สถานการณ์ ‘ถ่านหิน’ ทั่วโลกตกต่ำ ‘สหรัฐ-ยุโรป’ แบน – ธุรกิจหนีตายโผล่ ‘อุษาคเนย์’

นักวิชาการชี้ ธุรกิจพลังงานถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม พลังงานหมุนเวียนจึงถูกกด ‘เดชรัต’ ย้ำ ตามแผนพีดีพี พลังงานสำรองเหลืออื้อ

เวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ บนเส้นทางสู่ความยั่งยืน : การลงทุนพลังงานและธรรมาภิบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2559 ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยสังคม สถาบันเอเชียศึกษา สถาบันวิจัยพลังงาน และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความคิดเห็นของวิทยากรเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าถ่านหินไม่ใช่คำตอบของพลังงานยั่งยืน

นางชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ทั้งๆ ที่เรามีทางเลือกทางพลังงานมากมายในราคาที่ไม่สูงนัก แต่หากดูในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ของประเทศไทย จะพบว่ามุ่งเน้นแต่พลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียว นั่นสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาล ที่ภาคธุรกิจพลังงานถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

“การประกันกำไรที่วัดผลตอบแทนจากเงินลงทุน ล้วนส่งเสริมให้ต้องลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น และพลังงานหมุนเวียนจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไปกัดเซาะผลประโยชน์”นางชื่นชมกล่าว

น.ส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจถ่านหินในประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และยุโรป กำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนพลังงานถ่านหินจึงพุ่งเป้ามายังภูมิภาคเอเชียงตะวันออกเฉียงใต้แทน

“สถานการณ์ถ่านหินกำลังย่ำแย่ หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกล้มละลายตั้งแต่ปี 2555 ส่วนตัวเลขปี 2557 มีอุตสาหกรรมถ่านหิน 45% ของสหรัฐอเมริกาขอล้มละลาย ขณะที่ประเทศไทยบริษัทบ้านปู พาวเวอร์ จำกัด ได้เสนอขายหุ้นกว่า 600 ล้านหุ้น มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมถ่านหิน” น.ส.จริยา กล่าว

นายเดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย (พีค) จะทำลายสถิติหลายครั้งในปีนี้ ตัวเลขล่าสุดที่ 29,619 เมกะวัตต์ แต่ก็ยังน้อยกว่าการพยากรณ์ตามแผนพีดีพี 2015 ที่ 30,218 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 40,932 เมกะวัตต์ ก็ยังมากเกินกว่ากำลังผลิตสำรองที่ควรมี 15% ถึง 6,870 เมกะวัตต์

“แม้ไทยจะพีคหลายรอบ แต่กำลังการผลิตก็ยังล้นเหลือ”นายเดชรัต กล่าว

น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า ได้ทำการวิจัยเพื่อประเมินระดับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทพลังงานใหญ่ที่สุด 10 อันดับในประเทศไทย โดยวัดจากระดับการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบตามกรอบการรายงานสากล (GRI) เบื้องต้นพบว่าหมวดที่มีการเปิดเผยมากที่สุดคือหมวดองค์กรและนโยบาย ส่วนหมวดที่มีการเปิดเผยน้อยที่สุดคือหมวดสิทธิมนุษยชน ตามด้วยหมวดความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ และหมวดสังคม

สำหรับตัวอย่างของกลุ่มตัวชี้วัดที่มีการรายงานไม่ครบถ้วน อาทิ ไม่เปิดเผยปริมาณการสูบน้ำใช้ 6 บริษัท ไม่เปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6 บริษัท ไม่เปิดเผยปริมาณการปล่อยน้ำเสีย 5 บริษัท ไม่เปิดเผยการมีส่วนร่วมของชุมชน 5 บริษัท ไม่ปรากฏข้อมูลเรื่องการร้องเรียนผลกระทบ 7 บริษัท ทั้งนี้พบว่าหมวดสิทธิมนุษยชนเป็นหมวดที่ทั้ง 10 บริษัทไม่เปิดเผยข้อมูลสูงที่สุด

นายกัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานภาคีบางปะกง กล่าวว่า ขณะนี้กำลังจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรม 304 ขนาด 400 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำบางปะกง สิ่งที่จะได้เห็นเข้ามาคือเรื่องของการปนเปื้อนและแพร่กระจายมลพิษ ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตอาหารและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ ซึ่งเรากำลังกินกันอยู่ทุกวันไม่ว่าจะเป็นข้าว ไข่ไก่ มะม่วง หรือมะพร้าว

นายกัญจน์ กล่าวอีกว่า ความมั่นคงด้านพลังงานจะมองเฉพาะตัวเลขด้านการผลิตไม่ได้อีกแล้ว เพราะอันดับแรกควรต้องมองถึงศักยภาพพื้นที่ว่าควรใช้อะไร ต่อมาคือขีดจำกัดของพลังงานเหล่านั้น ซึ่งเมื่อรู้ว่าต้องใช้พลังงานเท่าใดจึงค่อยมาออกแบบทางเลือกพลังงานหมุนเวียนที่จะจ่ายเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ในต่างประเทศนั้นก้าวข้ามมาตรการสนับสนุนแรงจูงใจ ไปจนถึงขั้นที่บังคับว่าต้องมีโซล่าเซลล์ทุกอาคารแล้ว แต่ขณะที่เรากลับยังนั่งเถียงกันอยู่ว่าจะเอาหรือไม่เอาถ่านหิน

ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพละความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โจทย์ของทุกวันนี้ไม่ใช่เพียงควรมีธรรมาภิบาลในประเทศตัวเองอย่างไร แต่ยังต้องรับผิดชอบกรณีประเทศไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านด้วย