‘บีโอไอ’ ศก.พิเศษ ทำชาติเสียประโยชน์ ‘เดชรัต’ ระบุ ทิศทางเชียงรายคือเกษตร

นักเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตร เผย มาตรการบีโอไอรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำประเทศเสียผลประโยชน์ยับ ระบุ ลงทุน 2.8 แสนล้าน เกิดการจ้างงานเพียง 5.5 หมื่นคน “อาจารย์เดชรัต” อ้างตัวเลขยืนยัน จ.เชียงราย ต้องทำการเกษตรเหมาะสมที่สุด

เวทีเสวนาเรื่อง “เข็นเขตเศรษฐกิจพิเศษปั๊มจีดีพี แลกฐานทรัพยากร-วิถีชุมชน ?” เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ภายในงานเปิดตัวโฮงเฮียนแม่น้ำของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย มีชาวบ้าน นักวิชาการ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมกว่า 50 คน

สำหรับเวทีดังกล่าวจัดขึ้นภายหลัง อ.เชียงของ ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่รองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในเฟส 2 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการภายในปี 2559 โดยล่าสุด จ.เชียงราย ได้นำเสนอพื้นที่ป่าชุ่มน้ำบุญเรือง ต.บุญเรือง อ.เชียงของ ขนาด 3,021 ไร่ สู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ ในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มีโอกาสได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ภายหลังธนาคารโลกออกมาระบุว่าประเทศไทยสูญเสียต้นทุนจากนโยบายเศรษฐกิจพิเศษที่แพงเกินไป โดยพบว่าประเทศไทยเสียประโยชน์จากการยกเว้นภาษีถึงปีละ 2.8 แสนล้านบาท แต่กลับทำให้เกิดการจ้างงานได้เพียง 5.5 หมื่นคนเท่านั้น

“นั่นหมายความว่ารัฐบาลสูญเสียเงินไป 5 ล้านบาทต่อการสร้างแรงงานหนึ่งคน ในขณะที่แรงงานเหล่านั้นมีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 แสนบาท เท่ากับว่ารัฐยอมสูญรายได้ 2.8 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างรายได้จากการจ้างงานเพียง 1.1 หมื่นบาทต่อปี จึงสามารถสรุปได้ว่าเราสูญเสียประโยชน์ไปประมาณ 25 เท่า” นายเดชรัต กล่าว

นายเดชรัต กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีความคิดกันว่าภาคการเกษตรของไทยเริ่มถดถอย แต่หากพิจารณาข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2550-2555 รวมระยะเวลา 5 ปี พบว่าการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่ทำเงินได้สูงสุดของ จ.เชียงราย คือกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี มากกว่าภาคการค้าและการบริการ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ภาคการเกษตรจึงมีบทบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ใน 3 ของรายได้ส่วนอื่น ฉะนั้นความคิดเดิมที่เชื่อว่าต้องทำนิคมอุตสาหกรรมจึงจะพัฒนานั้น ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

“การออกแบบของรัฐเป็นแบบเหมารวม ไม่ได้ขบคิดปัญหาของพื้นที่ ซึ่งจากที่ผมได้สำรวจความคิดเห็นเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี ใน จ.เชียงราย จำนวน 2,000 คนว่าอยากให้มีสิ่งใดในจังหวัด พบว่าเกินกว่า 50% อยากให้มีสวนสัตว์หรือพิพิธภัณธ์สัตว์น้ำ รองลงมาคือตลาดนัดหรือถนนคนเดิน ในขณะที่ความต้องการนิคมอุตสาหกรรมเท่ากับศูนย์ ส่วนเศรษฐกิจพิเศษมีเพียง 2% เท่านั้น ดังนั้นรัฐจึงไม่ควรมองภาพที่ตอบโจทย์คนกลุ่มเดียว” นายเดชรัต กล่าว

นายเดชรัต กล่าวย้ำอีกว่า ศักยภาพของเชียงรายคือภาคการเกษตรที่ติดอันดับ 10 ของประเทศ แต่ปัญหาสำคัญคือในขณะที่ภาคเกษตรเติบโต แต่สัดส่วนความยากจนกลับลดลงช้าเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ โดยมีสัดส่วนคนยากจนอยู่ที่ 24.5% หรือ 1 ใน 4 โจทย์ที่ถูกต้องจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีคนเชียงรายถึงประมาณ 40% มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งรายจ่ายเกินกว่าครึ่งก็คือค่าอาหาร

“ข้อเท็จจริงทางเศรษฐศาสตร์แปลว่าเราไปไม่รอด แต่กลับไม่เคยพูดกันเรื่องนี้ ไปปั่นแต่ตัวเลขจีดีพีที่คนไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าการพัฒนาของเชียงรายควรจะตั้งอยู่บนฐานการเกษตร แต่ไม่ใช่การเกษตรที่เน้นการเติบโตทางด้านรายรับอย่างเดียว ให้ตั้งบนฐานของการเกษตรที่จะลดรายจ่ายด้วย นั่นคืออาหารที่เขาผลิตนั่นเอง ทำอย่างไรให้เกิดการผลิตและกระจายสินค้าในพื้นที่ได้ดีขึ้น ในระดับจังหวัดไปจนถึงข้างเคียง” อาจารย์เศรษฐศาสตร์ กล่าวสรุป

นอกจากนี้ นายเดชรัตยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของ จ.เชียงราย พบว่ามีป่าสมบูรณ์หลายแห่ง มีปริมาณน้ำฝนสะสมตลอดปีสูงที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ดังนั้นจึงไม่ควรเพิ่มพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อทำลายความมั่นคงดังกล่าว

นายสงวน ช่อนกลิ่นสกุล ผู้แทนหอการค้า อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า อ.เชียงของเป็นอำเภอเล็กๆ ที่มีศักยภาพในการค้าขายระหว่างชายแดนมากกว่า อ.แม่สาย หรือ อ.เชียงแสน เนื่องจากอยู่ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ส่วนตัวเชื่อว่าคน อ.เชียงของ ต้องการการพัฒนา แต่การพัฒนานั้นๆ ต้องมีความเหมาะสมกับพื้นที่

“ทุกวันนี้ช่องทางการค้าขายของคนในพื้นที่ลดน้อยลง ที่สำคัญยังต้องมาแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ค้ารายเล็กๆ กลับหดตัวลงเรื่อยๆ และคนชายแดนก็จะได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก”นายสงวน กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้ให้สิทธิชุมชนในการรักษาประเพณีและทรัพยากรธรรมชาติไว้ อย่างในกรณีของป่าบุญเรืองรัฐก็ควรให้สิทธิแก่ชาวบ้านได้ตัดสินใจเลือกแผนพัฒนาเองตามมติของชุมชน เพราะเขามีความตั้งใจในการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศแล้วว่าทั่วโลกต้องมีแผนการพัฒนาประเทศอย่างยังยืน ซึ่งล่าสุดการประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ย้ำชัดเจนว่าทุกประเทศต้องเร่งฟื้นฟูธรรมชาติ ที่สูญเสียและเสื่อมโทรมไปจากการทำธุรกิจที่ส่งผลกกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจไทยเองก็ต้องทันโลกบ้าง ด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชน เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และต้องไม่เพิ่มธุรกิจใดๆ ที่ละเมิดสิทธิชุมชน

“ท่านนายกรัฐมนตรีต้องระวังการจะพัฒนาอะไรทันที โดยที่ยังไม่ได้เตรียมการรองรับไว้ เขตเศรษฐกิจพิเศษเองก็ยังไม่รู้ว่าใครจะมาลงทุนในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้ ยังไม่มีการเตรียมตัวประชาชนให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ แต่กลับจะยกพื้นที่ที่ชุมชนรักษาไว้ให้กับเอกชนไปอย่างง่ายดาย นายกฯจะคืนความสุขแก่ประชาชนต้องคิดถึงในแนวนโยบายด้วย” นางเตือนใจ กล่าว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า ความสำคัญของการเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น อยู่ที่คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้หรือไม่ และได้เคยศึกษาอย่างดีแล้วหรือยังว่าต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งเหตุผลที่เชียงของไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ก็เพราะลักษณะพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาบด้วยภูเขาสองลูก ที่จะเกิดผลกระทบมหาศาลหากมีการปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรม อีกทั้งเชียงของมีพื้นที่เพาะปลูกที่ยอดเยี่ยม มีอากาศที่ดี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นเมืองทองที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาได้ไม่ยาก

“ทำไมไม่พัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นเมืองพักผ่อนที่มีอากาศดี ทำไมไม่ขยับเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบนี้ เมืองที่เขาไม่มีเขาก็อยากได้ แต่เมืองที่มีอยู่แล้วกลับจะเอาไปทำอย่างอื่น ถ้าเข้ามาปรับรูปแบบใหม่แต่ไม่ทำลายของเดิมยังพอว่า นี่ทำลายของเดิมแล้วยังไม่รู้ว่าของใหม่จะไปรอดด้วยหรือเปล่า เคยมีแล้วหรือตัวอย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ประสบความสำเร็จ การพัฒนาที่ถูกต้องคือการพัฒนาตามต้นทุนที่ท้องถิ่นมีอยู่” นายนิวัฒน์ กล่าว

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ข้อผิดพลาดหนึ่งของรัฐคือการที่คนทำงานไม่เคยมีความเข้าใจ และคนที่มากำหนดก็ไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ เมื่อทรัพยากรมีค่าขึ้นทุกวัน สิ่งที่กลัวที่สุดจึงเป็นความย้อนแย้งของรัฐบาลที่ไม่มีการทำงานแบบบูรณาการกัน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องลงมาพูดคุยและเข้ามาเห็นความเป็นจริง เพราะบอกได้เลยว่าการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นจะสร้างความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ