ถอดบทเรียน ‘ฟูกูชิมะ’ สู่การพัฒนาแผนพีดีพี คนญี่ปุ่นเตือนไทย อย่าพลาดซ้ำกับ ‘นิวเคลียร์’

คปพ.จัดสัมมนาถอดบทเรียนเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ เตือนคนไทยตัดสินใจทางเลือกให้ดี อย่าพลาดทำผิดต่อลูกหลานตามคนญี่ปุ่น ‘ปานเทพ’ ยืนยันไทยสามารถรอเทคโนโลยีพลังงานที่ดีกว่า

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2559 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ร่วมกับคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เครือข่ายดวงประทีปแห่งฟูกูชิมะเพื่อพลเมืองโลก (FUKUDEN) และศูนย์อาสาสมัครนานาชาติญี่ปุ่น (JVC) จัดเวทีสัมมนา “อุบัติภัยนิวเคลียร์ บทเรียนจากฟูกูชิมะ จำเป็นแค่ไหนที่ประเทศไทยต้องเสี่ยงมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชาวไทย และชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ต่อการตัดสินใจร่วมกำหนดทิศทาง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี2015) ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 2 โรงรวม 2,000 เมกะวัตต์

นายโยชิกิ คอนโนะ หัวหน้าตำบลสุกาฮาระ อำเภอโอดากะ จังหวัดมินามิ โซมะ กล่าวว่า จุดกำเนิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่นเริ่มขึ้นในปี 1960 ยุคที่การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด รัฐบาลมองว่าสิ่งที่จะสร้างพลังงานให้กับประเทศต้องเป็นนิวเคลียร์ เป้าหมายขณะนั้นจึงตกลงมาที่ชุมชนฟุตะบะ จ.ฟูกูชิมะ เมืองที่เปรียบเสมือนจุดบอดทางเศรษฐกิจ ประชาชนรายได้ต่ำหากเทียบกับท้องที่ใกล้เคียง แม้ผู้นำชุมชนจะมองว่าพื้นที่สามารถใช้เกษตรกรรมเพื่อพัฒนาชุมชน แต่สุดท้ายรัฐบาลก็มองว่าจุดนี้เป็นทำเลที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“แม้จะมีความกังวัลอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่ในเมืองยังคงมีความมั่นใจกับเศรษฐกิจที่จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ไม่เกิดการคัดค้านโครงการจึงสร้างขึ้นได้ เมื่อสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จ ชุมชนถูกพัฒนาจนทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ผมจะตั้งชุมนุมประท้วงในวันนั้น และอยากขอโทษลูกหลานว่าสิ่งที่ได้ทำไปเป็นความผิดใหญ่หลวงที่ไม่อาจสกัดกั้น” นายโยชิกิ กล่าว

นายโยชิกิ กล่าวอีกว่า เมืองที่ขึ้นจากจุดต่ำสุดสู่จุดสูงสุดแล้ว ก็กลับลงไปที่จุดต่ำสุดอีกครั้งในชั่วพริบตา เมื่อวันหนึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหว ตามมาด้วยคลื่นสึนามิ และการระเบิดของโรงไฟฟ้า ภายในระยะเวลาประมาณ 24 ชม. พื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตอพยพเร่งด่วนเกิดความโกลาหล ครอบครัวพลัดพรากและชุมชนต้องล่มสลาย ซึ่งในขณะนั้นคิดในใจว่าอาจอพยพสัก 10-30 วัน แต่จนปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วก็ยังไม่มีใครได้กลับบ้าน

“รัฐพยายามเข้าไปกำจัดสารปนเปื้อนเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว หากไม่มีข้อผิดพลาดหรือเลื่อนอีก พ.ค.นี้น่าจะได้กลับบ้านกัน แต่จากการสอบถามพลเมืองที่อพยพอยู่ราว 13,000 คนว่ามีความยินดีกลับไปหรือไม่ จำนวนเพียง 1,141 คนซึ่งส่วนใหญ่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่อยากกลับให้เร็วที่สุด ส่วนที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนวัยหนุ่มสาวหรือมีครอบครัวแล้วบอกว่าไม่กลับแน่นอน เนื่องจากไม่มีความมมั่นใจว่ากลับไปแล้วจะเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นโจทย์ว่าเราจะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในชุมชนให้คนมองว่าปลอดภัยที่จะกลับมาได้อย่างไร” นายโยชิกิ กล่าว

น.ส.เอมิโกะ ฟูจิโอกะ ตัวแทนเครือข่ายดวงประทีปแห่งฟูกูชิมะเพื่อพลเมืองโลก กล่าวว่า ในช่วงปี 1960-1970 ยุคที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู พลังงานนิวเคลียร์ถูกมองอย่างหรูหราฟู่ฟ่า มีการใช้สื่อต่างๆ เพื่อชักจูงให้ผู้ใหญ่ไปจนถึงเด็กหลงเชื่อว่าปลอดภัย มีการแข่งประกวดคำขวัญที่เป็นกลอนไฮกุอันไพเราะเพื่อสร้างภาพว่านิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ดี คำขวัญที่ชนะซึ่งมีความหมายว่านิวเคลียร์คือแสงสว่างไสวแห่งอนาคตถูกติดขนาดใหญ่ไว้ในจุดสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งเด็กประถมผู้แต่งบทกลอนนั้นปัจจุบันโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย ภายหลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดรัฐบาลพยายามนำป้ายออก แต่ชาวบ้านไม่ยอมเพราะต้องการให้เป็นคติเตือนถึงข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวง

“คำที่มักจะพูดว่านิวเคลียร์ราคาถูกนั้นเป็นเรื่องโกหก เนื่องจากต้นทุนหลักจะไปอยู่ที่ค่ากำจัดขยะคือกากสารปนเปื้อน ซึ่งหากมีการหลุดลอดออกมาก็จะมีค่ากำจัดอีกมหาศาล นอกจากนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังมีระยะเวลาในการใช้ ซึ่งหากหมดเวลาแล้วก็ต้องกำจัดเตาปฏิกรณ์ ซึ่งก็เป็นค่าใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะนี้จึงอยากให้คนไทยคิดถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยดูบทเรียนจากฟูกูชิม่า ที่เกิดการระเบิดไม่ใช่เพียงเพราะแผ่นดินไหวหรือคลื่นสึนามี แต่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ด้วย” น.ส.เอมิโกะ กล่าว

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ตัวแทน คปพ. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งใด ทั้งนี้การพิจารณาทางเลือกมีมิติอยู่ 2 ประการ 1.เรามีเวลารอมากน้อยเพียงใด 2.เรามีเทคโนโลยีใดเป็นทางเลือกในเวลาที่มีอยู่ จึงหมายความว่าหากความต้องการไฟฟ้ากำลังขาดแคลน เราอาจไม่มีทางเลือกมากนักในเวลาที่มี ฉะนั้นที่ผ่านมาด้วยคำขู่ว่าไฟฟ้ากำลังจะดับและจะกระทบเศรษฐกิจทั้งมวล จึงทำให้รัฐบาลพยายามเร่งสร้างโรงไฟฟ้า ด้วยทางเลือกที่อ้างว่าต้นทุนต่ำที่สุดและสร้างประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกันก็สร้างมลพิษสูงสุด ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปรากฏอยู่ในแผนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“หลังใช้เวลาหลายเดือนในการทบทวนแผนพลังงาน เราได้ความจริงว่าเรามีเวลามากพอที่จะตัดสินใจเลือกพลังงานที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้ ดีที่สุดนี้หมายถึงเราจะมีเวลามากพอให้เทคโนโลยีสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเรามีพลังงานสะอาดในราคาที่ถูกลง และมีเสถียรภาพพอที่จะสร้างความมั่นคงได้ ตัดข้ออ้างของรัฐ” นายปานเทพ กล่าว

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า เนื่องจากแผนพีดีพี 2015 มีการสร้างโรงไฟฟ้าที่เร็วเกินไปและมากเกินความพอเพียง ซึ่งเมื่อลบโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ที่ประชาชนไม่ต้องการออก ปรากฎว่าไฟฟ้ายังคงเพียงพอไปตลอด 20 ปี อาจจะมีช่วงต่ำกว่ากำลังสำรองเพียง 3-4 ปีสุดท้าย เราจึงต้องแค่บริหารจัดการในช่วงปีหลังๆเท่านั้น เมื่อเรามีเวลารอเทคโนโลยีใหม่ถึงกว่า 17 ปี ลองจินตนาการกันดูว่าเวลานั้นจะเปลี่ยนไปเพียงใด

“คนที่จะผลักดันพลังงานสกปรกในตอนนี้ หากไม่โง่ก็คงต้องโกง และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือคนบางกลุ่มที่กำลังกลัวว่าจะกินไม่ทันและต้องรีบแสวงหาผลประโยชน์ แต่เชื่อเถอะว่าทุกวันนี้ประชาชนตื่นรู้แล้ว” นายปานเทพ กล่าว

ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าและไม่ได้สะอาด เป็นพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีไม่ต่างจากถ่านหิน กลับกันแสงอาทิตย์ให้พลังงานเพียง 8 นาทีเท่ากับพลังงานที่มนุษย์ใช้ทั้งโลกตลอดปี เหตุใดจึงต้องปฏิเสธพลังงานนั้น ขณะที่ทุกวันนี้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีจำนวนที่ปิดมากกว่าเปิด สำหรับประเทศไทยหากมองย้อนหลังแล้ว โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นในยุคเผด็จการทุกครั้ง ด้วยระยะเวลาการก่อสร้างที่มากถึง 30 ปี สามารถก่อคอรัปชั่นได้มหาศาล

“เทคโนโลยีที่เรารอคอยนั้นแท้จริงได้มาถึงแล้ว ในประเทศที่ยากจนอย่างโมร็อกโกก็ยังทำได้แล้ว ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อต้มน้ำผลิตไฟฟ้า ที่สามารถเดือดได้ถึง 7 วัน และแม้ขณะนี้ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์จะแพงกว่าถ่านหินสองเท่า แต่เมื่อสร้างเสร็จไม่ต้องซื้อวัตถุดิบอีกเลย ไม่ก่อมลพิษ ไม่ต้องใช้น้ำทะเล ไม่ทำลายการท่องเที่ยว ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม” ผศ.ประสาท กล่าว

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาของโรงไฟฟ้าจะไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องความผิดพลาดของมนุษย์ด้วย ในขณะที่คนไทยไม่เคยมีระเบียบ ต่อให้เทคโนโลยีสูงเพียงใดมาเจอกับคนไทยจะปลอดภัยหรือไม่ เหตุการณ์ที่ซาเล้งเก็บกากกัมมันตภาพรังสีแล้วเกิดอุบัติเหตุแสดงให้เห็นถึงความมักง่าย ความโลภ แล้วหากเราจะต้องย้ายคนรัศมี 50 กม.ออกจะเป็นอย่างไร ทุกวันนี้พลังงานที่สะอาดก็มาถึงและมีประสิทธภาพมากขึ้นแล้ว แต่ กฟผ.ยังอ้างถึงเสถียรภาพเหมือนเดิม

“พลังงานแสงอาทิตย์มันถูกลงมากแล้ว และภายใน 3-5 ปีก็จะถูกกว่าพลังงานทุกสิ่งอย่าง ทุกวันนี้ผู้อยู่ในธุรกิจฟอสซิลจึงต้องการรีบสัมปทานเพราะต่อไปก็จะไม่มีค่า มีคำกล่าวที่บอกว่ายุคหินจะหมดไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านี้หมด แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่ ประเทศเยอรมัน 94% ของพลังงานแสงอาทิตย์มาจากโซล่าร์รูฟตามบ้าน ขณะที่ประเทศเราส่งเสริมโซล่าร์ฟาร์มเพราะใช้เงินลงทุนสูง สามารถเรียกรับเงินได้ แต่ถ้าติดหลังคามันเรียกไม่ได้ เป็นเหตุให้ไม่ยอมส่งเสริม ดังนั้นเรื่องพลังงานถ้ามีการกระจายก็จะเป็นตัวแทนประชาธิปไตยที่แท้จริงของเรา” น.ส.รสนา กล่าว