‘พีมูฟ’ วอนต่ออายุ ‘สถาบันธนาคารที่ดิน’ หลังผลักดัน 8 ปี เหลือเวลาทำงานแค่ 4 เดือน

“พีมูฟ” ยื่นหนังสือ “จักรมณฑ์” ประธาน อ.ก.พ.ร. วอนพิจารณาต่ออายุ ‘สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน’ หลังได้บอร์ดเริ่มทำงานก่อนสถาบันฯ หมดอายุเพียง 4 เดือนเศษ

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2559 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ประมาณ 30 คน ได้เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อยื่นหนังสือถึง นายวิษณุ เครืองาม ประธาน ก.พ.ร. และ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวานิช ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาองค์การมหาชนและองค์กรรูปแบบอื่นในกำกับของราชการบริหารที่มิใช่ส่วนราชการ (อ.ก.พ.ร.) เรียกร้องให้ต่ออายุการดำเนินงานสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 8 มิ.ย.2559

นายดิเรก กองเงิน ประธานสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เปิดเผยว่า พีมูฟและเครือข่ายประชาชนได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดสถาบันฯ ตั้งแต่ปี 2550 โดยมีเป้าหมายเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ยั่งยืน และลดความเหลื่อมล้ำ จนกระทั่งเกิดเป็นรูปธรรมในปี 2553 เมื่อรัฐบาลได้จัดให้มีโฉนดชุมชน และจัดตั้งสถาบันฯ ขึ้นในปี 2554 มีเป้าหมายให้กระจายการถือครองที่ดินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสมและทั่วถึง พร้อมทั้งตั้งงบประมาณดำเนินงาน 690 ล้านบาท และระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี นับตั้งแต่พระราชกฤษฎีกามีผล

อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่ารัฐบาลขณะนั้นกลับไม่ได้ดำเนินการสรรหาแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการให้แล้วเสร็จ สถาบันฯ จึงไม่สามารถดำเนินการตามภารกิจได้ จนเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน จึงได้มีการสรรหาแต่งตั้งประธานและกรรมการจนครบถ้วน เมื่อวันที่ 31 ม.ค.2558 รวมถึงแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบัน ในวันที่ 8 ก.ย.2558 ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาการทำงานอีกเพียง 4 เดือนเศษเท่านั้น

“เพื่อให้สามารถดำเนินการตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเจตนารมณ์และเป้าหมายของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน จึงอยากขอความเห็นชอบในการสนับสนุนให้ขยายระยะเวลาการดำเนินงานของสถาบันฯ ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้รับทราบปัญหาและยืนยันว่าจะไม่ยุบโครงการนำร่องธนาคารที่ดินและโครงการโฉนดชุมชนแล้ว” นายดิเรก กล่าว

ด้าน นายประยงค์ ดอกลำไย ประธานมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และที่ปรึกษากลุ่มพีมูฟ กล่าวว่า หากไม่มีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานของสถาบันฯ ออกไป ผลกระทบจะเกิดขึ้นโดยตรงกับชาวบ้าน 538 ครัวเรือนใน 5 หมู่บ้านโครงการนำร่อง และอีกหลายพันครอบครัวที่รอดำเนินการอยู่ในโครงการถัดไป ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวบ้านหลายรายที่มีคดีติดค้างอยู่ในชั้นศาล อยู่ระหว่างรอรับความช่วยเหลือจากสถาบันฯ

“ทาง อ.ก.พ.ร.ให้เหตุผลว่าที่พิจารณายุบสถาบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาไม่เกิดผลงานใดๆ โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพเป็นหลัก แต่ไม่ได้มองถึงปัญหาที่ผ่านมาว่าเมื่อไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการได้ แล้วจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างไร ทั้งนี้ทางอนุกรรมการได้รับทราบถึงปัญหาแล้ว และยืนยันว่าจะนำเข้าที่ประชุมในวันที่ 26 ม.ค.นี้ ซึ่งทางเราก็จะจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะสถาบันนี้เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายของสิ่งที่รัฐบาลได้รับปากชาวบ้านไว้” นายประยงค์ กล่าว