เมื่อชุมชนไม่สยบยอมต่อส่วนกลาง เปิดภารกิจบันได 9 ขั้นจัดการที่ดิน

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

“บ้านแม่คองซ้าย” และ “บ้านแม่ป่าเส้า” ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงดั่งเดิม ซึ่งถูกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทับเมื่อราวๆ ปี 2521 ส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัย ทำกิน และพึ่งพาป่าชุมชน ได้รับความเดือดร้อน ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ มีแผนจะอพยพชาวกะเหรี่ยงให้เข้ามาอยู่ในเมือง ซึ่งขัดแย้งกับวิถีชีวิตอันยาวนาน เป็นเหตุให้ไม่มีใครยินยอม

“บ้านโป่ง” ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างรุนแรง เนื่องจากถูกธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุกคาม มีนายทุนเข้ามากดดัน-บีบบังคับให้คนในพื้นที่จำใจขายเอกสารสิทธิทำกิน ก่อนจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นโฉนด ขณะที่ที่ดินซึ่งเอกชนซื้อไปนั้นก็ยังถูกทิ้งร้าง มีสภาพเป็นป่า บ่อทิ้งขยะ ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ชาวบ้านจึงต้องตัดสินใจเข้าใช้พื้นที่เพื่อการเกษตร

ว่ากันเฉพาะข้อกฎหมาย แน่นอนว่าชาวบ้านทั้ง 3 ชุมชน มีความผิดฐานบุกรุก แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทอื่นประกอบ เช่น การอยู่อาศัยก่อนถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หรือภาวะจำยอมเพราะไม่อาจต้านทานอำนาจทุนได้ คำตอบสุดท้ายก็จะไม่ใช่ความผิดฐานบุกรุกเสมอไป

แม้ว่าทั้ง 3 ชุมชน จะเดือดร้อนและต้องอยู่กันอย่างไม่รู้ชะตากรรม แต่ทั้งหมดก็ได้พิสูจน์ผ่าน “การจัดการที่ดินโดยชุมชน” จนเกิดเป็นรูปธรรมให้เห็นแล้วว่า เขาเหล่านั้นรัก ผูกพัน และหวงแหน ที่ดินทำกินมากเพียงใด

ชุมชนบ้านแม่คองซ้าย และบ้านแม่ป่าเส้า สองหมู่บ้านจากตำบลเดียวกันที่ต่างมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และทำการเพาะปลูกเพื่อการยังชีพเป็นหลัก ภายหลังถูกขับไล่จึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดการที่ดินด้วยการเรียนรู้จากภูมิปัญญาที่ผ่านการลองผิดลองถูก พัฒนาเป็นกฎกติกาอันเป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคมโดยรวม นำมาสู่การตั้ง “ป่าชุมชน” อย่างเป็นทางการ เพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน จนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวสำหรับการรักษาผืนป่าด้วยวิถีชีวิตและภูมิปัญญาถึง 2 ปี

จากการสำรวจคุณค่าทางเศรษฐกิจจากป่าชุมชนบ้านแม่คองซ้าย พบว่าชาวบ้านได้รับประโยชน์จากป่าและลำห้วยโดยเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท/ครอบครัว/ปี ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยที่สามารถประเมินมูลค่าได้เท่านั้น ไม่นับรวมถึงผลผลิตจากป่าที่ชาวบ้านแทบไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้ออาหาร บางครอบครัวใช้เงินเพียงเดือนละ 10 บาทซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน

ชุมชนบ้านโป่ง ภายหลังชาวบ้านกว่า 100 ครอบครัวตัดสินใจเข้าแผ้วถางที่ดินเอกชนรกร้างว่างเปล่า และนำมาจัดสรรใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างจริงจัง โดยการตั้งกลไกคณะกรรมการ 5 ชุดและกองทุนเพื่อพัฒนาส่วนกลาง ซื้อ-ขายที่ดิน หรือเพื่อกู้ยืมอีก 7 กองทุน พร้อมกฎระเบียบที่จะป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือไปสู่คนภายนอกชุมชน ทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวถึงปีละกว่า 4 ล้านบาท ไม่ติดกรอบนายจ้างลูกจ้าง ไม่ติดกรอบเวลา

ชุมชนบ้านแม่คองซ้าย บ้านแม่ป่าเส้า และบ้านโป่ง เป็น 3 ใน 35 ชุมชนต้นแบบ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ที่อยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมสิทธิการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของเกษตรกรรายย่อยภาคเหนือ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป (EU) ผ่านความร่วมมือระหว่างองค์กรอ๊อกแฟม และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการจัดการที่ดินโดยชุมชน ถูกถอดออกมาเป็น “ภารกิจบันได 9 ขั้น เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม” ซึ่งหัวใจสำคัญคือการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนที่จะเลือกหรือตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด บนความเท่าเทียม

สำหรับภารกิจบันได 9 ขั้น ประกอบด้วย 1.สร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการจัดการที่ดินโดยชุมชน คือต้องทำให้คนในชุมชนเกิดความพร้อมใจกัน ด้วยการร่วมวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ เรียนรู้แนวคิดและแนวทางจากประสบการณ์ของแต่ละคน กระทั่งเกิดมติข้อตกลงร่วมกันในการจัดการที่ดินของชุมชน

2.จัดทำระบบข้อมูลที่ดินทำกิน เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากขั้นแรก ข้อมูลจะประกอบด้วยข้อมูลชุมชน ข้อมูลสมาชิกรายครัวเรือน ขอบเขตที่ดินและทรัพยากรชุมชน ข้อมูลการถือครองที่ดิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบหากเกิดการบุกรุกเพิ่ม เพื่อระงับข้อพิพาทเรื่องขอบเขตทั้งกับชุมชนและรัฐ และยังจำเป็นสำหรับขอรับสิทธิชุมชนในอนาคตหากเกิดการรับรองสิทธิทางกฎหมาย

3.พัฒนากฎระเบียบและกลไกโครงสร้างคณะกรรมการ สรรหาคณะกรรมการผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม กำหนดโครงสร้างบทบาทหน้าที่และมีวาระของกรรมการที่ชัดเจน จัดทำกฎระเบียบโดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนมือที่ดิน การขยายขอบเขต การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน 4.จัดเวทีประชาคมในชุมชน เพื่อรองรับข้อมูล กฎระเบียบ และคณะกรรมการ ขั้นนี้มีขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่ได้ดำเนินการร่วมกัน

5.พัฒนาเครื่องมือเพื่อการจัดการที่ดินทั้งระบบ หรือ “โฉนดชุมชน” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้สมาชิกรู้ขอบเขตและจำนวนที่ดินของตัวเองชัดเจน อีกทั้งเป็นเอกสารที่ใช้ในการเปลี่ยนมือ ซื้อขาย หรือแม้แต่ค้ำประกันการกู้ยืมเงินในระหว่างชุมชน ต่อมาคือ “ธนาคารที่ดิน” จัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการเปลี่ยนมือของสมาชิก ที่การซื้อหรือขายที่ดินจะต้องผ่านธนาคารนี้ ป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือไปยังคนนอกชุมชน และสุดท้าย “จัดตั้งนิติบุคคล” เพื่อให้ชุมชนสามารถรับรองสิทธิในการจัดการที่ดินและทำนิติกรรมกับหน่วยงานราชการได้ หรือตั้งเป็นสหกรณ์หากต้องทำนิติกรรมกับเอกชน หรือตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรหากชุมชนตั้งอยู่ในที่ดินของรัฐ

6.สร้างความร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำความเข้าใจและร่วมกันผลักดันนโยบาย 7.พัฒนารูปแบบการใช้ที่ดินให้มีความสมดุลและยั่งยืน ตอบสนองเศรษฐกิจครัวเรือน กำหนดกฎระเบียบควบคุมการขยายขอบเขตที่ดิน เฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่า และสนับสนุนการผลิตเพื่อยังชีพ ระบบปลูกพืชแบบผสมผสาน รวมถึงเสริมความรู้และพัฒนาทักษะการเกษตรแบบยั่งยืน

8.เป็นศูนย์การเรียนรู้การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน เพื่อเผยแพร่ความรู้และขยายผลทางความคิด สู่ชุมชนที่ประสบปัญหาที่ดินที่ต้องการพัฒนา 9.ผลักดันกฎหมายและนโยบาย โดยร่างกฎหมายที่ต้องผลักดันเร่งด่วนมี 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม

ในฐานะผู้ประสานงานมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ประยงค์ ดอกลำไย อธิบายว่า ปัญหาที่ดินของเกษตรกรรายย่อยส่วนหนึ่งเกิดจากการที่รัฐไม่ควบคุมการถือครองกรรมสิทธิ์ของเอกชน เกิดการกว้านซื้อ กระจุกตัว และกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร กลายเป็นสินค้ามากกว่าปัจจัยสำหรับการผลิต

อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งเสริมการเกษตรเชิงเดี่ยวและเกษตรพันธะสัญญา ที่สร้างหนี้สินและการสูญเสียที่ดินแก่เกษตรกร และส่วนสุดท้ายคือการประกาศเขตป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์ ทับซ้อนกับที่ทำกินของชาวบ้านเดิม

“สุดท้ายแล้วผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้หลายชุมชนและชนเผ่าถูกจำกัดการพัฒนา ต้องอพยพโยกย้าย ถึงขั้นถูกจับดำเนินคดี หรือเรียกได้ว่าไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดินและใช้ทรัพยากรเพื่อดำรงชีพได้ตามปกติสุข ชาวบ้านจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อสร้างระบบจัดการที่ดินโดยชุมชน” ประยงค์ ระบุ