กรมประมงปล่อยปลาล้านตัวแก้วิกฤตปลาแม่โขงสูญพันธุ์ นักวิชาการเตือนระวังเสียมากกว่าได้

กรมประมงเริ่มดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงน้ำจืดในแม่น้ำโขงโดยการปล่อยพันธุ์ปลาท้องถิ่น 1 ล้านตัว เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงริมฝั่งโขงจากการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง อันเป็นผลมาจากความผันผวนรุนแรงผิดฤดูกาลของระดับน้ำในแม่น้ำโขง แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการดังกล่าวจากนักวิชาการสิ่งแวดล้อมและคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ถึงความเหมาะสมและผลกระทบเพิ่มเติมต่อระบบนิเวศที่อาจเกิดขึ้นของโครงการ เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูทรัพยากรกรมประมงและระบบนิเวศจากผลกระทบภัยแล้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน” ที่วัดหายโศก อ.สังคม จ.หนองคาย เพื่อช่วยเหลือชาวประมงในพื้นที่ 7 จังหวัดริมแม่น้ำโขงในภาคอีสาน หลังจากได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มชาวประมงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถึงผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงและสภาพเศรษฐกิจชุมชนจากปัญหาการขึ้นลงอย่างผิดปกติของแม่น้ำโขง นายอดิศรกล่าวว่า ตั้งแต่กรมประมงรับทราบถึงความเดือดร้อนของกลุ่มชาวประมงในแม่น้ำโขงจากวิกฤตแม่น้ำโขงผันผวน ทางกรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ให้คำแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นอย่างเร่งด่วนทันที พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำและผลกระทบต่อพันธุ์ปลาธรรมชาติในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิด โดยในเบื้องต้น กรมประมงได้ปล่อยลูกพันธุ์ปลาพื้นถิ่น 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง และปลากาดำ ที่ได้จากการเพาะฟักด้วยชุดเพาะฟักไข่ปลาแบบเคลื่อนที่ จำนวน 1 ล้านตัวลงสู่แม่น้ำโขงในพื้นที่นำร่องที่ ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาทรัพยากรประมงในแม่น้ำโขงร่อยหรอ นอกจากนี้ นายอดิศรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมงยังได้ร่วมหารือกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชุมชนชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งจากการหารือดังกล่าว […]

Avatar

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

08/09/2019

เทียบท่าทีรักษ์โลกคำต่อคำ: ความกังวลของสีจิ้นผิง-กับการหลอกตัวเองของทรัมป์

นับตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการให้สหรัฐรับรองสัตยาบันความตกลงปารีสเพื่อแก้ปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และยังกล่าวหาว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องโกหก ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหนือความคาดหมายนัก เพราะที่ผ่านมาทรัมป์มักจะโจมตีสื่อที่รายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น Fake News หรือพวกแพร่ข่าวปลอม แต่ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เรื่องที่ Fake กันง่ายๆ และทรัมป์ไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่เขามีวาระซ่อนเร้นในทางเศรษฐกิจ เพราะมีสัญญาที่จะกระตุ้นเขตแถบสนิม (Rust belt) ของสหรัฐ ที่เคยเฟื่องฟูด้วยอุตสาหกรรมหนักให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากที่ตกต่ำจนถูกเรียกว่าเป็นเขตสนิมเกาะ แต่การฟื้นฟูอุตสาหกรรมจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนั้น การลงนามให้สัตยาบันใดๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมมลภาวะจึงเป็นสิ่งที่ทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยง เพราะเท่ากับบ่อนทำลายฐานเสียงของเขา ตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งประเทศจีน ที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงจุดยืนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า จีนจะต้องไม่ยอมทำลายสิ่งแวดล้อมโดยแลกกับความเจริญทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจมาก เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ และยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกรองจากสหรัฐ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า หากจีนปล่อยก๊าซมลพิษน้อยลงก็อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องกระทบต่อปากท้องของคนในประเทศ แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2019 สีจิ้นผิง กลับเร่งแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถี่ยิบ นัยหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่จีนประกาศจุดยืนเป็นผู้นำการผลักดันความตกลงปารีสแทนสหรัฐ อีกนัยหนึ่งเป็นการช่วงชิงโอกาสในการนำของจีนโดยไม่ต้องสูญเสียอะไรมากนัก เพราะจีนต้องการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพื่อประคองไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ และภาวะตกกระทบรุนแรงหากเกิดวิกฤตที่ไม่คาดฝัน ต่อไปนี้จะเป็นการเปรียบเทียบจุดยืนของผู้นำมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดด้านเศรษฐกิจและสร้างมลภาวะมากที่สุด ทรัมป์ “แนวคิดของภาวะโลกร้อนถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวจีน […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

06/05/2019

รัฐบาลหวังสูง-ภูมิภาคหวังรวย ‘จีน’ กับการต่อสู้กับตัวเองเพื่อแก้โลกร้อน

จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก [1] แต่เมื่อวัดจากปริมาณการปล่อยต่อหัวแล้ว จีนกลับอยู่ในอันดับที่ 55 [2] นี่คือความลักลั่นอย่างหนึ่งของโลก เพราะจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาลของจีน มีส่วนช่วยหารสัดส่วนการสร้างมลภาวะ แต่เราจะปล่อยให้ความยอกย้อนทางสถิติแบบนี้หลอกเอาไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จีนและประชากรจีนมีส่วนรับผิดชอบกับการปัญหาโลกร้อนที่เลวร้ายลง แต่จีนไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามจีนพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากการให้สัตยาบันความตกลงปารีส จีนก็เข้ามาพยุงสถานการณ์เพื่อไม่ให้การรณรงค์ขาดประเทศมหาอำนาจที่เป็นหัวเรือใหญ่ จนทำให้การประชุม COP24 กลับมามีความหวังอีกครั้ง  ความขัดข้องประการหนึ่งของการปรับใช้ความตกลงปารีส คือความไม่สมดุลระหว่างเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหา กับความเสียดายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะถูกบั่นทอนลงเพราะข้อตกลงแก้โลกร้อน ความไม่สมดุลนี้ สะท้อนให้เห็นในผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวอย่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ในระหว่างการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศที่ปารีส จีนและอินเดียยืนยันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วควรลดการปล่อยคาร์บอนลงมากกว่าจีนและอินเดีย และให้คำมั่นสัญญาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะจีนกังวลว่าข้อตกลงใดๆ อาจจะขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกจีนลดลง เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว กระนั้นก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้วประเทศที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนาก็ตกลงกันได้ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วสัญญาว่าจะหารือเกี่ยวกับแผนงานเพื่อเพิ่มงบประมาณแก้ปัญหาโลกร้อนเป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2020 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการบรรเทาและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสดงให้เห็นว่าการแสดงท่าทีของจีนได้รับการตอบรับ และการมีปากมีเสียงของจีนเป็นที่รับรู้กันในประชาคมโลก [3] อาจกล่าวได้ว่า จีนคือตัวอย่างที่ประเทศกำลังพัฒนาควรปฏิบัติ ในการรักษาโลกไปพร้อมๆ กับช่วยตัวเองในช่วงที่กำลังตั้งไข่ทางเศรษฐกิจ เพราะจีนยังคงสนับสนุนหลักการความรับผิดชอบร่วมกัน แต่มีความแตกต่างทางเนื้อหา (common but differentiated responsibilities) ซึ่งหลักการนี้คือ เนื่องจากจีนยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นศักยภาพในการลดการปล่อยมลพิษจึงต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงไม่ควรบีบให้จีนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันทีทันใด แต่ควรการส่งเสริมให้เพิ่มขึ้นน้อยลงตามลำดับ […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

12/04/2019

หยุด ‘ตรุษจีน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม รณรงค์ลดการเผา-เลิกหูฉลาม

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นหนึ่งในวันสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะกับลูกหลานชาวจีน ที่กำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาล “ตรุษจีน” ในฐานะวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินแดนมังกร อย่างไรก็ตาม วาระตรุษจีนในปีนี้กำลังอยู่ในช่วงจังหวะเดียวกับที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังเผชิญกับมลภาวะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่กำลังสร้างความวิตกมากกว่าครั้งใดๆ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการที่กรมอนามัยได้กำหนดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน คือมาตรการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันควัน PM10 และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั้งนี้ ในกรณีการไหว้เจ้าและการประกอบพิธีกรรมในเทศกาลตรุษจีน ได้รณรงค์ให้ประชาชนใช้ธูปขนาดสั้น เผากระดาษเงินกระดาษทองทีละน้อยๆ เพื่อลดปริมาณควัน รวมทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่าง เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว “เทศกาลตรุษจีนในปีนี้ กรมอนามัยมีความห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนที่ประกอบพิธีกรรม การออกมาตรการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว ขณะเดียวกัน ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่องค์กรไวลด์เอด ช่วยสัตว์ป่า (WildAid) ชวนคนไทยเลิกบริโภคหูฉลามและเมนูที่ทำจากฉลามต้อนรับตรุษจีน หลังเผยว่าตรุษจีนคือหนึ่งในงานเทศกาลเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่มีการบริโภคหูฉลามมากที่สุด และมีส่วนกระตุ้นให้ประเทศไทยเป็นตลาดบริโภคและค้าหูฉลามที่สำคัญของโลก […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

01/02/2019

รัฐบาลจีนรณรงค์ปชช.งดซื้อสินค้างาช้างไทย จับมือองค์กรอนุรักษ์-หลังปิดตลาดครบ 1 ปี

จีนจับมือองค์กรอนุรักษ์ เผยแพร่สื่อรณรงค์เตือนชาวจีนไม่ซื้องาช้างจากไทย-เพื่อนบ้าน ชี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลังปิดตลาดครบ 1 ปี กรมศุลากรจีน และหน่วยงานด้านป่าไม้แห่งชาติจีน ร่วมกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าไวล์ดเอด (WILDAID) และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เผยแพร่โฆษณารณรงค์ชิ้นใหม่ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2561 เพื่อย้ำเตือนประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในต่างแดนว่า การนำผลิตภัณฑ์งาช้างที่ซื้อในต่างประเทศกลับเข้าจีนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลังผลการสำรวจจากองค์กรอนุรักษ์แสดงให้เห็นว่าชาวจีนยังคงซื้อผลิตภัณฑ์งาช้างระหว่างการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยมีไทย ฮ่องกง และลาว เป็นตลาดสำคัญที่ชาวจีนนิยมซื้อผลิตภัณฑ์งาช้าง สำหรับสื่อรณรงค์ชิ้นใหม่นี้ ได้ถูกเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะบริเวณสนามบิน สถานีรถไฟ รวมถึงด่านพรมแดนระหว่างจีน กับเมียนมา ลาว และเวียดนาม ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวสื่อรณรงค์ใหม่ในโอกาสที่รัฐบาลจีนประกาศปิดตลาดซื้อขายผลิตภัณฑ์งาช้างในประเทศครบ 1 ปี โดยโฆษณารณรงค์ชิ้นใหม่นี้มี นายหวง เซวียน ดาราชื่อดังชาวจีนแสดงเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากร พร้อมระบุว่าการซื้อผลิตภัณฑ์สัตว์ป่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์หลายชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ และย้ำเตือนว่าการนำผลิตภัณฑ์งาช้างเข้าประเทศ แม้เป็นของฝากหรือของที่ระลึกถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จากผลสำรวจของเครือข่ายเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า (TRAFFIC) และ WWF ที่เปิดเผยเมื่อเดือน ก.ย. 2561 พบว่าความต้องการผลิตภัณฑ์งาช้างและการซื้อขายงาช้างผิดกฎหมายในจีนลดลงอย่างชัดเจน หรือราว 54% นับตั้งแต่จีนประกาศห้ามการซื้อขายงาช้างในประเทศเมื่อต้นปี 2561 […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

24/01/2019

‘จีน’ สแกนประเทศครั้งประวัติศาสตร์: พลิกแผ่นดินสำรวจแหล่งกำเนิด ‘มลพิษ’

ภาพความเติบโตของประเทศจีนได้แปรผันตรงกับปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยล่าสุดเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2018 กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Ecology and Environment: MEE) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างทำสำมะโนสิ่งแวดล้อม (environmental census) ระดับชาติครั้งที่ 2 เพื่อระบุและหาแหล่งที่มาของมลพิษ (pollution source) โดยกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 ข้อมูลระหว่างการทำสำมะโน พบว่า แหล่งที่มาของมลพิษของประเทศจีนเพิ่มขึ้นเกินครึ่งจากการทำสำมะโนสิ่งแวดล้อมครั้งแรกเมื่อปี 2009 ที่พบเพียง 5.9 ล้านแหล่ง ทว่าปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านแหล่ง โดยในจำนวนนี้มีที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม 7.4 ล้านแหล่ง ควันพิษจากชุมชน 1 ล้านแหล่ง และจากเมืองใหญ่อีก 0.5 ล้านแหล่ง สำหรับสาเหตุหลักของแหล่งมลพิษที่เพิ่มขึ้น เบื้องต้นคาดการณ์ว่ามาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานอุตสาหกรรมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ และเพื่อจัดการกับปัญหามลพิษได้อย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลจีนยังประกาศขยายอำนาจและอายุการทำงานของ รมว.กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมเป็นเวลา 10 ปี เพื่อรวบรวมปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายๆ โดยจะจัดการและรับผิดชอบเพียงกระทรวงเดียว แถลงการณ์ของกระทรวงฯ กลายเป็นความท้าทายใหม่ต่อรัฐบาลจีนที่ต้องการปรับปรุงและฟื้นฟูระบบนิเวศประเทศตัวเองให้ดีขึ้น ภายหลังได้ประกาศสงครามต่อต้านมลพิษ (war against […]

Avatar

ชลิตา สุนันทาภรณ์

24/05/2018

‘พญามังกร’ หว่านเม็ดเงินล่าอาณานิคม นานาชาติสังเวยทรัพยากรเซ่นการพัฒนา

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อนานาชาติพร้อมใจกันรายงานว่าประเทศศรีลังกาได้กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ติดกับดักหนี้กู้ยืมจากประเทศจีนอย่างไม่อาจจะถอนตัวได้ ในเดือน ส.ค. 2017 รัฐบาลศรีลังกาจำเป็นต้องลงนามในสัญญาเพื่อโอนถ่ายกรรมสิทธิ์การถือหุ้นในการดำเนินการท่าเรือ Hambantota ให้กับบริษัทของรัฐบาลจีนชื่อ China Merchants Port Holdings Company Limited (CMPort) โดยให้จีนถือครองหุ้นถึง 70% ท่าเรือ Hambantota เป็นท่าเรือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศศรีลังกา ถูกสร้างขึ้นโดยเงินทุนกู้ยืมจากธนาคารสัญชาติจีน ExIm Bank โดยรัฐบาลศรีลังกาไม่สามารถจ่ายหนี้และดอกเบี้ยราคาแพงได้ รวมทั้งท่าเรือยังทำกำไรไม่ได้มากเท่าที่ควร รัฐบาลศรีลังกาจึงไม่มีทางออกอื่น นอกจากการยกกรรมสิทธิ์หุ้นให้จีนในที่สุด การกู้ยืมเงินจากแหล่งทุนต่างประเทศเป็นหนึ่งในกุญแจหลักที่ทำให้ศรีลังกาสามารถยกระดับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง เงินเหล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อปี 2006 ศรีลังกาติดหนี้จากแหล่งกู้ยืมเงินนอกประเทศ 1.06 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งในปี 2016 หนี้พอกพูนเพิ่มขึ้นถึง 140% หรือ 2.53 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดย13% ของหนี้มาจากแหล่งกู้ยืมสัญชาติจีน นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่ประเทศหนึ่งๆ ต้องอยู่ภายใต้หนี้การพัฒนาก้อนโต ซึ่งมีจีนเป็นผู้ให้กู้ยืมหลักและแทรกแซงนโยบายการพัฒนาประเทศ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนพุ่งทะยานขึ้นมาพร้อมๆ กับการทำยุทธศาสตร์ทางการค้าและการพัฒนาในหลายประเทศ ประธานาธิบดีแห่งประเทศจีน สี จิ้นผิง ได้ดำเนินการยุทธศาตร์ Belt […]

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

08/03/2018