ใจกลางความเศร้า โรงไฟฟ้าไทยกับอนาคตชาวมะริด

… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

แม้ล่วงเลยมาร่วม 3 เดือนเศษแล้ว แต่ภาพจำยังคงเด่นชัด สะกดความรู้สึกราวกับมีมนต์ขลัง

กับข้าว 3-4 อย่าง รสชาดไม่คุ้นชิน พร้อมสรรพด้วยน้ำส้มหวานปะแล่ม ล้อมวงกันบนบ้านไม้ใต้ถุนสูง ท่ามกลางฝนโปรยในช่วงบ่ายแก่ค่อนไปทางเย็น

รอยยิ้มแตะแต้มทานาคามีเพียงพอสำหรับผู้มาเยือนอย่างไม่มีตกหล่น ขนาดของหัวใจชาวบ้านหมู่บ้านมาว ชอว์ง เมืองมะริด ประเทศพม่า กว้างใหญ่เฉกเช่นแม่น้ำตะนาวศรีที่ปรากฏเป็นฉากอยู่เบื้องหลัง

เป็นเวลาหลายอึดใจทีเดียวกว่าคณะสื่อมวลชนโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารสุขภาวะชุมชนข้ามพรมแดนจะเดินเท้าฝ่าปลักโคลนมาถึงหมู่บ้าน คะเนหยาบๆ ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง

ที่แห่งนี้สะพรั่งด้วยท้องนาเขียวสด สุดทางเดินตัดขวางด้วยแม่น้ำใหญ่ไหลเอื่อย เทือกเขาเรียงรายประดับประดา ตลอดเส้นทางงดงามเสมือนหนึ่งภาพฝัน

แต่แล้วจินตนาการก็พังครืน เมื่อใครบางคนพูดขึ้นว่า “โรงไฟฟ้าขนาด 2,640 เมกะวัตต์ กำลังจะเกิดขึ้น”

โรงไฟฟ้ามะริดจะตั้งทับลงกลางชุมชนบนเนื้อที่ขนาด 3,000 เอเคอร์ ประเมินกันว่าชาวบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และไม่เคยพึงพิงไฟฟ้าเพื่อการดำรงอยู่ ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นชีวิต จะต้องระหกระเหิน

นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นประสงค์โดยแท้ของกลุ่มทุนสัญชาติไทย

“ถ้าไม่มีไฟฟ้าเราอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีที่ดิน ไม่มีที่นา ไม่มีปลา พวกเราอยู่กันไม่ได้” นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องแบกรับ

“… ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินดีจริง ทำไมไม่สร้างที่ประเทศไทย ทำไมไม่สร้างที่จังหวัดประจวบฯ ทำไมต้องมาสร้างในบ้านเรา” ใครอีกคนตั้งคำถาม … ท่วงทำนองใสซื่อขัดแย้งกับแววตาอันแข็งกร้าว

เป็นสายตาของนักต่อสู้ที่เผชิญชะตากรรมอันเชี่ยวกราก แม้ไม่อาจแข็งขืนแต่ก็มิอาจสยบยอมได้เช่นกัน

หญิงชาวบ้านในวงสนทนาแสดงความกังวลตรงไปตรงมา … ผู้มาเยือนได้แต่รับฟัง แม้แต่จะกลืนก้อนแห่งความขมขื่นลงในลำคอยังเป็นเรื่องยาก

“ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าจริง ถามว่าพวกเราจะไปอยู่ที่ไหน แล้วพวกเราจะทำอะไรกิน ทุกวันนี้มีรายได้จากการทำนา ทำไร่ จับปลา แต่ถ้าโรงไฟฟ้ามาทุกอย่างคงล่มสลาย” เธอ แสดงกล่าวอย่างมีอารมณ์

อู อ่อง โพ หนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านมาว ชอว์ง เปลือยความรู้สึกว่า รู้สึกกังวลกับโครงการที่จะเกิดขึ้น เพราะนอกจากไม่มีประโยชน์กับคนในชุมชนแล้ว ยังสร้างผลกระทบทั้งเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ที่ทำกิน

เขา ประกาศกับผู้มาเยือนว่า ชาวบ้านจะขอร่วมกันต่อสู้จนถึงวาระสุดท้าย

โรงไฟฟ้าขนาด 2,640 เมกะวัตต์แห่งนี้ อยู่ในแผนการดำเนินการของบริษัทราชบุรี โฮลดิ้ง โดยจะใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2563

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์อีเลฟเว่น สื่อยักษ์ใหญ่ของพม่า ระบุว่า โรงไฟฟ้ามะริดเป็นการลงทุนของประเทศไทย ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 5,400 ล้านดอลลาร์ มีเครือโรงไฟฟ้าราชบุรี และบลูเอเนอร์ยี เป็นหลักของฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายพม่ามีกระทรวงพลังงาน บริษัทปยินแต้ และบริษัทจ่อ จ่อ พิว

ออง นาย อู นักเคลื่อนไหวกลุ่มนักศึกษารุ่น 88 บอกว่า เมืองมะริดทั้งเมืองใช้ไฟฟ้ารวมกันไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ แต่กลับต้องมาผลิตไฟฟ้าถึง 2,640 เมกะวัตต์ ให้ประเทศไทย มากไปกว่านั้นก็คือภาคตะนาวศรีเป็นภาคที่ค่าไฟแพงที่สุด คือหน่วยละ 300-1,000 จ๊าด หรือประมาณ 10-35 บาท ขณะที่เมืองย่างกุ้งใช้ไฟเพียงหน่วยละ 30-40 จ๊าด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม

“ในขณะที่คนไทยใช้ไฟฟ้าจากเมืองมะริด ชาวบ้านของเรากำลังเดือดร้อนแสนสาหัส” นักเคลื่อนไหวรายนี้ ระบุ

สอดคล้องกับ ซอ เมียว อู สื่อมวลชน ที่ให้ข้อมูลว่า แม้ว่าชาวบ้านในเมืองมะริด เกาะสอง หรือแม้แต่ทวายจะไม่ต้องการและพยายามคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่บริษัทสัญชาติไทยก็ยังคงเดินหน้าเสนอโครงการมาโดยตลอด

“นโยบายการลงทุนในพม่าเกี่ยวข้องกับอิทธิพลจากรัฐบาลไทยด้วย” ซอ เมียว อู บอกกับเรา

เมืองมะริด หรือหมู่เกาะมะริด ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศพม่า บนทะเลอันดามัน ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยถึง 800 เกาะ มีน้ำที่ใส หาดทรายที่ขาว ซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันให้กลายเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวชั้นนำ

“หมู่เกาะมะริดมีศักยภาพสูงที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพราะเกาะส่วนใหญ่ยังมีความสมบูรณ์ เงียบสงบและยังมีแนวปะการัง” จาย จ่อ โอน รมว.การท่องเที่ยวและโรงแรม ระบุ

เขา หวังว่า คุณลักษณะเหล่านั้นจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เข้ามาเที่ยว

ช่างย้อนแย้งและน่าขบขันสิ้นดี !

 

จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์