วงถกวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เรียกร้องสื่อเปิดพื้นที่ให้ ‘ชาวบ้าน’ มากขึ้น

เวทีเสวนาวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เรียกร้องสื่อเปิดพื้นที่ให้คนเล็กคนน้อยมาขึ้น “นิวัฒน์” ระบุ หากไม่มีเสรีภาพเท่ากับไม่ใช่สื่อมวลชน ขณะที่ชาวบ้านบำเหน็จณรงค์ วอน สื่อเข้ามาในพื้นที่เพื่อสะท้อนความเดือดร้อน แฉมีคนอ้างตัวเป็นนักข่าวแต่พกปืนขู่ประชาชน ขณะที่นักวิชาการ ย้ำ สื่อต้องช่วยฝ่าวงล้อมให้ชาวบ้านที่ถูกปิดกั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 พ.ค.2559 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเสวนาเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เรื่องเสรีภาพสื่อ … ประชาชนได้อะไร? ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 คน

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะมนุษย์เริ่มต้นสื่อสารกันตั้งแต่เกิด ฉะนั้นสื่อมวลชนจำเป็นต้องมีเสรีภาพ หากไม่มีเสรีภาพเท่ากับว่าไม่ใช่สื่อมวลชน จะเป็นเพียงแค่ลูกจ้างเท่านั้น

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า อ.เชียงของ จ.เชียงราย เป็นเมืองชายขอบ และมีโครงการพัฒนาเข้ามาหลากหลาย แน่นอนว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อเสียจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านและคนตัวเล็กตัวน้อย ดังนั้นหากสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพที่จะบอกกล่าวความเดือดร้อนให้สาธารณะ ประชาชน และผู้มีอำนาจ รับทราบ ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ตัวอย่างเช่นนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น คนท้องถิ่นจะสูญเสียทั้งทรัพยากรท้องถิ่น วิถีวัฒนธรรม แต่เมื่อสื่อตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐโดยไม่มีเสรีภาพ สื่อก็จะนำเสนอแต่มุมดีของโครงการ ถามว่าแล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ดังนั้นเรื่องเสรีภาพของสื่อจึงมีความสำคัญที่สุด

“สื่อที่นำเสนอโดยมีเสรีภาพจะทำให้เกิดความคิด ทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่ดีและไม่ดี สุดท้ายก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม นั่นคือประชาธิปไตย เสรีภาพของสื่อจะนำไปสู่ประชาธิปไตย” นิวัฒน์ ยืนยัน และว่า ทุกวันนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นทั่วโลกแต่ทั่วทั้งโลกก็ยังอยู่กันได้ นั่นหมายความว่าเราอย่าไปกลัวความขัดแย้ง แต่ต้องกล้าที่จะเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกัน ที่สุดแล้วก็จะได้ข้อสรุปนำไปสู่จุดสมดุลได้

น.ส.สุวรรณี ศรีสูงเนิน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ที่ผ่านมาถูกเจ้าหน้าที่ทหารกดดันอย่างหนัก เมื่อชาวบ้านจะใช้สิทธิในการปกป้องทรัพยากรของชุมชน ต้องการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองโปแตซก็ถูกห้ามปราม เจ้าหน้าที่อ้างแต่ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความแตกแยก นั่นทำให้ชาวบ้านทำอะไรไม่ได้เลย

“ชาวบ้านออกมาเดินประท้วงเพื่อจะให้สื่อมวลชนหรือคนรอบข้างได้รับรู้ว่าชาวบ้านถูกกระทำอย่างไร แต่ทุกวันนี้ไม่มีสื่อคนไหนเข้ามาในพื้นที่เลย จะมีบ้างแต่ก็ไม่ปรากฏเป็นข่าว มีเพียงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่นำเสนอ” น.ส.สุวรรณี กล่าวและว่า ชาวบ้านต้องการเพียงแค่สื่อสารให้สังคมรับรู้ถึงความเดือดร้อนทั่วทุกหัวระแหง

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ขณะที่ไม่รู้ว่าสื่อมวลชนในพื้นที่เป็นใครบ้าง เพราะมีคนแฝงตัวเข้ามาเยอะ บางรายอ้างว่าเป็นสื่อมวลชนแต่กลับพกปืนเข้ามาด้วย ถามว่าชาวบ้านจะกล้าพูดหรือกล้าสะท้อนความเดือดร้อนออกมาได้อย่างไร

“พื้นที่ของเราไม่มีสื่อเข้าไปดูแลเลย เราแค่อยากให้สื่อเข้ามานำเสนอความเดือดร้อนของเราบ้าง เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชนซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเรามีเสรีภาพเพียงใด ปกป้องบ้านเกิดตัวเองได้ขนาดไหน อยากให้สื่อและคสช.รู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า” ชาวบ้านบำเหน็จณรงค์ ระบุ

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหารเราพบว่ามีการละเมิดสื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า คสช.ต้องเรียกเจ้าของสื่อและบรรณาธิการเข้าไปคุยเพื่อให้นำเสนอไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล แต่เรื่องที่กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลับถูกแทรกแซงจนไม่สามารถนำเสนอสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงได้

“ถ้าสื่อเสนอโดยไม่ถูกปิดกั้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน แต่ถ้าเรายังควบคุมสื่อและแทรกแซงสื่อ ประเด็นปัญหาต่างๆ ยังถูกปิดทับ แน่นอนว่าแรงปะทะก็ยังจะเกิดขึ้น”น.ส.วิไลวรรณ กล่าว และว่า ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารสื่อให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการสื่อมวลชน การทำงานในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งชั่วโมงการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสื่อมวลชน

นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาคนในชนบทไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะหลังรัฐประหารที่คนชั้นกลางในเมืองอาจมีความสุขแต่คนชนบทเดือดร้อนแสนสาหัส ชาวบ้านอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

“สิ่งที่ชาวบ้านเผชิญอยู่คือการถูกปิดล้อมข้อมูลข่าวสาร คือความเดือดร้อนไม่ถูกนำเสนอให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ซึ่งคนที่จะช่วยชาวบ้านแหวกการปิดล้อมนั้นออกมาได้คือสื่อมวลชน” นักวิชาการรายนี้ กล่าว

นายไชยณรงค์ กล่าวอีกว่า สื่อมวลชนต้องช่วยไม่ให้ชาวบ้านโดดเดี่ยวด้วยการทำประเด็นปัญหาให้เป็นประเด็นสาธารณะ ขอเรียกร้องให้มีพื้นที่ให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยมากขึ้น และขอให้สื่อทำหน้าที่มากกว่าการรายงานข่าว แต่ต้องตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

“ทุกวันนี้สื่อและชาวบ้านกำลังถูกคุกคามด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อข่มขู่คุกคามปิดปาก โดยเฉพาะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดังนั้นเราต้องมีกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องร้องในกรณีที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาปกป้องชุมชนของตัวเองเหมือนกับในต่างประเทศ”นายไชยณรงค์ กล่าว