MRC เสือกระดาษแห่งลุ่มน้ำโขง

ภาพโดย: Duc Tam

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร /ศิริวรรณ หมินหมัน

พัฒนาการของปัญหาแปรผันตามระยะเวลาที่ทอดยาวออกไป ทุกวันนี้ชาวบ้านริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ความยาว 4,909 กิโลเมตร พาดผ่าน 6 ประเทศ กินพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 8 แสนตารางกิโลเมตร กำลังประสบปัญหาจากโครงการก่อสร้างเขื่อน

ปัจจุบันประเทศท้ายน้ำไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าประเทศต้นน้ำจะเปิด-ปิด ประตูเขื่อนเมื่อใด จึงไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่น้ำขึ้น-ลง ตามฤดูกาล

ตลอดระยะเวลาของการบ่มเพาะปัญหา ชื่อของ “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” (Mekong River Commission : MRC) ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยองค์กรดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะเป็นกลไกในการแก้ปัญหา-ประสานข้อมูลของแต่ละประเทศไทย

ทว่า ข้อเท็จจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

MRC ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2538 ผ่านการลงนามใน “ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน” ร่วมกัน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ขณะที่ประเทศต้นน้ำอย่าง จีน รวมถึง พม่า กลับไม่ให้ความร่วมมือ

ที่จริงแล้ว แนวคิดความร่วมมือการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2500 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ก่อตั้ง “คณะกรรมการแม่น้ำโขง” (Mekong Committee : MC) แต่ภายหลังกัมพูชาขอถอนตัว จึงเปลี่ยนเป็น “คณะกรรมการแม่น้ำโขงชั่วคราว” (Interim Mekong Committee: IMC) ก่อนจะกลับมาเข้าร่วมอีกครั้งและกลายเป็น MRC ในปัจจุบัน

นั่นเท่ากับว่า เป็นเวลาเกือบ 60 ปี ที่มีความพยายามบริหารจัดการและดูแลทรัพยากรน้ำบนลุ่มแม่น้ำโขง

สำหรับประเทศไทยเองก็มี “คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย” (Thai National Mekong Committee: TNMC) คณะกรรมการระดับประเทศ ที่จะเป็นผู้กำหนดบทบาทและท่าทีของประเทศไทยที่เสนอต่อ MRC ซึ่งมี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

ทว่า หน่วยงานดังกล่าวค่อนข้างจะไม่เป็นที่รู้จัก และตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ปัญหาแม่น้ำโขงทวีความรุนแรงขึ้น TNMC ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทและหน้าที่อย่างหนัก โดยเฉพาะคำปรามาสว่าเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ที่ไม่มีความสำคัญอะไร

รศ.ชัยยุทธ สุขศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ TNMC อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือ MRC อยู่ในกรอบของการใช้ประโยชน์ทรัพยากร เพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศในยุคที่เพิ่งผ่านพ้นสงคราม ดังนั้นมิติเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้อยู่ในบริบทของการร่างข้อตกลงในยุคนั้น และกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดปัจจุบัน

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีความพยายามพูดคุยกรอบความร่วมมือใหม่ โดยยึดหลักการที่ยั่งยืน การป้องกันไว้ก่อน หรือมิติใหม่ๆ ที่จะเข้ามาอยู่ในการพัฒนา แต่ก็ยังอยู่เพียงในกระบวนการเรียนรู้เท่านั้น ที่สำคัญกรอบข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงกรอบของความร่วมมือ ไม่ใช่ระเบียบที่ใช้บังคับสมาชิก ดังนั้นหลายสิ่งหลายอย่างจึงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

“MRC มีสมาชิกเพียง 4 ประเทศ เราจะไปตัดสินด้วยเสียงข้างมากก็คงไม่ได้ เมื่อมีการเสนอเรื่องใดแล้วมีประเทศที่ไม่เห็นด้วย ก็ต้องกลับไปศึกษาและทำแผนกันใหม่อีกครั้ง จนกว่าจะเจอจุดที่ลงตัว” รศ.ชัยยุทธ อธิบายเพิ่มเติม

นักวิชาการรายนี้ บอกอีกว่า เช่นเดียวกับที่อีก 2 ประเทศซึ่งอยู่ต้นน้ำ มองไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเข้าร่วมกับ MRC ที่ดูแล้วไม่สามารถสร้างประโยชน์ใดๆ กับตัวเองได้ เพราะฉะนั้นหากต้องการความร่วมมือจากประเทศเหล่านี้ เราก็ต้องเชื่อมโยงกับข้อเสนออื่นด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาต้องฟังเรา

อย่างไรก็ตาม หากจะวิพากษ์อย่างรุนแรงว่า MRC ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ก็ดูจะไม่ยุติธรรมเท่าใดนัก เพราะโครงการที่เป็นรูปธรรมก็มีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อาทิ การจัดตั้งศูนย์วิจัยพันธุ์ปลา การตั้งข้อกำหนดการเดินเรือ หรือแนวทางการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แต่ละประเทศล้วนเห็นตรงกันว่าเป็นประโยชน์แก่ประเทศอื่นๆ และตัวเองด้วย

สุรชัย ศศิสุวรรณ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า การทำข้อตกลงในแต่ละเรื่องนั้นไม่ง่าย เหมือนกับกฎหมายไทยที่ในหลายครั้งมีหลักเขียนไว้ แต่กฎหมายลูกกลับไม่เกิดขึ้น

วิจารณ์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แสดงความคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนา MRC ว่า กรอบลุ่มแม่น้ำโขงกับการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องแก้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะขณะนี้ยังมีอีก 2 ประเทศที่ยังไม่เข้าร่วม ขณะที่การทำงานของอีก 4 ประเทศ ก็ยังครึ่งๆ กลางๆ ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายของตัวเอง คำถามคือจะทำอย่างไรให้เป้าหมายทุกฝ่ายสอดคล้องร่วมกัน ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่อยากฝากไว้คือ TNMC ต้องทำหน้าที่ของตัวกลาง รวบรวมข้อมูลรอบด้าน และมีแผนงานที่ชัดเจน เพื่อหาเป้าหมายที่ตรงกันของ MRC กับของประเทศ นำมาทำให้เกิดผลเป็นกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่สามารถกำหนดกรอบงานให้ชัดเจนต่อไป” อธิบดี คพ. กล่าว

ขณะที่ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทส. และประธาน TNMC ระบุว่า ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำหรือยุทธศาสตร์ใดๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยอมรับความแตกต่างทางด้านความคิด และสถานการณ์การพัฒนาตามสภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง