มประมาณปลายเดือน ก.พ. ถึงประมาณกลางเดือน พ.ค. โดยคาดว่าอุณหภูมิบริเวณตอนบนของประเทศจะสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่แล้ว ส่วนปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10-30% เว้นแต่ในเดือน เม.ย. ที่มีฝนใกล้เคียงปกติบริเวณภาคเหนือ ซึ่งจากลักษณะอากาศดังกล่าวอาจส่งผลให้เพิ่มความสูญเสียน้ำในระบบและแหล่งน้ำมากขึ้น นายสมเกียรติ กล่าวว่า สทนช.จึงได้ประสานขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นการควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน พร้อมงดการส่งน้ำนอกแผน การตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกเกินแผน จัดทำทะเบียนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชรอบสอง แจ้งเตือนเกษตรกรงดการปลูกพืชฤดูแล้งและพืชต่อเนื่อง พร้อมทั้งแจ้งเตือนขอความร่วมมือทุกภาคส่วนก่อนจะดำเนินการตาม พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ.2561 ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกปี 2561-2562 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

12/02/2019

รัฐบาลเร่งโครงการประตูระบายน้ำ ‘ศรีสองรัก’ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน-ลดอุทกภัยแล้วเสร็จปี 66

“บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เร่งเดินหน้าก่อสร้าง “ปตร.ศรีสองรัก” ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 66 ตามแผน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก (ปตร.ศรีสองรัก) อันเนื่องมาจากพระราชดําริ อ.เชียงคาน จ.เลย เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2561 ซึ่งรัฐบาลได้ให้กรมชลประทานพิจารณาเร่งรัดโครงการก่อสร้าง โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2560 งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2566 สำหรับสถานภาพปัจจุบัน กรมชลประทานได้ดำเนินการประกวดราคาแล้วได้ต่ำกว่าราคากลาง 35% และขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุมัติรับราคา สำหรับโครงการก่อสร้างจะประกอบด้วย ปตร.ศรีสองรัก (ช่องลัด), ปตร.ในลำน้ำเดิม (แม่น้ำเลย), สถานีสูบน้ำ 5 แห่ง พร้อมระบบส่งน้ำด้วยท่อ ความยาวรวม 99 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

29/11/2018

ชูนวัตกรรม ‘เครื่องตะบันน้ำ’ ขจัดปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยวพื้นที่สูง สูบน้ำใช้-ไร้มลพิษ

แม้พื้นที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จุดกำเนิดแหล่งน้ำให้กับคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่หนึ่งในปมปัญหาสำคัญของคนบนพื้นที่นี้ กลับเป็นการเข้าไม่ถึงการใช้น้ำเหล่านั้นเสียเอง นั่นเพราะแหล่งน้ำซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องจัดหาและขนส่งน้ำขึ้นสู่พื้นที่ โดยมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ “ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน” เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคิดของการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการนำน้ำขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนการทำเกษตรเชิงนิเวศ ต้องติดบ่วงอยู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งพลังงานดังกล่าวยังเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนการจัดการน้ำในระบบอื่นๆ เช่น การขุดสระ การใช้น้ำใต้ดิน ก็เป็นรูปแบบที่ไม่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่ นั่นเองเป็นจุดหลักที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มหนึ่ง มีแรงบันดาลใจในการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร จากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ ด้วยเห็นว่าเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวมีส่วนสำคัญต่อการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของวิกฤติด้านสุขภาพ และการทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง ขณะเดียวกัน จากข้อมูลทางวิชาการและการประเมินความเสี่ยงของชุมชน ยังพบว่าพื้นที่ต้นน้ำจะเผชิญกับภาวะความแห้งแล้งยาวนานในอนาคต เนื่องด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การจัดการน้ำจึงเป็นมาตรการสำคัญของการลดความเสี่ยงที่ชุมชนจะเผชิญ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน คือการเข้าถึงน้ำในราคาต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งพบว่าชุมชนมีโอกาสอย่างมากในการเข้าถึงน้ำต้นทุนต่ำ เพราะที่ตั้งของชุมชนเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องแสวงหานวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำต้นทุนต่ำได้ คำตอบที่ออกมาคือ “เครื่องตะบันน้ำ” “ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

20/11/2018
1 2