ครม.ไฟเขียวท่าทีเจรจา ‘มรดกโลก’ ครั้งที่ 40 ยืนยันไม่ได้ละเมิดสิทธิกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

ครม.เห็นชอบท่าทีประเทศไทยในเวทีคณะกรรมการมรดกโลก ยืนยันไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกะเหรี่ยงแก่งกระจาน พร้อมแจงมาตรการอนุรักษ์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบท่าทีของประเทศไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 10-20 ก.ค.ที่นครอิสตันบูล สาธารณรัฐตุรกี ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ซึ่งมีด้วยกัน 3 วาระ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.การขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกบนพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งไทยได้เสนอขึ้นทะเบียนไปแล้ว แต่คณะกรรมการมรดกโลกส่งเอกสารกลับมาเนื่องจากมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน วิถีชีวิต ของชาวกะเหรี่ยงดั่งเดิม โดยท่าทีของประเทศไทยคือการชี้แจงทำความเข้าใจสถานการณ์และยืนยันว่าไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2.การรายงานสภาพการอนุรักษ์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกจะขอมติว่า ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เป็นแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายเนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้พะยูง หากมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะทำให้ประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดปล่อยปละให้มีการตัดไม้ทำลายป่า โดยท่าทีของประเทศไทยคือการคัดค้านและชี้แจงว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นไปอย่างที่ถูกกล่าวหา พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลการแก้ปัญหาตัดไม้ทำลายป่าร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน

3.การขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกมีมติเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้ประเทศไทยไปดำเนินการวิจัยเชิงลึกในประเด็นความสำคัญของวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมเสมาหินกับพุทธศาสนา เพื่อนำไปสู่ศักยภาพที่โดดเด่นของแหล่งที่เกี่ยวข้องกับแหล่งเรียนรู้ โดยท่าทีของประเทศไทยก็จะขอถอนวาระดังกล่าวออกจากการประชุม

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า ครม.มีมติให้ถอนวาระการนำเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี เป็นมรดกโลก ออกจากวาระการประชุมสมัยสามัญของคณะกรรมการมรดกโลก โดยมอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการประสานศูนย์มรดกโลกเพื่อดำเนินการถอน ก่อนวันที่ 10 ก.ค. นี้ ภายหลังยูเนสโกพิจารณาว่าประเด็นที่นำเสนอยังไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ วธ.จะมอบหมายให้กรมศิลปากรไปดำเนินการจัดทำข้อมูลในประเด็นที่จะนำเสนอให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามคำแนะนำของคณะกรรมการมรดกโลก อย่างน้อย 1- 2 ประเด็น พร้อมเหตุผลที่ครบถ้วน ซึ่งจะทำให้สามารถอธิบายและอ้างอิงเอกลักษณ์เฉพาะของแหล่งโบราณคดีได้ง่ายขึ้น มากกว่าการนำเสนอในหลายประเด็นเหมือนที่ผ่านมาโดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอได้ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปี