ซัด ‘นโยบายครัวโลก’ ทำลายชาติ ส่งออกข้าวแถมฟรีน้ำครึ่งประเทศ

เวทีเสวนาชี้เป้าหมายครัวโลกหนุนเกษตรเชิงเดี่ยวทำลายประเทศ นำทรัพยากรไทยไปขายถูก พบ 5 ปี สารเคมีทำป่วยพุ่ง 4 เท่า ยันความยั่งยืนคือเกษตรอินทรีย์ ทว่ามีปลูกเพียง 0.1% เท่านั้น

รศ.อภิชาติ อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ไทยอย่างไร…จะยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 ตอนหนึ่งว่า ปัญหาในภาคการเกษตรไทยเกิดจากรูปแบบการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการส่งออกเพื่อเป็นครัวโลกจนทำให้เกษตรกรต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวและจนลงเรื่อยๆ ขณะที่ทรัพยากรในอนาคตถูกนำไปให้ประเทศที่ร่ำร่วยกว่าได้บริโภคในราคาถูก และผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรเท่านั้น

รศ.อภิชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยควรคำนึงถึงปริมาณน้ำจำแลง (Virtual Water) ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำที่ประเทศผู้นำเข้าสินค้าการเกษตรจะได้ไปฟรีๆ เนื่องจากไม่ต้องใช้น้ำของตัวเองในการผลิต โดยปริมาณน้ำต้นทุน (Real Water) ของไทยที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตข้าวสารอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อ 1 ตัน

“เมื่อไทยอยากเป็นผู้นำโลกในการส่งออกข้าวให้ได้ 10 ล้านตัน เราต้องแถมน้ำให้เขาฟรีๆ ถึง 3 หมื่นลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนทั้งประเทศมีความสามารถในการกักเก็บน้ำได้ 7 หมื่นลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่าปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นเพราะเราไปแจกน้ำให้เขาครึ่งหนึ่ง” รศ.อภิชาติ กล่าว

“เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติ (SDG) ยังเป็นนามธรรมและเลื่อนลอย เพราะเราติดกับดักของตัวเลขจีดีพี และยังสนับสนุนนโยบายประชานิยมที่ทำลายเกษตรกร ให้รอคอยเพียงความช่วยเหลือแทนที่จะทำให้สามารถอยู่ได้เองอย่างเข้มแข็ง ดังนั้นแนวทางที่ถูกต้องคือการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบโดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกำหนดสัดส่วนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อส่วนที่เหลือให้คนรุ่นต่อไป” รศ.อภิชาติ กล่าว

รศ.อภิชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบที่จะพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน คือกลับไปสู่การเกษตรพื้นบ้านแบบผสมผสาน สร้างความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกรโดยยึดหลักร่วมเป็นเจ้าของ ความทัดเทียม และการมีส่วนร่วม ส่วนหนึ่งคือการทำเกษตรอินทรีย์ ที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมคุณภาพการดำรงชีวิต

นายวิเชียร เกิดสุข นักวิชาการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การขยายตัวของพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ของโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 30 ล้านไร่ ในช่วงปี 2557-2558 ทำให้ 172 ประเทศทั่วโลกมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์รวมกันกว่า 273.125 ล้านไร่ โดยมีประเทศออสเตรเลียเป็นผู้นำอยู่ที่ 107.5 ล้านไร่ ขณะที่ร่างยุทธศาสตร์ประเทศไทยได้ตั้งเป้าวิสัยทัศน์ให้เป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ระดับโลก แต่ขณะนี้ไทยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์อยู่เพียง 0.235 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วน 0.158% ของพื้นที่การเกษตรของประเทศ

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า สินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่เป็นข้าว รองลงมาจึงเป็นสมุนไพร ปศุสัตว์เกษตรอินทรีย์ ผัก หรือผลไม้ แต่นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมากลับทำลายระบบเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะนโยบายการรับจำนำข้าว นอกจากนี้ไทยยังขาดหน่วยงานหลักที่ดำเนินการเกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านมาแม้มีการฝึกอบรมหรือให้ความรู้มากมาย แต่มีจุดอ่อนคือไม่ได้เกษตรกรตัวจริงที่สนใจเข้ามาอบรม อีกทั้งขาดการติดตามประเมินผล

นางจุฑาทิพย์ มณีพงษ์ ผู้ช่วยประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์คือการบูรณาการระหว่างวิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่นกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นระบบเกษตรที่เน้นในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความยุติธรรมกับผู้บริโภคได้สินค้าที่ปลอดภัย และเกษตรกรก็ไม่ต้องทำอาชีพที่เสี่ยงอันตรายจากสารเคมี โดยมีหลักการที่กำหนดโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ 4 ด้าน คือ สุขภาพ นิเวศ ความเป็นธรรม และการดูแลเอาใจใส่

“รมว.สาธารณสุข ให้ข้อมูลว่ากลุ่มเกษตรกรไทย 11.9 ล้านคน มีปัญหาที่น่าเป็นห่วงจากอันตรายของการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งผลจากการสุ่มตรวจกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศในปี 2558 พบว่าเกษตรกรถึง 32% มีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยจากการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช นอกจากนี้แล้วในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ก็มีผู้ป่วยจากพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า” นางจุฑาทิพย์ กล่าว

นางสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์ ประธานและผู้ก่อตั้งมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ กล่าวว่า จากการทำงานในด้านเกษตรอินทรีย์มานาน ทำให้รู้ว่ามาตรฐานและการตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งปัญหาคือหากสอนให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรอินทรีย์อย่างเดียว แต่สุดท้ายแล้วจะขายใคร ภาครัฐเคยเข้ามาดูแลหรือช่วยเหลือหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนของมาตรฐานที่ยังต้องตรงตามต่างประเทศ ซึ่งมีกฎข้อบังคับมากมาย และเกษตรกรก็ต้องคอยจ่ายค่าตรวจสอบรับรอง

“ประเทศไทยน้ำเป็นของเรา แผ่นดินก็เป็นของเรา เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์มากมาย แต่ทำไมคนต่างชาติจะมากินของเรา เรากลับต้องจ่ายเงินให้กับมาตรฐานเหล่านั้น ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานต่างชาติก็ได้ ที่ผ่านมาจึงได้ริเริ่มมาตรฐาน Earthsafe เกษตรอินทรีย์วิถีไทยขึ้น เริ่มจากปลูกกินกันเองขายกันเองก่อน” นางสัณหจุฑา กล่าว

นายสุทัศน์ รงรอง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานเกษตรอินทรีย์วิถีไทย มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ กล่าวว่า สำหรับมาตรฐาน Earthsafe ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งใคร แต่ขอเป็นทางเลือกหนึ่งที่มุ่งเน้นการเป็นตัวชี้วัดที่ครอบคลุมกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว และแปรรูปสินค้าการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ มีคุณภาพและความปลอดภัยที่สามารถเปิดเผยและตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้อย่างมีรูปธรรม เนื่องจากผู้บริโภคจะซื้อครั้งแรกเพราะคุณภาพ แต่จะซื้อต่อไปก็เพราะคุณค่า

นายเสกสรร ศิริกุล ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและแผนพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ขึ้นเมื่อปี 2555 และได้จัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ขึ้น โดยมีวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งการผลิต การบริโภค การค้าและบริการเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ มีเป้าหมายหรือตัวชี้วัดในการเพิ่มพื้นที่การผลิต ปริมาณสินค้า และมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี รวมถึงมีกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านหรือที่ได้รับรองมาตรฐานอย่างน้อย 760 กลุ่ม