งานวิจัย กฟผ.-สกว.เพิ่มโอกาสพลังงานทดแทน ย้ำ ‘ถ่านหิน-นิวเคลียร์’ ทิ้งไม่ได้ มีเพื่อความมั่นคง

กฟผ.-สกว. จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนงานวิจัยร่วมเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า รอง ผอ.สนพ.ชี้เพิ่มพลังงานทดแทนได้ 20% ย้ำต้องมีถ่านหิน-นิวเคลียร์เพื่อความมั่นคง

โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดสัมมนาเรื่อง  “วิจัยพลังงานสู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืน ปีที่ 2” เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2559 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนางานวิจัยเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า รวมถึงได้โจทย์วิจัยที่เหมาะสมและมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) นั้นมีการปรับปรุงเรื่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศและของโลก โดยมองใน 3 ด้าน ทั้งความมั่นคงด้านไฟฟ้า ความเหมาะสมของต้นทุนค่าไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

“ในส่วนของความมั่นคงเราจำเป็นที่จะต้องกระจายการใช้เชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่เราใช้ถึง 65% ในปัจจุบันกำลังลดน้อยถอยลง ซึ่งดูแล้วภายใน 20 ปี เราน่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนได้ 20% รวมถึงเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินนำเข้าจาก 10% เป็น 17% และมีสัดส่วนของพลังงานนิวเคลียร์อีก 5% ในปลายแผน ซึ่งยังเป็นโจทย์ที่ทิ้งไม่ได้เพราะเป็นความมั่นคงในเรื่องของราคา” นายประเสริฐ กล่าว

นายภัทรพงศ์ เทพา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานวิจัยและพัฒนา กฟผ. กล่าวว่า สำหรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปี 2559 สรุปอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านหน่วย โดยเป็นสัดส่วนภาคอุตสาหกรรม 44% ภาคธุรกิจและกิจการขนาดเล็ก 30% ความมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาคเหล่านี้ เพราะหากสะดุดแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างสูง สุดท้ายเมื่อไปแก้ปัญหาด้วยการมีไฟฟ้าสำรองของตัวเองจะเกิดเป็นการลงทุนที่ซ้ำซ้อน

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ไม่อยากให้มองแยกแต่อยากให้มองในภาพรวม เพราะไม่ว่าจะภาคใดต่าง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าทั้งนั้น ซึ่งในอดีต กฟผ.อาจมองว่าลูกค้าคือ กฟน.หรือ กฟภ. แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องมองทั้งหมดทุกคนในประเทศ ดังนั้นเมื่อพูดถึงความมั่นคงคือต้องมีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการ มีกำลังการผลิตที่เหมาะสมไม่พึ่งพลังงานชนิดใดมากเกินไป งานวิจัยของ กฟผ.จึงตั้งกรอบมุ่งเน้นความมั่นคงเป็นหลัก

“ในอดีตอาจมองความมั่นคงในภาพรวมว่าสัดส่วนที่เหมาะสมของประเทศคืออะไร สัดส่วนซื้อจากต่างประเทศเท่าใด แต่ทุกวันนี้ต้องเจาะลงไปใน 6 กรอบ ได้แก่ 1.ทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยี และวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ 2.ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.การพัฒนาพลังงานใหม่ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุน 5.การป้องกันและลดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 6.การสนับสนุนการวิจัยเชิงสังคมเพื่อพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้ชัดเจนว่าไม่ว่าจะมีพลังงานทดแทนเพียงใด กฟผ.ก็ยังต้องสร้างโรงไฟฟ้าสำรอง เพราะหากวันใดแดดไม่มีหรือลมไม่พัด ส่วนการขายไฟฟ้าพลังงานทดแทนเข้าระบบ ไฟฟ้าทั้งหมดเบ็ดเสร็จที่จ่ายออกมาได้ต้องเอาไปหาร 4 ยังไม่นับรวมบางแห่งที่ทำต่อไปไม่ไหว ทั้งหมดจึงแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความไม่มั่นคง

นายพิชัย กล่าวอีกว่า เรื่องของพลังงานทดแทนในเชิงพาณิชย์ หากเทียบกับเพื่อนบ้านประเทศไทยถือว่ามีการรับซื้อไฟฟ้าที่มั่นคงที่สุด ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ในระยะยาวจะยังมีช่องทางไปได้อีกมาก แม้ขณะนี้อาจถูกมองว่าเป็นในเชิงธุรกิจการปั่นหุ้น แต่ในอนาคตเมื่อพัฒนาแล้วอาจกลายมาเป็นพระเอกตัวจริง ส่วนพลังงานลมขณะนี้เมืองไทยยังมีทางเป็นไปได้แต่อาจไม่สวยนัก เพราะเป็นธุรกิจที่เข้าหายากที่สุดและต้องมีการวิจัยอย่างน้อย 2 ปีว่าจุดใดมีลมพอหรือไม่พอ แต่ก็มีเทคโนโลยีที่ไปไกลขึ้นและดีขึ้น ส่วนพลังงานชีวมวลถือได้ว่าเป็นพระเอกของประเทศ เพราะจะมีผู้ได้รับประโยชน์มาก

“สำหรับไฟฟ้าพลังงานขยะเวลานี้ไปได้ไกลแล้ว โดยเฉพาะขยะภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าเดือนหน้าจะรับซื้อได้แล้ว ส่วนขยะภาคชุมชนขณะนี้ไม่ได้ติดปัญหาอยู่ที่ท้องถิ่น แต่ติดอยู่ที่ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งคิดว่ากำลังจะหมดไป เพราะขณะนี้กำลังแก้ปัญหาโดยการใช้อีก พ.ร.บ.ไปลบ ส่วน พ.ร.บ.พลังงานทดแทน ที่กำลังถูกเสนอคิดว่าอีกไม่กี่เดือนน่าจะชัดเจนว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งก็จะเป็นจุดเปลี่ยนของพลังงานทดแทน” นายพิชัย กล่าว

ศ.สมชาติ โสภณรณฤทธิ์ กรรมการโครงการฯ กล่าวว่า ถ่านหินยังเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สำคัญต่อภาคการผลิตไฟฟ้าในแผน PDP2015 ที่ภายในปี 2579 จะต้องมีพลังงานไฟฟ้าถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ โดยมีพลังงานทดแทนเกือบ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือต้องรอดูว่าในปลายปี 2572 จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาจริงหรือไม่ แต่ทายว่าจะไม่เกิดขึ้นเพราะเป็นเช่นนี้หลายครั้ง คือถูกบรรจุไว้ในปลายแผนและเมื่อมีการปรับปรุงก็จะขยับไปในปลายแผนถัดไปอีก

“สถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศไทย มีการใช้เพิ่มเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี ปัญหาคือเราเริ่มฟุ่มเฟือยกับการใช้ฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นเพราะราคาถูก แต่บทบาทของพลังงานทดแทนเพิ่มความมั่นคงได้จริงหรือไม่ คำตอบคือใช่และไม่ใช่ สามารถทดแทนฟอสซิลได้ส่วนหนึ่ง แต่กำลังการผลิตก็ยังแกว่งไปแกว่งมา” ศ.สมชาติ กล่าว

ศ.สมชาติ กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งของประเทศไทย คือการอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (FiT) ยังมีปัญหาที่ส่งผลเสียต่อผู้ใช้ที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งแนวทางคือลดและยกเลิก FiT โดยใช้เครื่องมือตัวใหม่คือภาษีคาร์บอน (Carbon tax) กับเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ และจัดตั้งกองทุนจากภาษีนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายมณฑล วสุวานิช ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงานโครงการ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนชะลอตัว ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่าดำเนินการที่เพิ่มสูงขึ้นจากช่องทางการเรียกผลประโยชน์จากนักการเมืองและข้าราชการ รวมถึงข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนเพิ่มขั้นตอน และความยุ่งยากในการพิจารณาออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการไฟฟ้า ตลอดจนความไม่เชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันการเงินต่อการดำเนินนโยบายของภาครัฐ