2 ทศวรรษการต่อสู้กะเหรี่ยงคลิตี้ กระบวนการยุติธรรม 13 ปี 3 ศาล ไม่จบ

… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

มหากาพย์ความทุกข์ของ ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่ดำเนินเรื่องมาอย่างยาวนานตลอด 18 ปี กำลังเข้าสู่จุดพลิกผันสำคัญ

เมื่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา (แผนกคดีสิ่งแวดล้อม) คดีชาวบ้านกะเหรี่ยงคลิตี้ 8 ราย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำเลยที่ 1 และนายคงศักดิ์ กลีบบัว กรรมการผู้จัดการบริษัทตะกั่วฯ เป็นจำเลยที่ 2 ฐานละเมิด พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในวันที่ 26 เม.ย.2559

คดีนี้ ชาวบ้านเรียกค่าชดเชย ค่ารักษาพยาบาล และค่าฟื้นฟู รวม 119 ล้านบาท

การฟ้องร้องดังกล่าวนับเป็น “คดีแรก” ที่ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยนับตั้งแต่วันแรกที่ยื่นฟ้องในวันที่ 30 ม.ค.2546 เรื่อยมาจนถึงวันที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาฎีกา รวมระยะเวลาร่วม 13 ปี

การฟ้องแพ่งในคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บริษัทตะกั่วฯ จ่ายเงิน 4.26 ล้านบาท ฐานเป็นผู้ก่อมลพิษ แต่บริษัทฯ และชาวบ้านได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ จนกระทั่งในปี 2550 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้เอกชนจ่ายชดเชยเพิ่มรวมเป็นเงิน 29.5 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลาแห่งความขมขื่นอันยาวนาน ชาวบ้านคาดหวังว่าจะได้รับการปลดเปลื้องความทุกข์ในเช้าวันที่ 26 เม.ย.นี้

แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

นั่นเพราะศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปเป็นวันที่ 21 มิ.ย.2559 เนื่องจากมีปัญหาในวิธีการพิจารณาคดี

กล่าวคือ ศาลฎีกาพบว่าจำเลยทั้ง 2 แยกกันยื่นฎีกาคนละฉบับ โดยจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมศาลเป็นเงิน 2 แสนบาทแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 กลับยังไม่ได้ชำระ

นอกจากนี้ ศาลยังพบอีกว่า การส่งหมายให้จำเลยที่ 1 มีปัญหา เนื่องจากบริษัทตะกั่วฯ ได้ยกเลิกกิจการไปแล้วจึงไม่สามารถส่งหมายได้ ขณะที่ทนายความจำเลยก็ปฏิเสธว่าไม่ได้รับหมายเช่นกัน

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้การรอคอยตลอด 13 ปี ของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ยังไม่ได้ข้อยุติ

สมชาย อามีน ประธานสภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะทนายความโจทก์ อธิบายว่า ศาลจะอ่านคำพิพากษาได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 มาวางเงินแล้ว ศาลจึงสั่งให้โจทก์ไปตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยที่ 1 มาแถลงต่อศาลใน 3 วัน และให้จำเลยที่ 2 มาวางเงินในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ พร้อมรับฟังคำพิพากษาในวันเดัยวกัน

อย่างไรก็ตาม หากจำเลยที่ 2 ไม่มาวางเงินค่าธรรมเนียม ศาลจังหวัดจะส่งสำนวนกลับไปยังศาลฎีกาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด ส่วนตัวเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะไม่มาวางเงิน ซึ่งแนวทางก็คือศาลฎีกาคงจะจำหน่ายฎีกาของจำเลยที่ 2 ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่ก็ทำให้กระบวนการล่าช้าออกไป

สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ชาวบ้านตัดสินใจยื่นฟ้องจนถึงมีคำพิพากษาศาลฎีกา ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาโดยตลอด และแม้ว่าโจทก์ทั้ง 8 รายจะยังมีชีวิตอยู่ แต่มีชาวบ้านอีกหลายรายได้เสียชีวิตไปแล้ว ความล่าช้าจึงถือเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง

สุรพงษ์ บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือการบังคับคดี เนื่องจากบริษัทตะกั่วฯ ปิดกิจการไปแล้ว และกรรมการผู้จัดการฯ ก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงต้องหาแนวทางการดำเนินการต่อไป

“คำพิพากษาศาลฎีกาที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับคดีสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เนื่องจากเป็นคดีแรกที่ฟ้องตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม มีการต่อสู้กันถึง 3 ศาล และศาลจะได้วางแนวทางให้ผู้ก่อมลพิษแสดงความรับผิดชอบ”สุรพงษ์ ระบุ

เกือบ 2 ทศวรรษ ตั้งแต่บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) เริ่มดำเนินกิจการโรงแต่งแร่ในพื้นที่คลิตี้บน เมื่อปี 2510 ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่างต้องเผชิญกับความเดือดร้อนแสนสาหัส เนื่องด้วยแหล่งน้ำสำคัญเพียงแห่งเดียวคือ “ลำห้วยคลิตี้” ถูกปนเปื้อนสารตะกั่ว

สัญญาณผิดปกติของร่างกายชาวบ้านชุมชนคลิตี้ มีขึ้นอย่างต่อเนื่องกินเวลานานเกือบ 10 ปี คือระหว่างปี 2532-2541 ส่วนใหญ่แสดงอาการผ่านการปวดศีรษะ ปวดกระดูก เจ็บชา เด็กเล็กและทารกบางรายมีความผิดปกติทางร่างกายและสมอง

กระทั่งปี 2541 กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีคำสั่งให้โรงแต่งแร่ดังกล่าว “ปิดดำเนินการ” โดยช่วงเวลาเดียวกันนั้นชาวบ้านคลิตี้ได้ยื่นหนังสือถึงกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ขอให้เข้ามาตรวจสอบมลพิษในลำห้วย

ที่ประชุมร่วมของหน่วยราชการซึ่งนำโดย คพ.มีมติเมื่อช่วงกลางปี 2541 ให้เอกชนดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ด้วยการขุดลอกดินที่ปนเปื้อนออกไปกำจัด แต่จนแล้วจนรอดผ่านไป 5-6 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

เป็นเหตุให้ในวันที่ 23 ก.พ.2547 ตัวแทนชาวบ้าน 22 คน ตัดสินใจฟ้องร้อง คพ.ต่อศาลปกครอง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และฟื้นฟูล่าช้า และอีกเกือบ 10 ปีต่อมา คือในวันที่ 10 ม.ค.2556 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ คพ.จ่ายชดเชย 3.8 ล้านบาท และกำหนดแผนฟื้นฟูลำห้วยใน 90 วัน

ทว่า จนถึงปัจจุบัน คพ.ได้จ่ายชดเชยค่าเสียหาย ส่วนการทำแผนฟื้นฟูกลับยังไม่มีความคืบหน้าสักเท่าใดนัก

นอกจากคดีทางปกครองแล้ว ชาวบ้านคลิตี้ ยังได้ฟ้องร้องคดีแพ่งอีก 2 คดี ประกอบด้วย 1.คดีชาวบ้าน 8 ราย (ที่มีใบรับรองแพทย์ชัดเจนว่าร่างกายปนเปื้อนสารตะกั่ว) ฟ้องร้องบริษัทตะกั่วฯ และกรรมการผู้จัดการฯ ซึ่งศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 21 มิ.ย.นี้

2.ชาวบ้าน 151 ราย (ซึ่งไม่มีใบรับรองแพทย์) ฟ้องร้องในกรณีเดียวกัน โดยยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2550 และจากนั้น 3 ปี ต่อมา ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้พิพากษาให้บริษัทและกรรมการบริษัทจ่ายเงิน 36 ล้านบาท ฐานเป็นผู้ก่อมลพิษ และให้กำจัดมลพิษทั้งหมด และในปี 2554 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษาให้เอกชนชดเชยด้วยวงเงินเดียวกัน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการฎีกา

ความเดือดเนื้อร้อนใจของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่างยาวนานกว่า 18 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) วิพากษ์ว่า ไม่ใช่เฉพาะคดีคลิตี้เท่านั้น แต่คดีอื่นๆ ก็ล้วนแต่มีปัญหาเรื่องระยะเวลาทั้งสิ้น จึงคิดว่าจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

“ผมคิดว่าต้องมีการออกแบบวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเฉพาะขึ้นมา เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องมีมาตรการบังคับคดี เช่น อาจต้องให้กิจการที่อาจส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมวางเงินประกันเอาไว้ก่อน”สุรชัย กล่าว