‘เหมืองทองคำ’ ยื่นฟ้องเยาวชน ม.4 ทนายชุมชน ซัด อย่าใช้ศาลข่มขู่เด็ก

… ขวัญชนก เดชเสน่ห์

แม้จะมีเสียงทักท้วง ขมขู่ คุกคามจากผู้ใหญ่บางกลุ่ม ซึ่งไม่ต้องการให้เยาวชน เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม จัดค่าย “เยาวชนฮักบ้านเจ้าของ” ตอนนักสืบลำน้ำฮวย แท้ๆ แน๊ว ณ วัดโนนสว่าง บ้านนาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย

ทว่าที่สุดแล้ว ค่ายเยาวชนซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จาก 6 หมู่บ้านรอบลำนักฮวย ก็เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค.2558

ประสบการณ์ตรงที่เยาวชนอายุ 14-15 ปี ได้รับจากค่าย ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว นำเสนอผ่านรายการ “นักข่าวพลเมือง” ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2558

เนื้อหาของสารดีสั้น ฉายภาพการเรียนรู้ในประเด็นสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญา ซึ่งช่วยให้เยาวชนได้รู้จักตัวตน รู้จักชุมชน และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับตัวเอง รวมถึงเชื่อมโยงเยาวชนกับผู้ใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว

อย่างไรก็ดี เรื่องราวที่นำเสนอไม่ได้ระบุเพียงแค่ความรู้และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ภายในค่าย แต่ยังได้กล่าวถึงลำน้ำฮวย โดยเยาวชนนักข่าวพลเมืองรายงานถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ว่า ลำน้ำฮวยมีสารปนเปื้อนใช้กินไม่ได้

เป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2558 บริษัททุ่งคำ จำกัด ในฐานะเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย ยื่นฟ้องไทยพีบีเอสและผู้ดำเนินรายการช่วงข่าวพลเมืองและผู้บริหารองค์กร รวม 5 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50 ล้านบาท และขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามไทยพีบีเอสประกอบอาชีพโทรทัศน์เป็นเวลา 5 ปี

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีความกังวลจากประชาชนในพื้นที่ว่าบริษัทจะฟ้องดำเนินคดีต่อเยาวชนผู้รายงานข่าวชิ้นนี้ด้วย เนื่องจาก สุภาพ พรมมณี ผู้ใหญ่บ้านภูทับฟ้าพัฒนา พร้อมกับผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวแทนบริษัททุ่งคำ ไปพบเยาวชน

“ต้องการให้เยาวชนไปแจ้งความไว้เพื่อกันตัวเป็นพยานในศาล เพราะจะมีการฟ้องร้องคนที่จัดค่ายครั้งนี้ทุกคน รวมถึงผู้ประกาศข่าว และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสด้วย หากเยาวชนไม่ไปแจ้งความตามที่แนะนำ ก็จะต้องถูกฟ้องร้องไปด้วย” คือสาระคำสัญในวงสนทนา

จากการพูดคุยกับเยาวชนและครอบครัว พบว่าทั้งหมดล้วนแต่มีความกังวลและสภาพจิตใจค่อนข้างแย่

“ตอนแรกก็ตกใจมาก ร้องไห้ ทำอะไรไม่ถูก ยิ่งตอนที่ผู้ใหญ่บ้านมาถ่ายรูปไปก็ยิ่งกลัว แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด จึงจะไม่ไปแจ้งความตามที่บอก” เยาวชนรายหนึ่ง เปิดเผยความรู้สึก

ผู้ปกครองของเยาวชนรายหนี่ง เล่าว่า ตอนแรกก็เป็นกังวลกลัวว่าลูกจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่โรงเรียนด้วย แต่ก็ได้กำลังใจจากทางเพื่อนบ้าน และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ทยอยมาให้กำลังใจกันเยอะมาก ก็มีกำลังใจขึ้นมา ลูกเองก็ได้กำลังใจจากพี่ๆ เพื่อนๆ เยอะด้วยก็เห็นว่าสบายใจขึ้นแล้ว

จนกระทั่งวันที่ 27 พ.ย.2558 ที่ความกังวลต่างๆ กลายเป็นความจริง เมื่อบริษัททุ่งคำตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดีกับเยาวชนในคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท ต่อผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เลย โดยในวันที่ 14-15 ธ.ค.ที่ผ่านมา สถานพินิจฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามเยาวชนและผู้ปกครอง ก่อนจะมีการพิจารณาหาเหตุสมควรให้ผู้เสียหายฟ้องหรือไม่

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจคนในพื้นที่อย่างรุนแรง หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าวภายหลังเหตุการณ์นี้ว่า เราต่อสู้จนตอนนี้เหมืองถูกปิดเพื่อฟื้นฟู แต่เราจะเรียกร้องไปจนให้ปิดเหมืองถาวร

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2558 ชี้แจงว่า การนำเสนอข่าวสารของเยาวชนเป็นไปอย่างชอบธรรม และขอให้บริษัทฯ ทบทวนการฟ้องร้องเยาวชนครั้งนี้

ข้อความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า หากบริษัททุ่งคำ จำกัด ไม่มีเจตนาอื่นใดนอกเหนือจากการรักษาสิทธิ์ของบริษัทฯ การดำเนินการฟ้องร้องไทยพีบีเอสในฐานะองค์กรซึ่งมีผู้บริหารรับผิดชอบเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็น่าจะเพียงพอ และเพื่อไม่ให้บริษัทถูกสังคมมองว่ามีเจตนาอื่นแอบแฝง จึงเสนอให้บริษัททุ่งคำ จำกัด ทบทวนการฟ้องร้องเยาวชนนักข่าวพลเมือง ซึ่งเป็นเพียงนักเรียนชั้น ม.4 ให้เหลือเฉพาะในส่วนของไทยพีบีเอสและคณะ

(อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://drive.google.com/file/d/0B4SkEpstXF9qTkxXb3ZaZ3pEanc/view?usp=sharing)

จากกรณีดังกล่าว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน ในฐานะทนายความฝ่ายชาวบ้านและเยาวชน กล่าวว่า ขณะนี้เยาวชนยังคงมีกำลังใจดี เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่เขาสื่อสารออกไปเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และทำไปเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรในชุมชน แต่ก็ยอมรับว่าผู้ปกครองมีความกังวลเป็นอย่างมาก

ส.รัตนมณี กล่าวต่อไปว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสื่อสาธารณะควรได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเด็ก เมื่อสิ่งที่พวกเขาทำคือการจัดค่ายสิ่งแวดล้อมที่ความเป็นจริงควรมีการส่งเสริม ไม่ใช่ใช้กระบวนการศาลเพื่อข่มขู่ให้เด็กหวาดกลัว หรือถ้าข้อความใดที่เด็กสื่อสารออกไปแล้วเห็นว่าเกินเลย ก็ควรใช้วิธีการพูดคุยกัน

ความขัดแย้งระหว่างเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย กับประชาชนในพื้นที่ กินเวลายาวนานมากว่า 8 ปี มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นหลายคดี โดยภายในปี 2558 เพียงปีเดียว บริษัททุ่งคำฯ ฟ้องร้องชาวบ้าน 6 คดี อาทิ ฟ้องหมิ่นประมาทเลขานุการกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ฟ้องแพ่งต่อชาวบ้าน 10 คน เรียกค่าเสียหายหลายสิบล้านบาท รวมทั้งฟ้องประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นความจริงอีกด้าน ซึ่งก็คือราคาที่เยาวชนและชุมชนคนรักษ์บ้านเกิดต้องจ่าย ?

ขอบคุณภาพจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส