ซัดคำสั่ง คสช.สะท้อน ‘วุฒิภาวะ’ ประเทศ ‘อีไอเอคู่ขนาน’ เสี่ยงถูกแบน-ตปท.เลิกให้กู้

วงเสวนาซัดคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 เปิดช่องรัฐผนึกทุนกดดัน คชก.ผ่านอีไอเอโครงการใหญ่ เสี่ยงถูกต่างชาติแบน-งดปล่อยกู้กิจการทำลายสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2559 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน 87 องค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อวิเคราะห์คำสั่ง 9/2559 สู่การปฏิรูประบบ EIA ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประมาณ 50 คน

นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 แสดงให้เห็นถึงการเดินถอยหลังของประเทศ เพราะรัฐบาลมองเห็นกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่เคยรัดกุมว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือ 3 พลังใหญ่ จะเข้ามาร่วมกันผลักดันให้โครงการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้

“เริ่มตั้งแต่ คสช.ซึ่งจะใช้กำลังทหารบังคับใช้คำสั่ง รัฐบาลที่เป็นผู้อนุมัตโครงการซึ่งจะใช้กลไกระดับพื้นที่อำนวยความสะดวก และสุดท้ายคือนายทุนผู้รับเหมาที่จะทุ่มงบประมาณเพื่อให้โครงการเกิดขึ้น ส่วนผู้ที่จะถูกกดดันอย่างหนักก็คือคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาอีไอเอ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนตัว คชก.ในอนาคตได้”นายวีรวัธน์ กล่าว

นายวีรวัธน์ กล่าวอีกว่า หากติดตามดูข่าวสารจะพบว่ามีการสัมภาษณ์บริษัทผู้เหมารายใหญ่ ที่ยอมรับว่าการนำ มาตรา 44 มาปรับขั้นตอนการลงทุนขนาดใหญ่เป็นสิ่งที่ดีต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หรือบริษัทรายใหญ่อีกราย ที่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในปีนี้ และบริษัทก็เตรียมพร้อมเข้าร่วมประมูลทุกโครงการ โดยคาดว่าจะประมูลได้ถึง 25% ของโครงการทั้งหมด

นายศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกที่ใช้กระบวนการอีไอเอในภูมิภาคอาเซียน ปัจจัยสำคัญมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม และไปไกลถึงขั้นผลักดันการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) องค์ประกอบที่สำคัญมากคือการมีส่วนร่วม แต่ปรากฏว่าวันหนึ่งสิ่งที่ได้ถูกพัฒนาการมากลับไม่ต้องทำอีกต่อไป

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ถูกยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในปัจจุบันที่เป็นกระแสตื่นตัวไปทั่วโลก อีไอเอกลายเป็นบรรทัดฐานว่าประเทศที่ไม่มีกระบวนการนี้เท่ากับขาดมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม ชี้ให้เห็นถึงวุฒิภาวะของแต่ละประเทศ คำสั่งนี้จึงอาจมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น สินค้าไทยไม่ได้รับการยอมรับเพราะมาจากการทำลายสิ่งแวดล้อม หรือไม่ได้รับเงินกู้ในโครงการพัฒนา

“เราอาจขอกู้เงินมาสร้างโครงการไม่ได้อีก เพราะขัดกับมาตรฐานของแหล่งทุนซึ่งเขาเองก็คงไม่สบายใจที่จะร่วมมือ อย่างโครงการหลังสุดที่เราได้เงินกู้จากธนาคารโลกคือเขื่อนปากมูล เขาก็ใช้เวลาพิจารณามากว่าอีไอเอโครงการนี้ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ แม้ในไทยจะยังไม่ถูกปฏิเสธแต่ในระยะหลังโอกาสที่จะได้เงินจากแหล่งเหล่านี้ก็ยากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่รู้คือธนาคารจีนปฏิเสธโครงการเขื่อนแห่งหนึ่งในเวียดนามเนื่องจากพบปัญหาในการศึกษาอีไอเอครั้งที่ 2-3 สำหรับอาเซียนเราอาจจะก้าวหน้าที่สุดแต่ก็กำลังจะรั้งท้ายที่สุดเช่นกัน” นายศรีสุวรรณ กล่าว

นายบัณฑูร เศรฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาของอีไอเอมานาน โดยฝ่ายเอกชนมองว่าเป็นกระบวนการที่ล่าช้า ส่วนภาคประชาชนก็มองว่าขาดธรรมาภิบาล มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไร้ศักยภาพ ที่ผ่านมากระบวนการอีไอเอควรต้องแก้ทั้งระบบ แต่คำสั่งที่ 9 นี้มุ่งแก้ในมิติเดียวคือเรื่องของความรวดเร็ว ซึ่งจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงและจะไปสร้างปัญหาในมิติอื่นๆ

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามอีกอย่างหนึ่งคือสถานะของคำสั่งฉบับที่ 9 เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คำสั่งดังกล่าวอาจจะขัดกับมาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า การดำเนินการใดของรัฐที่อาจมีผลกระทบจะต้องมีการศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอ รวมถึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียก่อน

นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า จากประสบการณ์การเป็น คชก.พบว่าแท้จริงแล้วกระบวนการอีไอเอไม่ได้ล่าช้าที่ขั้นตอนการพิจารณาของ คชก. แต่ล่าช้าที่หน่วยงานผู้เสนอโครงการเข้ามาเอง เพราะ คชก.พร้อมจะพิจารณาโครงการอยู่แล้ว แต่เมื่อโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถให้ผ่านได้ หน่วยงานก็มักใช้ระยะเวลาที่ยาวนานในการแก้ไขกว่าจะกลับมาเสนอใหม่ แล้วมักมาพูดกดดันว่าติดขัดที่ขั้นตอนอีไอเอ ซึ่งที่จริงแล้วก็มีโครงการที่ผ่านโดยไม่มีปัญหามากกว่าแต่ก็ไม่ได้เป็นข่าว

นายศศิน กล่าวอีกว่า กรณีการหาผู้ลงทุนโครงการนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเก็งกันอยู่แล้วว่าเจ้าใดต้องได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้รับเหมามีการเตรียมตัวแล้วเพื่อที่จะได้งาน เมื่อเกิดปัญหาแทนที่ประชาชนจะต้องต่อสู้กับเจ้าของโครงการอย่างเดียว ยังต้องต่อสู้กับผู้รับเหมาที่ได้ลงทุนไปแล้ว ซึ่งผู้รับเหมาเอกชนเหล่านี้ก็มักมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ ถ้าเกิดการทักท้วงขึ้นก็จะกลายเป็นเป้าของความรุนแรง

นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน กล่าวว่า ในอดีตมีความพยายามที่จะไม่ปฏิบัติตามหลักการในกฎหมายสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงในภาวะปกตินั้นเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ด้วยอำนาจพิเศษมาตรา 44 ที่ใช้จังหวะนี้ออกคำสั่งฉบับที่ 9/2559 เปิดโอกาสให้ไม่ต้องมีการรับผิดชอบต่อสังคมและเอื้อต่อการลงทุน หากเกิดความเสียหายในระยะยาวแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในคำสั่งนี้

“ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ อำนาจพิเศษในอดีตที่ผ่านมาถูกใช้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต่างกับปัจจุบันที่ใช้ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่เขียนข้อความพิเศษอยู่เหนือทุกสถาบัน ไม่ว่าสถาบันใดก็ตรวจสอบไม่ได้ อีกทั้งคำสั่งที่ 3/2558 หรือ พ.ร.บ.ชุมนุม ก็ทำให้การจัดเสวนาของประชาชนต่างถูกแจ้งว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ฉะนั้นจึงปิดปากคนที่จะเห็นต่างออกไปได้เลย แม้แต่ศาลปกครองเองก็ตรวจสอบไม่ได้” นายไพโรจน์ กล่าว

นายยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Friend of the River กล่าวว่า สำหรับโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานั้นยากที่จะทำให้ผ่านอีไอเอใน 7 เดือน เพื่อเปิดประมูลโครงการภายในเดือน ต.ค. 2559 และเริ่มก่อสร้างภายในเดือน ม.ค. 2560 ตามแผนการของรัฐบาล เพราะมีเสียงคัดค้านที่ค่อนข้างสูง แต่คำสั่งที่ 9 นี้จะเป็นการบายพาสโดยไม่ต้องรอให้จบขั้นตอนอีไอเอ และสามารถดำเนินการประมูลได้ตามแผนแน่นอน

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะมีเสาตอม่อที่สร้างไม่เสร็จเกิดขึ้นในลำน้ำเจ้าพระยา เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้เลยก่อนไปปรับโครงสร้างทีหลัง เราก็จะได้ผู้รับเหมาสร้างตอม่อเหมือนกับโครงการโฮปเวล นำไปสู่การฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้นของภาคประชาชน ถึงผลกระทบที่เกิดในลำน้ำและระบบนิเวศส่วนร่วม หรือการฟ้องร้องของเอกชนเองที่ไม่สามารถสร้างโครงการได้ ทั้งที่โครงการนี้ไม่จำเป็นต้องทำแต่แรกเพราะส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำและการเดินเรือค่อนข้างมาก” นายยศพล กล่าว