เลขามูลนิธิสืบฯ วิพากษ์แนวคิด ทส. โยกเสือโคร่ง ‘ห้วยขาแข้ง’ เติม ‘เขาใหญ่’

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร /รัตนมุข อารัมภีร์

การตามติด “เสือโคร่ง” ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปรากฎข้อมูลที่ชวนให้เศร้าใจ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครพบร่องรอยของสัตว์นักล่าชนิดนี้แม้แต่ตัวเดียว ไม่ว่าจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด หรือแม้แต่การติดตามตรวจสอบรอยเท้า

แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ “เขาใหญ่” ในอดีต ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบ้านหลังหนึ่งของเสือโคร่ง นั่นเพราะมีพื้นที่กว่า 1.3 ล้านไร่ ครอบคลุมอาณาเขต 4 จังหวัด

เสือโคร่งเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่สุด มีศักยภาพในการควบคุมปริมาณสัตว์กินพืชที่สูง จึงทำนายได้ไม่ยากว่าหากไร้ซึ่งเสือโคร่งแล้ว สัตว์กินพืชก็ต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้น และเพิ่มมากเกินไปจนทำให้ระบบนิเวศน์ในพื้นที่นั้นเสียสมดุล

ครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระบุว่า การดูแลเสือถือเป็นเรื่องที่ใหญ่ การตายของเสือ 1 ตัวเป็นเรื่องใหญ่พอๆ การตายของช้าง 1 ตัว เดิมทีในพื้นที่เขาใหญ่เคยมีเสือโคร่งอาศัยแต่ขณะนี้มีเพียงหมาในที่เป็นสัตว์นักล่าที่คอยควบคุมปริมาณสัตว์ในพื้นที่

ด้วยสถานการณ์ที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงนำมาสู่แนวคิดปรับสมดุลเขาใหญ่ใหม่ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยแนวคิดว่า อาจต้องมีการนำเสือโคร่งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เข้ามาปล่อยที่เขาใหญ่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อปรับสมดุลในระบบห่วงโซ่อาหาร และโครงสร้างในระบบนิเวศ

“แต่ทางกรมอุทยานฯ รวมทั้งนักวิชาการด้านสัตว์ป่า จะต้องศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบด้านที่สุด และมีมาตรการที่มั่นใจพอ จึงจะสามารถนำเสือโคร่งจากห้วยขาแข้งมาปล่อยที่พื้นที่เขาใหญ่ได้” รมว.ทส.พูดชัด

ในฐานะที่มีหน้างานอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก และผูกพันกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเสือประมาณ 200 ตัว ในจำนวนนี้อยู่ที่ห้วยขาแข้งราว 65-80 ตัว อีกประมาณ 40 ตัวอยู่บริเวณผืนป่าโดยรอบ ส่วนกลุ่มป่าอื่นๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติทับลาน ปางสีดา แก่งกระจาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีอยู่ราว 1-15 ตัวต่อแห่ง

“การที่จะเอาเสือโคร่งจากห้วยขาแข้งไปไว้ที่เขาใหญ่หรือผืนป่าอื่นที่มีความพร้อมจึงมีความเป็นไปได้ เนื่องจากตอนนี้ห้วยขาแข้งเองก็เป็นแหล่งกระจายพันธุ์ไปยังผืนป่าใกล้เคียง” ภาณุเดช เชื่อเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ข้างต้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปได้อย่างง่ายดาย นั่นเพราะแม้จะมีการย้ายไปแล้ว แต่เสือโคร่งก็ไม่สามารถที่จะอยู่รอดและขยายสายพันธุ์ได้ หากไม่มีการบริหารจัดการพื้นที่

ภาณุเดช บอกว่า หากเจ้าหน้าที่เขาใหญ่ยังไม่แก้ไขเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ที่ยังคงขาดประสิทธิภาพและมีข้อบกพร่อง ที่สุดแล้วเมื่อพื้นที่ไม่มีความพร้อม เสือก็จะหายไปอีกเช่นเดิม

“พื้นที่เขาใหญ่มีคนเดินเที่ยวป่ากันจนพรุนแต่การดูแลป่าของเจ้าหน้าที่เรียกได้ว่าน้อยมาก ซึ่งในเรื่องของการพบปะระหว่างคนกับเสือนั้น ปกติเสือโคร่งจะมีวิถีธรรมชาติที่จะหลีกเลี่ยงการเจอผู้คน แต่เขาใหญ่เป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คนกับเสือจะเจอกัน เพราะฉะนั้นต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอต่อการดูแลบริเวณโดยรอบด้วย เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย” ภาณุเดช ระบุ

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ บอกว่า แนวคิดเรื่องการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งเป็นการปฏิบัติ 2 แนวทาง หนึ่งคือดูแลพื้นที่เดิมให้ดี และสองดูแลเสือโคร่งให้ดี เพราะการดูแลคือสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสกระจายพันธุ์ออกไปยังพื้นที่ข้างเคียงโดยธรรมชาติ หากเป็นในสองแนวทางนี้ก็จะมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้นพื้นที่เขาใหญ่จึงยังไม่หมดหวังในเรื่องนี้

ดังนั้น วิธีที่ควรทำคือการฟื้นฟูดูแลพื้นที่กลุ่มป่าที่ยังมีเสืออยู่จนกว่าเสือจะเพิ่มจำนวนประชากรและขยายไปได้เอง เช่นเดียวกับที่กระจายไปในป่าโดยรอบห้วยขาแข้ง แต่อาจต้องช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติ และเรื่องแหล่งอาหารด้วย ซึ่งผืนป่าตะวันตกยังมีศักยภาพในการกระจายพันธุ์เสือโคร่งได้อีกมาก อีกทั้งมีพื้นที่รองรับ

“เรื่องย้ายเสือโคร่งไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการบริหารจัดการพื้นที่ว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับเสือโคร่งที่จะคืนกลับไปในพื้นที่มีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นการที่เราจะสามารถเพิ่มประชากรเสือโคร่งได้ตามเป้าหมายที่เคยรับปากไว้ในการประชุมนานาชาติไทเกอร์ซัมมิทเมื่อปี 2553 ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของรัฐและคนในประเทศ เพราะขณะนี้ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่าการพัฒนายังเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ด้วยการทำลายป่า สร้างเขื่อน ขุดเหมืองแร่ และตัดถนนผ่านป่า หากเป็นเช่นนั้นเป้าหมายเพิ่มประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยอีก 50% ภายใน 8 ปีข้างหน้า คงเป็นแค่ความฝัน” นักอนุรักษ์รายนี้ ระบุ

เมื่อเดือน ก.ย.2553 มีการจัดประชุมไทเกอร์ ซัมมิท ที่ประเทศรัสเซีย โดยกรมอุทยานฯ เคยเสนอแผนฟื้นฟูเสือโคร่งระยะยาว 10 ปี ซึ่งจะเพิ่มประชากรเสือขึ้น 50% ของจำนวนที่มีอยู่ในปี 2553 โดยเน้นที่กลุ่มป่าตะวันตก บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง แม่น้ำภาชี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่