‘ธีรยุทธ’ ชี้ ชนชั้นอำนาจกดขี่ชาวบ้าน ยึดทรัพยากรสนองการเติบโตเศรษฐกิจ

จัดวงเสวนาถกความเหลื่อมล้ำกับการพัฒนา “ธีรยุทธ” ชี้คนจนตกเป็นเบี้ยล่าง เหตุไม่รู้สิทธิ-รออุปถัมภ์ ด้าน “เดชรัต” เชื่อต้องย้อนกลับมาแก้ด้วยประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2559 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาวิชาการวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ในหัวข้อ “ความยุติธรรมกับการพัฒนา” ที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มธ.ศูนย์รังสิต โดยในช่วงท้าย นายธีรยุทธ์ บุญมี อดีตผู้อำนวยการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวปัจฉิมกถาเรื่อง “กฎหมาย คนจน ความเหลื่อมล้ำและการพัฒนา”

นายธีรยุทธ เปิดเผยว่า ปัญหาคนจนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และปัญหาใหญ่ของประเทศอีกหลายด้าน เช่น มุมมองของชนชั้นมีอำนาจต่อชาวบ้านคนจน หรือแผนการขับเคลื่อนประเทศที่ไม่ได้มุ่งประโยชน์สูงสุดกับชาวบ้านทั่วไป ภาพรวมประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาชาวบ้านจึงมีฐานะเป็นเพียงเบี้ยในกระดานพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ถูกเสียสละเพื่อให้เม็ด ม้า เรือ โคน อยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นและมั่นคงขึ้น

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า เบี้ยทางเศรษฐกิจ คือการกดรายได้ชาวนาหรือกรรมกรให้อยู่ในระดับต่ำ ส่วนรัฐซึ่งผูกขาดการจัดการทรัพยากรก็มุ่งขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจ เปิดทางให้ทุนต่างประเทศ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้เสวยประโยชน์จากทรัพยากรโดยชาวบ้านและท้องถิ่นได้ผลตอบแทนน้อยมาก แต่สูญเสียทรัพยากรทำกินและเสวยทุกข์จากมลภาวะ ส่วนเบี้ยทางสังคมและการเมือง คือการขาดอำนาจประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิทัดเทียมกัน

“การที่คนไทยไม่มีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคลที่หวงแหนสิทธิเสรีภาพก็เพราะการด้อยอำนาจ จึงมีคติหรือค่านิยมที่เป็นเบี้ยล่างใต้ร่มโพธิ์ของเจ้านาย ต้องหาที่พึ่งพาผู้อุปถัมภ์เพื่อการอยู่รอดมาทุกยุคสมัย วิถีชีวิตของชาวบ้านเป็นเสมือนของเล่นเชิงนโยบายของรัฐไทยมาตลอด เช่นถูกมองเป็นที่มาของปัญหาของการซื้อเสียง เป็นฐานเสียงและตลาดของสินค้าประชานิยม ฉะนั้นการแก้ปัญหาคนจึงไม่ใช่การมาถกประเด็นกฎหมายอย่างเดียว เพราะที่สุดแล้วก็คือการปฏิรูปการเมือง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและอื่นๆ ของประเทศ” นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ปฏิรูปประเทศและมีแนวโน้มไม่สำเร็จ เพราะการปฏิรูปมีหลายด้านและเป็นเรื่องยากที่ต้องใช้เวลา การปฏิรูปของทุกประเทศที่สำเร็จนั้นเกิดจากขบวนการของคนทั้งสังคม หัวใจสำคัญของการปฏิรูป คือการส่งเสริม สนับสนุน สร้างเครือข่ายกลไกอำนาจ และค่านิยมความรับผิดชอบของภาคสังคมและชุมชนขึ้นมา เพื่อถ่วงดุลกับการใช้อิทธิพลอำนาจเกินขอบเขตกติกาของทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มอิทธิพล

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า คำถามเรื่องความยุติธรรมกับการพัฒนา จำเป็นต้องหาข้อสรุปร่วมกันในเรื่องการแบ่งสรรประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม สิ่งที่จะได้รับระหว่างบริษัทเจ้าของโครงการกับชาวบ้านผู้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่ต้องวางกติกา ซึ่งความพยายามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐธรรมนูญ (รธน.) ปี 2540 ที่ได้เริ่มเขียนสิทธิชุมชนเพิ่มขึ้นมาทัดทานกับอำนาจของรัฐ แต่มาในวันนี้เราอาจรู้สึกได้ว่าการใช้อำนาจของรัฐ เป็นการยกเว้นกติกาเดิมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายเดชรัต กล่าวอีกว่า อย่างเช่นคำสั่งยกเว้นผังเมือง หรือการทำอีไอเอคู่ขนาน ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น หรือนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งในหลายพื้นที่มีการนำเอาที่ดินสาธารณะไปผ่านกระบวนการให้เป็นของราชการแล้วให้เอกชนเช่า สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างการแบ่งสรรประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาผู้คนจำนวนหนึ่งอาจเคยเชื่อว่าการจะแก้ปัญหานี้ อาจต้องยอมละเว้นหลักการประชาธิปไตยเพื่อให้ใครใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแก้ไข แต่ตอนนี้ก็เห็นได้ว่าหมดหวังไปแล้ว

“สิ่งสำคัญต่อจากนี้ เราคงต้องหันหน้ากลับมาวางแนวทางคุยกันภายใต้หลักประชาธิปไตย ตั้งคำถามว่าจะย้อนกลับไปหาหลักการของ รธน.ปี 2540, 2550 ดีไหม ผมไม่ได้ชี้นำว่าเราควรรับร่าง รธน.หรือไม่ แต่จะบอกว่าร่าง รธน.นี้อาจจะไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราไม่มีจินตนาการใหม่ในการพัฒนาสุดท้ายก็จะย้อนกลับมาที่เดิม ที่การพัฒนาจะต้องมีผู้ที่เสียสละเสมอไป” นายเดชรัต กล่าว

น.ส.จงจิตร์ นีรนาทเมธีกุล รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กลไกของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ถือเป็นกลไกที่ดี เพราะเป็นการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของโครงการ พร้อมแนวทางที่จะจัดการให้เหมาะสม โครงการที่ส่งผลกระทบก็ต้องแก้ไข ย้ายตำแหน่ง หรืออาจลดขนาด แต่หากที่สุดแล้วโครงการจำเป็นจริงๆ และเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็จะเหลือทางเดียวคือการชดเชย

“แต่ทั้งนี้การชดเชยให้กับชาวบ้านคงไม่สามารถใช้มาตรฐานการประเมินราคาทั่วไปได้ จะไปเทียบราคาพื้นที่ในป่ากับพื้นที่ในเมืองได้อย่างไร เราต้องมองด้วยว่าเขาคือผู้เสียสละ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความพร้อมหากจะย้ายพื้นที่เขา การให้เข้าเมืองเขาอาจไม่สันทัดกับอาชีพเดิมที่ถนัด มันจึงเกิดปัญหาเวลามุมมองการพัฒนากับการชดเชยเยีวยาไม่สมดุลกัน เพราะรัฐก็จะมีเกณฑ์กฎกติกาการชดเชย แต่การชดเชยเหล่านี้อาจต้องพิเศษกว่าหลักเกณฑ์เดิมของรัฐ” น.ส.จงจิตร์ กล่าว

น.ส.จงจิตร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ EIA ระยะหลังก็มักเจอปัญหาโดยเฉพาะเรื่องของการมีส่วนร่วม ในกระบวนการที่ลงไปบอกชาวบ้านถึงข้อมูลโครงการแต่การเริ่มต้นโดยปฏิเสธว่าไม่มีมลพิษเพียงเท่านี้ก็ถูกต่อต้านแล้ว เพราะฉะนั้นต้องบอกถึงข้อมูลมลพิษด้วยแต่ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร หากชาวบ้านมีความกงวัลก็จะต้องกลับไปทบทวนโครงการ แล้วจึงมาเสนอใหม่อีกครั้งจนกว่าจะเห็นพ้องต้องกัน นอกจากนี้เมื่อผ่านแล้วก็ต้องทำตามมาตรการนั้นด้วย เพราะอีกปัญหาหนึ่งก็คือการขาดการติดตามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

น.ส.สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปกติแล้วสิทธิของประชาชนนั้นมีได้ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย แต่นิติธรรมสิ่งแวดล้อมนั้นท้าทายมากกว่าเพราะยังเป็นการพูดแทนสิทธิของสัตว์ป่า ต้นไม้ หรือธรรมชาติที่อยู่รอบตัว ไม่ใช่เฉพาะการรักษาประโยชน์ของประชาชนแต่หมายรวมถึงทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันหลักของนิติธรรมสิ่งแวดล้อมนั้นไปไกลมาก แต่ขณะที่หลายประเทศกำลังก้าวหน้า ประเทศไทยกำลังท้าทายว่าวันนี้เราจะถอยกลับหลัง หรืออย่างน้อยรักษาหลักการของ รธน.ปี 2540, 2550 ที่ได้เดินหน้ามาแล้ว

“ที่ประเทศเยอรมันเวลาจะสร้างโรงไฟฟ้า 1 โรง เขาให้คนตั้งแต่เหนือจรดใต้มามีส่วนร่วมเพราะถือว่าคนทั้งประเทศเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นี่จึงเป็นความท้าทายว่าในบางยุคเรามีรัฐนายทุน รัฐนักการเมือง และวันนี้มีรัฐทหาร ซึ่งเรากำลังเรียกร้องว่าวันหนึ่งต้องมีรัฐที่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ไม่ว่าแบบใดอุดมคติของรัฐควรคิดแบบอุดมการณ์รัฐในยุคใหม่ทั่วโลก ที่ต่างรับรู้ว่ามีภารกิจที่ต้องเดินไปด้วยกันไม่ว่าจะในเวทีค็อปหรือสหประชาชาติ คือความยั่งยืนของการรับใช้มนุษย์ที่เท่าเทียมขณะที่ทำให้โลกนี้สวยงาม” น.ส.สุนทรียา กล่าว