มหันตภัย 11 เขื่อน ‘แม่น้ำโขงตอนล่าง’ ‘เวียดนาม’ สูญปีละ 2.5 หมื่นล. – ผลผลิตลด 50%

… ทีมข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

“กัมพูชา” และ “เวียดนาม” 2 ประเทศที่ตั้งอยู่ท้ายน้ำ “แม่น้ำโขง” ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส จากโครงการก่อสร้าง “เขื่อน” ตัดขวางลำน้ำ

ผลการศึกษา ผลกระทบแม่น้ำโขงผ่านสถานีสูบน้ำหลัก หรือ Study on the Impacts of the Mainstream Hydropower on the Mekong River ภายใต้การนำของ รัฐบาลเวียดนาม โดยมีรัฐบาลประเทศสมาชิกใน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) เป็นผู้สนับสนุน ชี้ชัดว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่าง (ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม) ทั้ง 11 แห่ง กำลังจะทำลายล้างประเทศท้ายน้ำ

ตอนหนึ่งของผลการศึกษา ระบุว่า เขื่อนทั้ง 11 แห่ง ในแม่น้ำโขงตอนล่าง จะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อ “กัมพูชา” สูงถึงปีละ 1.485 หมื่นล้านบาท และสร้างความเสียหายแก่ “เวียดนาม” มากถึงปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขประมาณการข้างต้นนี้ ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าโครงการทั้งหมดจะเกิดขึ้นตามแผน โดยไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆ

กรอบการศึกษาของ Study on the Impacts of the Mainstream Hydropower on the Mekong River จะรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขงตอนล่างจากโครงการพัฒนา 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก 11 แห่ง 2.เขื่อนเพิ่มเติมในแม่น้ำสาขาสายหลัก 3.การผันน้ำของประเทศไทยและกัมพูชา

เริ่มต้นศึกษาในปี 2556 แล้วเสร็จในปี 2558 รวมระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีเศษ ครอบคลุมพื้นที่ 16.5 ล้านเฮคเตอร์ รวมถึงพื้นที่ทะเลสาบเขมร (โตนเลสาบ) ในประเทศกัมพูชา และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 142 ล้านบาท

“เวียดนามจะได้รับผลกระทบหนักมาก โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงผู้คนมากกว่า 20 ล้านคน และเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวและผลไม้มากกว่า 50% ของผลผลิตในประเทศเวียดนาม” ตอนหนึ่งจากผลการศึกษาหนากว่า 800 หน้า ระบุ

นอกจากนี้ ยังพบว่า เขื่อนในแม่น้ำโขงเป็นต้นเหตุให้ผลผลิตทางการประมงโดยรวมลดลง 48-55% มากไปกว่านั้นก็คือมีโอกาสที่พันธุ์ปลาไม่ต่ำกว่า 10% จะสูญพันธุ์ แผ่นดินถูกกัดเซาะ น้ำเค็มรุก

“ความสูญเสียเหล่านั้นสามารถลดระดับลงได้ด้วยการยกเลิกการสร้างเขื่อน หรือลดจำนวนโครงการลง หรือย้ายที่ก่อสร้างโครงการไปอยู่บนแม่น้ำสาขาแทนแม่น้ำสายหลัก” คือทางรอดของปัญหาที่ยังสามารถยับยั้งได้

แม้ว่า Study on the Impacts of the Mainstream Hydropower on the Mekong River โดยรัฐบาลเวียดนาม จะชัดเจนถึงผลกระทบอันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าผลการศึกษาชิ้นนี้ก็ยังถูกท้วงติงจากภาคประชาสังคมว่า “ขาดการมีส่วนร่วม” และมองข้าม “การประเมินผลกระทบทางสังคม” รวมถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับข้อมูลทาง “เทคนิค” มากเกินไป

เนื้อหาบางช่วงบางตอนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์ อาทิ ผลการศึกษาสรุปผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหารน้อยกว่าความเป็นจริง เห็นได้จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวนาหลายชีวิตต้องเปลี่ยนมาทำนากุ้งแทนเพราะถูกน้ำเค็มรุกเข้ามา ซึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำที่น้อยลงจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนจีน หรือแม้แต่ปริมาณปลาที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ซึ่งมีมากกว่าการประมาณการ

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าการศึกษามีความเร่งรีบ โดยให้เวลารับฟังความเห็นจากภาคประชาชนเพียง 2 เดือนเท่านั้น

ที่สำคัญ การศึกษามีจุดประสงค์เพียงเพื่อเพิ่มความเข้าใจและใช้สำหรับเป็นข้อมูลเพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการลุ่มน้ำโขงเท่านั้น

ภาคประชาสังคมเวียดนาม จึงตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษาครั้งนี้อาจจะกลายเป็นเพียงตรายางประทับให้กับเขื่อน เช่นเดียวกับกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าในกรณีเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง ประเทศลาว ที่ถูกวิพากษ์ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของภาคประชาชน และการก่อสร้างเขื่อนยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2559 เว็ปไซต์ MRC ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า จะนำผลการศึกษาของรัฐบาลเวียดนามไปประกอบกับ “การศึกษาการจัดการอย่างยั่งยืนและการพัฒนาบนแม่น้ำโขง” หรือ Study on Sustainable Management and Development of the Mekong River ซึ่งเริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2554-2560 โดย MRC เป็นผู้จัดทำ

MRC เชื่อว่า ผลการศึกษาทั้งสองฉบับจะทำให้สามารถเข้าใจความเสี่ยงและผลประโยชน์ของการพัฒนาบนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และช่วยให้สามารถบริหารจัดการแม่น้ำโขงได้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

อ่านการศึกษาย่อได้ที่: https://scientists4mekongdotcom.files.wordpress.com/2016/01/mds-final-project-report-18jan16.pdf