ไทยติด 1 ใน 16 ชาติ วิกฤตโลกร้อน ‘ยูเอ็น’ จับอันดับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ จัดอันดับประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 กลุ่มเสี่ยงสูงสุดเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ด้านกระทรวงทรัพย์ฯ ผุดเครื่องมือช่วยรัฐทำแผนลงทุน รายจ่ายต้องช่วยลดความเสียหายจาก Climate Change

สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมจัดแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “Financing the Paris Agreement” เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2559 เพื่อแสดงความร่วมมือในการผนึกกำลังสานต่อข้อตกลงปารีส ที่ตั้งเป้าหมายลดการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และกำหนดให้แต่ละประเทศพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือต่อผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายมาร์ติน ฮาร์ท-แฮนเซน รองผู้แทน UNDP เปิดเผยว่า แม้ในปี 2012 ประเทศไทยจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.84% ของทั้งโลก แต่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบข้างเคียงจาก Climate Change ระหว่างปี 1994-2013 และยังถูกพิจารณาให้เป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในความเสี่ยงระดับสูงสุด ที่จะได้รับความเสียหายจากผลกระทบของ Climate Change ภายใน 30 ปี

นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า UNDP และ สผ.ได้จัดทำเครื่องมือที่เรียกว่าแนวทางการวิเคราะห์ผลประโยชน์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCBA Guidelines) เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำโครงการลงทุน และจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

สำหรับ CCBA คือการทำเหตุผลสนับสนุนการขอจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ และข้อมูลหลักฐานในการให้คะแนนเชิงวัตถุวิสัยต่อการดำเนินโครงการใด เพื่อแสดงให้เห็นว่ารายจ่ายดังกล่าวสามารถลดความสูญเสียและความเสียหายจาก Climate Change ได้อย่างไร เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณ ให้เกิดความเข้าใจและพิจารณาจัดสรรงบเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมด้าน Climate Change ได้

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงพลังงานมีโครงการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงานเป็นหลัก โครงการดังกล่าวนอกจากจะปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ยังส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมด้าน Climate Change หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการจัดทำแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร โดยปลูกหญ้าแฝกเพื่อบำรุงดิน แต่หากมีการทบทวนความเสี่ยงด้าน Climate Change และปรับปรุงให้สอดรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะทำให้เกิดผลประโยชน์ร่วมเช่นกัน

“ประเทศไทยจำเป็นต้องมีทรัพยากรอย่างเพียงพอ ทั้งบุคลากร งบประมาณ หรือมาตรการกลไกต่างๆ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change เกิดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยเองมีภารกิจเร่งด่วนหลายประการ และมีความยากลำบากในการจัดสรรงบประมาณที่จำกัดสำหรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นการใช้งบที่มีอยู่ให้เกิดผลประโยชน์ร่วม จะสามารถทำให้บรรลุข้อตกลงปารีสได้” นายพิรุณ กล่าว

น.ส.ลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ตั้งความหวังไว้ว่า 20 ปีข้างหน้าไทยอยากจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่สูง แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้นอกจากจะต้องเตรียมการด้านความมั่นคงต่างๆ เรื่องของ Climate Change ก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งการเติบโตโดยที่ทำลายทรัพยากรไปด้วยนั้นเป็นไปไม่ได้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า หลังจาก 2 ปีที่ได้มีโอกาสมาดูแลในด้านของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีหลายสิ่งที่ได้พยายามขับเคลื่อนอย่างเต็มที่และสามารถแก้ปัญหาได้บางส่วน อย่างในกรณีปลาป่นขณะนี้รับซื้อเฉพาะจากแหล่งที่ถูกต้อง หรือในส่วนของข้าวโพดก็รับซื้อเฉพาะไร่ที่ใช้วิธีการที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ความยากคือส่วนของการติดตามตรวจสอบความถูกต้องเหล่านั้น ซึ่งหากมีกฎหมายจากภาครัฐมาช่วย หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเช่นเดียวกันมาร่วมแชร์ข้อมูล ก็จะสามารถช่วยกันได้มากขึ้น

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า สำหรับปศุสัตว์ซึ่งเป็นรายได้ 1 ใน 3 ของซีพีเอฟ ก็มีการส่งเสริมให้นำเอาของเสียมาผลิตเป็นไบโอแกส ซึ่งหากเป็นฟาร์มของซีพีเองจะทำทุกที่อยู่แล้ว โดยการลงทุนส่วนใหญ่จะสามารถคืนทุนได้ใน 3-5 ปี นอกจากนี้ในเรื่องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ดำเนินต่อเนื่อง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการใช้พลังงานทดแทนจากการลงทุน 1,000-2,000 ล้านบาท แต่สามารถประหยัดได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ซีพีมีความพร้อมในการเป็นตัวอย่างและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนสู่ภาครัฐและภาคเอกชนได้