เรือเล็ก 18 จังหวัด ค้าน พ.ร.ก.ประมง จี้ ‘บิ๊กตู่’ ปลดล็อกเขต 3 ไมล์ทะเล

เครือข่ายประมงพื้นบ้านกว่า 18 จังหวัด รวมตัวที่ศาลากลาง ยื่นหนังสือร้อง “บิ๊กตู่” ยกเลิก มาตรา 34 พ.ร.ก.ประมง เหตุจำกัดพื้นที่เรือเล็กแค่ 3 ไมล์ทะเล เสี่ยงเปิดศึกชิงทรัพยากรหนัก ด้าน ศปมผ. ระบุ กฎหมายเปิดช่องขยายได้ถึง 12 ไมล์ทะเล

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2559 กลุ่มเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านไม่ต่ำกว่า 18 จังหวัด ได้รวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดของตัวเอง เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลทบทวนการออก พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งส่งผลกระทบกับประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะมาตรา 34 ที่ห้ามชาวประมงพื้นบ้านออกไปทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง คือจำกัดพื้นที่ทำกินเพียง 3 ไมล์ทะเล

หนังสือดังกล่าว ระบุว่า การจำกัดพื้นที่เพียง 3 ไมล์ทะเลของชาวประมงพื้นบ้านที่มีจำนวนกว่า 80% ของชาวประมงทะเลทั้งหมด จะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างหนัก สร้างความขัดแย้งระหว่างชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งที่การทำประมงขนาดเล็กในเขตนอกชายฝั่งเป็นการประมงที่ไม่มีผลต่อทรัพยากรส่วนรวมของประเทศ ขณะที่ชาวประมงพาณิชย์ได้สิทธิทำการประมงไปจนถึงกว่า 200 ไมล์ทะเล

“จึงขอเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณายกเลิกมาตรา 34 ของ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 เพื่ออนุญาตให้ชาวประมงพื้นบ้าน เรือประมงขนาดเล็กของประเทศ สามารถทำการประมงในเขตนอกชายฝั่งได้เช่นเดิม” เนื้อหาในหนังสือ ระบุ

นายละม่อม บุญยงค์ ประธานกลุ่มประมงปากน้ำบ้านเรา กล่าวว่า เขต 3 ไมล์ทะเลของ จ.ระยอง นั้นไม่เหลือทรัพยากรใดแล้ว เนื่องจากผลกระทบจากอุตสาหกรรม ดังนั้นเรือประมงพื้นบ้านจึงออกไปจับปลานอกพื้นที่กันมานานแล้ว บางลำออกไปไกลถึง 10 ไมล์ทะเล การจำกัดดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมกับเรือประมงพื้นบ้าน จ.ระยอง ที่มีอยู่กว่า 3,000 ลำ และจะอยู่ไม่รอดจากกฎหมายนี้

นายต้อเหตุ คลองยวน ชาวประมงพื้นบ้าน จ.กระบี่ กล่าวว่า พ.ร.ก.ประมง มาตรา 34 จะทำให้เวลากว่า 20 ปีที่ชาวบ้านสู้เพื่อการอนุรักษ์สูญเปล่า เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านได้ต่อสู้เพื่อขยายเขตอนุรักษ์ในเขตอ่าวพังงาจาก 1,000 เมตรเป็น 3 ไมล์ทะเล อีกทั้งขยายเขตการห้ามอวนรุนอวนลากได้ถึง 12 ไมล์ทะเล ซึ่งนับตั้งแต่ที่ออก พ.ร.ก.ประมง ก็มีรายงานว่าพบเห็นเรืออวนรุนอวนลากเข้ามาในเขตอนุรักษ์นี้แล้ว

“ชาวบ้านที่นี่เคยมีรายได้จากหลายแหล่ง แต่พอยางพาราตกต่ำชาวบ้านจึงหันมาต่อเรือทำประมงกันเป็นหลัก ช่วยกันผลักดันให้มีเขตคุ้มครองปะการัง แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แต่ขณะนี้กำลังจะให้เราย้อนกลับเข้ามาแย่งกันจับปลาในพื้นที่ที่เราได้อนุรักษ์ไว้” นายต้อเหตุ กล่าว

ด้าน นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงมาตรา 34 เท่านั้นที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประมงพื้นบ้าน เพราะใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ การห้ามเรือที่ไม่มีสัญชาติทำการประมง ซึ่งนับรวมถึงเรือประมงพื้นบ้านลำเล็กลำน้อยที่กรมไม่จดทะเบียนให้ หรือการเหมารวมเรือประมงที่ใช้เครื่องมือทำลายล้างแต่มีขนาดไม่เกิน 10 ตันกรอส อยู่ในกลุ่มเดียวกับเรือประมงพื้นบ้าน

“บางส่วนก็เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เรือประมงพาณิชย์ อย่างเช่นเรื่องของบทกำหนดโทษที่ดูเหมือนจะมีค่าปรับสูง แต่ส่วนใหญ่อาจไม่สังเกตุว่าโทษจำคุกหรือการยึดเรือ ซึ่งเป็นโทษที่เรือประมงพาณิชย์กลัวที่สุดกลับหายไป ดังนั้นการจ่ายค่าปรับจึงเป็นเรื่องที่สบายมากกับเรือที่ทำเงินได้ครั้งละหลักแสนหรือหลักล้าน ต่างจากเรือประมงพื้นบ้านที่ได้อยู่ในหลักพัน พ.ร.ก.นี้จึงถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวของชาวบ้าน และหากที่สุดแล้วรัฐบาลเพิกเฉยกับการทบทวนกฎหมายนี้ เราคงจะเคลื่อนขบวนไปยัง กทม.ภายในไม่กี่วัน” นายวิโชคศักดิ์ กล่าว

ในขณะที่ พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กล่าวว่า ที่ประชุม ศปมผ.มีความห่วงใยในเรื่องนี้ และอยากให้เข้าใจว่าขณะนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่บังคับใช้จนกว่าจะมีการประกาศกฎกระทรวงออกมา รวมไปถึงจนกว่าจะมีการออกใบอนุญาติใหม่ให้ชาวประมงโดยคำนึงถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการจังหวัดที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อมาพิจารณาว่าจะบริหารจัดการการประมงแต่ละจังหวัดอย่างไร

“จะมีการเสนอระยะการทำประมงพื้นบ้านว่าสามารถทำได้เท่าใด ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 12 ไมล์ทะเล แต่ตอนนี้ก็ยังคงทำประมงตามปกติได้เหมือนที่ทำมา การบังคับใช้ยังอีกยาวไกล เพราะขณะนี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนโดยสมบูรณ์” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว