รูดม่าน COP21 ปิดฉากเจรจาโลกร้อน 195 ประเทศรับรอง ‘ข้อตกลงปารีส’

… ปริตตา หวังเกียรติ
รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เสียงโห่ร้องและเสียงปรบมือแสดงความยินดีดังขึ้นทันทีที่ ลอเลนซ์ ฟาบิอุซ ประธานการประชุมสมาชิกรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ประกาศว่า ข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศปารีส (ข้อตกลงปารีส) ได้รับการรับรองให้เป็นข้อตกลงอย่างเป็นเอกฉันท์ ในช่วงค่ำของวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

นักเจรจาหลายคนจากนานาประเทศแสดงความเห็นระหว่างการปิดฉากเวทีระดับโลกครั้งนี้ว่า แม้ข้อตกลงไม่สมบูรณ์แบบหรือเพอร์เฟค แต่ยังเปิดช่องให้พัฒนาเนื้อหาได้ในการเจรจาครั้งต่อไป

นั่นหมายความว่า เป็นสัญญาณที่ดี

ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่าข้อตกลงปารีสอาจถูก “ตีตก” ในนาทีสุดท้าย ภายหลังเกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเด็นทางการเงินและการประกาศเจตนารมย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายสร้างพันธะสัญญาให้มากขึ้น

นอกจากนี้ จากประสบการณ์ในอดีตปี 2552 การเจรจา ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเต็มไปด้วยการล็อบบี้อย่างหนัก จนเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา จนทำให้ร่างข้อตกลงกลายเป็นเพียงแค่ “ข้อบันทึกการตกลง” ซึ่งไม่สามารถผูกมัดประเทศใดให้เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้

จึงเป็นที่มาของความกังวลว่า “ข้อตกลงปารีส” อาจจะซ้ำรอยเดิม

ทว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการประชุม COP21 กลับตรงกันข้าม นั่นเพราะ “ข้อตกลงปารีส” ได้รับการรับรองอย่างเป็นเอกฉันท์จาก 195 ประเทศสมาชิกรัฐภาคีฯ และได้รับการกล่าวขวัญให้เป็น “ข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์” เพราะสามารถทำให้ทุกประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันได้ รวมถึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มจี 77 และประเทศจีน ซึ่งไม่แสดงการคัดค้านใดในระหว่างการโหวตรับรองข้อตกลง แม้จะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในข้อตกลงปารีสทั้งหมดก็ตาม

ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนา เช่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มสหภาพยุโรป ก็ให้การรับรองข้อตกลงเช่นกัน โดยหวังว่าข้อตกลงจะสามารถพัฒนาให้เข้มข้นได้ในการเจรจาปีต่อๆ ไป

สำหรับสาระสำคัญของ “ข้อตกลงปารีส” ได้แก่ ตั้งเป้าการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ แต่ให้คำนึงถึงเป้าหมายที่ทะเยอทะยานกว่าที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อระงับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ให้ทุกประเทศทำตามเจตนารมย์เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกหรือ Intended Nationally Determined Contributors (INDCs) ที่ประกาศไว้ และเนื่องจาก INDCs รวมที่ทุกประเทศประกาศไว้ยังไม่สามารถบรรลุเป้าการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส จึงให้ทุกประเทศมาเจรจากันทุก 5 ปี เพื่อทำเป้า INDCs ใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม

“ประเทศพัฒนามีพันธะในการให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจผลิตคาร์บอนต่ำ โดยต้องมีการระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 100,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2563” ตอนหนึ่งในข้อตกลงปารีส ระบุ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อโต้แย้งบางประเด็นจากประเทศที่ไม่เห็นด้วย อาทิ ไม่มีความชัดเจนในการตั้งเป้าค่าการลดก๊าซเรือนกระจกระดับโลก และทำให้ภาคปฏิบัติเป็นจริง ทั้งๆ ที่ INDCs รวมของทุกประเทศสามารถควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2.74 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่ายังไม่สามารถบรรลุเป้าที่ 2 องศาเซลเซียสได้

นอกจากนี้ ข้อเรียกร้องให้ตั้งเป้าการควบคุมอุณหภูมิที่ 1.5 องศาเซลเซียส จากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ เช่น ประเทศหมู่เกาะ ประเทศด้อยพัฒนา และกลุ่มชนเผ่า ยังคงเป็นแค่เป้าหมายทางเลือกในข้อตกลง และสิทธิมนุษยชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองยังคงไม่ได้รับการบรรจุในมาตราที่สำคัญ

ที่สำคัญ ข้อตกลงบางส่วนให้ปฏิบัติบนฐานความสมัครใจ ไม่ได้บังคับทั้งหมด อาจทำให้ข้อตกลงอ่อนในการผลักดันให้ประเทศสมาชิทำตาม และการสนับสนุนเงินจากประเทศพัฒนาสู่ประเทศกำลังพัฒนายังสามารถทำได้หลายรูปแบบ รวมถึงในรูปแบบการให้ประเทศกำลังพัฒนากู้จากประเทศพัฒนา

บัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีปิด COP21 ว่า ข้อตกลงปารีสเป็นประวัติศาสตร์ที่ทำให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเดินร่วมกับประเทศพัฒนาในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ พร้อมทั้งได้เรียกร้องให้ทุกประเทศทำตามข้อตกลงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และคำนึงถึงการทำมาตรากรปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบ

“ขอให้คำนึงถึงเสียงของคนชายขอบเช่นกลุ่มชนเผ่าและกลุ่มผู้อาศัยบนประเทศหมู่เกาะที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ” เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุ