สำรวจ ‘ป่าบุญเรือง’ พื้นที่ตั้งนิคมฯ พบอุดมสมบูรณ์ทะลุเกณฑ์ 8 เท่า

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพิเศษ เฟส 2 ที่ จ.เชียงราย ภายในปี 2559 ครอบคลุมทุกตารางนิ้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ โดยเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ได้ชักชวนสื่อมวลชน 15 สำนัก ลงพื้นที่ “ป่าชุมชนบุญเรือง” ต.บุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งถูกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) พิจารณาใช้เป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม

ตามหนังสือราชการที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกให้ตั้งแต่ปี 2510 ระบุไว้ว่า ป่าบุญเรือง เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์เลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่ 3,021 ไร่ แต่ข้อเท็จจริงจากภาพถ่ายทางอากาศปี 2558 พบว่าผืนป่าชุ่มน้ำแห่งนี้ มีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 3,700 ไร่ ขณะที่ตัวแทนจังหวัดต้องการขอใช้พื้นที่จำนวน 1,757 ไร่ เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม รองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ถูกจังหวัดเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ มีมติเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพิกถอนสถานะที่ดินให้กลายเป็น “ที่ราชพัสดุ” ก่อนจะให้ กรมธนารักษ์ เข้ามาบริหารจัดการ เช่นเดียวกับที่ดำเนินการไปแล้วใน อ.แม่สอด จ.ตาก

ในมุมมองของภาครัฐแล้ว พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศ ไม่ได้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ได้เป็นป่าไม้ถาวร ข้อมูลที่ระบุไว้เป็นเพียงที่ดินสาธารณประโยชน์เลี้ยงสัตว์ มากไปกว่านั้นรัฐยังได้รับข้อมูลว่าผืนป่าผืนนี้เป็น “ป่าเสื่อมโทรม” เหมาะที่จะนำมาจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม

ทว่า ข้อมูลที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษรายงานของรัฐกลับย้อนแย้งกับสภาพความเป็นจริง

ผลการศึกษาของกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำอิงและภาคีเครือข่าย อาทิ สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและอาเซียน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) พบว่า ป่าชุมชนบุญเรืองมีระบบนิเวศย่อยที่หลากหลาย สามารถแบ่งสังคมพืชได้ 3 ประเภท โครงสร้างป่ามีความสมบูรณ์ มีต้นไม้กระจายครบทุกชั้นความโต มีความหนาแน่นเฉลี่ย 122 ต้นต่อไร่ มากกว่าเกณฑ์ภายใต้นิยามป่าเสื่อมโทรมถึง 8 เท่า อีกทั้งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญถึง 17,247 ตันเหนือดิน มีอัตราการทดแทนลูกไม้และไม้หนุ่มที่สูงในอัตรา 2,204 และ 835 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ

นอกจากนี้ พื้นที่ป่าบุญเรืองยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเชื่อมต่อกับลำน้ำอิง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง จึงพบระบบนิเวศย่อยอีก 8 ประเภท ได้แก่ ฮ่อง ห้วย ดอน วัง ญ่าน หาดทราย หนอง และบวก ที่ทำให้พบความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ทั้งพืช สัตว์ป่า และปลา รวมอย่างน้อย 271 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ “เสือปลา” ที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ยังไม่นับรวมถึงพรรณพืชอีกอย่างน้อย 102 ชนิด ที่ชุมชนได้อาศัยพึ่งพิงเก็บหา

ป่าชุมชนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปีนี้ยังเป็น “พื้นที่ชุ่มน้ำ” โดยสภาพ อีกทั้งเป็นป่าชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่สุด “ในลุ่มน้ำอิง” ซึ่งนอกจากชาวบ้านจะใช้ประโยชน์เรื่องการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เก็บของป่าได้ตลอดทั้งปีแล้ว พื้นที่ดังกล่าวยังเป็น “พื้นที่รับน้ำ” หรือแก้มลิงตามธรรมชาติในช่วงหน้าน้ำ ที่มีการคำนวณว่าหากน้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่ป่าบุญเรืองในระดับสูง 1 เมตร ป่าชุมชนจะช่วยรับน้ำถึง 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากพื้นที่ดังกล่าวต้องแปรสภาพกลายเป็น “นิคมอุตสาหกรรม” นอกจากปัญหามลพิษและสารเคมีที่จะไหลลงแม่น้ำอิงและแม่น้ำโขงแล้ว การสร้างนิคมฯ หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ กั้นขวางทางน้ำ น้ำปริมาณมหาศาลก็จะต้องไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน และเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ อ.เชียงของ อย่างแน่นอน

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า แม้พื้นที่ป่าบุญเรืองจะไม่ได้อยู่ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับประเทศ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโดยธรรมชาติ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2552 ได้นิยามพื้นที่ชุ่มน้ำครอบคลุมนอกเหนือจากที่ประกาศไว้ในทะเบียนฯ คือรวมถึงหนองน้ำ บึง ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่น้ำท่วมขัง ทะเล ชายฝั่งชายหาดด้วย

“ถ้าดำเนินการในพื้นที่แห่งนี้จะขัดต่อมติ ครม.ซึ่งห้ามหน่วยงานใดๆ ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเด็ดขาด ต้องสงวนไว้เพื่อเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ” หาญณรงค์ กล่าว

จากการเดินสำรวจป่าบุญเรือง ทำให้ได้พบว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่นอกเหนือไปจากการศึกษาที่อธิบายไว้ เมื่อชาวบ้านได้พาคณะมาหยุดอยู่ที่กอไผ่ใหญ่ขนาดใหญ่กว่า 34 คนโอบ พร้อมเล่าว่าป่าบุญเรืองมีกอไผ่ใหญ่แบบนี้มากมาย ที่ทุกปีจะแตกหน่อและเจริญเติบโตขยายวงออกไปเรื่อยๆ ชาวบ้านก็จะอาศัยเก็บผักป่าและหน่อไม้ไปทำอาหาร หากเก็บได้มากจึงจะแบ่งขายภายในหมู่บ้าน ทำให้ตลอดทั้งปีชาวบ้านไม่เคยขาดแคลนอาหาร เพราะพืชเหล่านี้จะหมุนเวียนกันผลิดอกออกผล

“ชาวบ้านจะไม่ล้มต้นไม้ใหญ่ จะตัดเพียงแต่กิ่งไปใช้เท่านั้น ทุกคนจะไม่จับปลาในเขตอนุรักษ์ เราอยากรักษาป่าไว้ให้อยู่คู่กับชุมชน ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ชาวบ้านร่วมกันสู้จะสำเร็จหรือไม่ แต่จะขอสู้ด้วยการอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่เคยคิดจะทำลายป่าผืนนี้ จะสู้ถึงที่สุด แม้ว่ารัฐจะใช้กฎหมายสู้กับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านยืนยันจะสู้ด้วยการอนุรักษ์” สงวน ยอดวิเศษ ชาวบ้านหมู่ 2 ต.บุญเรือง ย้ำในความหนักแน่น

บุญช่วย การะหัน อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 เล่าเสริมว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านได้มีการจัดพิธีบวชป่าบุญเรือง ซึ่งมีการวางกติกาชุมชนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์จากป่า โดยมีโซนฟื้นฟูรอบหนองบัวให้เป็นวนเกษตร โซนอนุรักษ์เสือปลา โซนวังอนุรักษ์พันธุ์ปลา และเตรียมจัดการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และนิเวศวัฒนธรรม ระบบนิเวศป่าชุ่มน้ำ ที่จะอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากร ซึ่งจะเป็นมาตรการในการดูและอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อเตรียมขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับชาติตามความตั้งใจของชุมชนในการปกป้องป่าบุญเรือง

ด้าน เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลอาจกำลังเข้าใจอะไรผิดระหว่างที่ดินราชพัสดุที่เป็นของราชการ กับพื้นที่สาธารณประโยชน์ของประชาชนที่ต้องการเก็บไว้ใช้ประโยชน์ สืบทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

“หลายที่มีการชี้แจงว่าประชาชนไม่มีสิทธิในพื้นที่หลวง แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่านี่ไม่ใช่ที่หลวงแต่มันเป็นที่ชาวบ้าน หลวงมีหน้าที่คุ้มครองตามกฎหมายไม่ให้มีใครเอาที่ชาวบ้านไปทำประโยชน์ของตัวเอง คือจะต้องเข้ามาช่วยไม่ให้เกิดขึ้น แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าหลวงกำลังจะเอาที่ชาวบ้านไปใช้เอง ซึ่งลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่” อาจารย์เดชรัต กล่าว