ความทุกข์ที่เงียบงัน และการกดขี่ที่ยังไม่ยอมรามือ

… พิเชษฐ์ ชูรักษ์
ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และบรรณาธิการการเมือง นสพ.โพสต์ทูเดย์

ภาพจาก: โพสต์ทูเดย์

เห็นด้วยกับคำเปรียบเทียบของ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ที่ว่า ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ชาวบ้านมีฐานะเป็นเพียง “เบี้ย” ในกระดานพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เสียสละเพื่อให้เม็ด ม้า เรือ โคน อยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้น มั่นคงขึ้น

จวบจนปัจจุบัน สถานการณ์และแนวโน้มของกระดานการพัฒนาก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เพราะรัฐยังผูกขาดการจัดสรรทรัพยากร นโยบายการพัฒนาผูกยึดอยู่กับความมั่งคั่ง ซึ่งเอื้อแก่คนเพียงหยิบมือเดียว ทั้งทุนต่างชาติที่เข้ามารับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุน และมาตรการลดหย่อนภาษีสารพัดรูปแบบ

ทุนเอกชนเดินทางเข้าออกนอกในทำเนียบรัฐบาลเป็นว่าเล่น อยากได้ความช่วยเหลืออะไรรัฐก็สนองตอบให้แทบจะเรียกได้ว่าประเคนกันเลยทีเดียว

กลุ่มทุนหน้าเก่าหน้าใหม่จึงเป็นผู้กำหนดเมนู โดยมีรัฐเป็นบริกรคอยเสิร์ฟทรัพยากรตามออเดอร์ เจ้าสัวตระกูลใหญ่จึงเสวยประโยชน์จากปัจจัยเกื้อหนุนกันอย่างถ้วนหน้า ขณะที่พลเมืองที่ตกเป็นเบี้ยอยู่ค่อนประเทศยังคงหาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินเช้า

จะร้องแรกแหกกระเชอในยามทุกข์ยากบ้าง อย่างมากก็ไปยืนเกาะรั้วข้างทำเนียบรัฐบาล ช่างต่างกับเจ้าแม่น้ำพริกผู้มากบุญบารมี เสนาบดีถึงกับลงมาคอยช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องมรดกในครัว

ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโศกนาฎกรรมของชาวบ้านในหลายพื้นที่ของประเทศ

คนเล็กคนน้อยที่บ้านนามูล-ดูลสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ต้องระทมทุกข์จากผลกระทบการขุดสำรวจปิโตรเลียมด้วยวิธี Acid fracturing ซึ่งมีการใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรง และเอกชนผู้ได้สิทธิสัมปทานสำรวจก็ไม่ได้ทำตามข้อตกลงในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นอกจาก บริษัท อพิโก้ (โคราช) เจ้าของสัมปทานจะไม่สนใจแจ้งชาวบ้านล่วงหน้าก่อนเตรียมการขนย้ายอุปกรณ์เข้าดำเนินการในพื้นที่แล้ว ในช่วงต้นเดือน ก.พ. 2558 เป็นต้นมา ชาวบ้านนามูล-ดูลสาด ต้องลุกขึ้นสู้ปกป้องสิทธิและขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ซึ่งที่ได้สนธิกำลังกันอำนวยความสะดวกการขนย้ายอุปกรณ์ของเอกชนรายนี้อย่างขันแข็งและต่อเนื่อง

ขณะที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ปิดป้ายระบุข้อความประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ว่า “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานขอแจ้งให้ประชาชนชาว ต.ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ทราบว่า ทางราชการได้อนุญาตให้ บริษัท อพิโก้ (โคราช) ทำการขนย้ายอุปกรณ์สำหรับขุดเจาะปิโตรเลียมเข้าพื้นที่แปลงสำรวจ L27/43 หลุมดงมูล-บี (ดงมูล-5) ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 2558 เป็นต้นไป…”

แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีคำสั่งชะลอการดำเนินโครงการนี้ไว้ก่อน แต่ กอ.รมน.ขอนแก่น ก็ยังคงอนุญาตให้เอกชนเดินหน้าต่อ พร้อมกล่าวเชิงข่มขู่ว่า ถ้าชาวบ้านพูดไม่ฟังจะต้องใช้กฎอัยการศึก

และแล้วกำลังสนธิจากทุกหน่วยงาน รวมทั้งคนนอกเครื่องแบบที่พรางใบหน้าอีกจำนวนมากก็สามารถช่วยกันทำให้รถขนอุปกรณ์เข้าพื้นที่สำรวจจนบรรลุเป้าหมาย ปล่อยให้คนในชุมชนแบกรับความเสี่ยงจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะตามมา

ราคาความเจ็บปวดของชาวบ้าน อ.กระนวน จึงถูกตีค่าอย่างต่ำต้อย เพื่อแลกกับทรัพยากรใต้ดินสนองประโยชน์ของกลุ่มทุน

หลีเป๊ะ เป็นเกาะสรรค์ของนักท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามัน แต่ชาวเลซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้มายาวนานกลับถูกตะเพิดออกจากพื้นที่ หลังเอกชนนำเอกสารสิทธิ์ที่ทางราชการออกให้ไปยื่นฟ้องต่อศาล

แต่ด้วยความไม่รู้และไม่เท่าทัน เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมานี้ นายทุนพร้อมด้วยพนักงานสำนักบังคับคดี จึงสั่งให้ชาวเลอพยพออกจากที่ดินซึ่งอยู่อาศัยมานาน ทั้งที่มีผลการสอบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดก่อนหน้านี้บ่งชี้ชัดเจนว่า การออกเอกสารสิทธิ์บนเกาะหลีเป๊ะบางแปลงจากจำนวน 19 แปลง ไม่ชอบมาพากล และอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กาลกลับกลายเป็นว่าชาวเลถูกรุกไล่เป็นคนส่วนเกินของพื้นที่ทองคำแห่งอันดามัน

ริมชายหาดเมืองภูเก็ตก็ไม่แตกต่างกัน ชาวเลราไวย์ปักหลักแหล่งทำมาหากินบริเวณชายหาดใน อ.เมือง มาก่อนปี 2500 หลักฐานก็ประจักษ์อยู่ทนโท่ แต่จู่ๆ ก็มีเอกสารสิทธิ์มายึดครองที่ดิน กระทั่งมีการใช้ทั้งกำลังลึกลับและกฎหมายไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ใช้สำหรับทำพิธีบาลัย พร้อมกับปิดทางเข้าอออก

แม้ชาวราไวย์ได้ส่งตัวแทนไปยื่นร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีถึงที่ทำการรัฐบาล แต่กลุ่มทุนนามสกุลใหญ่ก็ไม่ยอมลดราวาศอก…ชาวเลภูเก็ต จึงอยู่ในอาการวิตกหวาดหวั่นอย่างเงียบงัน

พี่น้องเพื่อนร่วมชาติที่ลำพูน ต้องต่อสู้คดีอย่างเจ็บปวด หลังบริษัท อินทนนท์การเกษตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชาวบ้านแพะใต้ อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน จำนวน 10 ราย

เรื่องของเรื่อง ชาวเวียงหนองล่อง เป็นหมู่บ้านแรกๆ ที่ริเริ่มปฏิรูปที่ดิน โดยชุมชนให้ที่ดินทุกแปลงเป็นที่ดินสาธารณะ และสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

ทว่า โชคชะตาไม่ต่างจากชาวเลราไวย์ และชาวเลหลีเป๊ะ เมื่อมีนายทุนจากเมืองเชียงใหม่มากว้านซื้อที่ดินและแสดงความเป็นเจ้าของบนเนื้อที่กว่า 600 ไร่ และนำเอกสารสิทธิ์ไปยื่นฟ้องขับไล่ชาวบ้านแพะใต้

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ เมื่อปี 2549 ให้ยกฟ้อง ต่อมาชั้นอุทธรณ์ ในปี 2554 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1-7 และ 9 -10 มีความผิด และให้จำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา กระทั่งศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558 แต่ศาลขอให้เลื่อนออกไปก่อน จนกว่าจะเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้

ตัวอย่างทั้งหมดที่ยกมาเป็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยที่รักความสงบ แผ่นดินที่คนจนตกเป็นเบี้ยถูกไล่ต้อนจนแทบไม่มีที่ยืน

นี่คือภาพสะท้อนส่วนหนึ่งจากผลพวงการพัฒนา และหมุดหมายการดำเนินนโยบายสร้างความเจริญ ซึ่งได้สร้างความเหลื่อมล้ำกระจายอยู่แทบทุกพื้นที่ของประเทศ
หมายเหตุ – นายพิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง นสพ.โพสต์ทูเดย์ และประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เขียนบทความเรื่อง “ความทุกข์ที่เงียบงันและการกดขี่ที่ยังไม่ยอมรามือ” ผ่านคอลัมน์คิดคนละวัน นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 เม.ย.2559