ชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกผิดหวัง COP21 ไม่ปกป้องสิทธิคนเล็กคนน้อย

… ปริตตา หวังเกียรติ
รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เกิดข้อถกเถียงมากมายในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการเจรจาจัดทำข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การเจรจากำลังเดินมาถึงโค้งสุดท้าย พร้อมการคาดการณ์ว่าการเจรจาอาจยืดเวลาถึงวันเสาร์ จากเดิมที่กำหนดให้เสร็จสิ้นในวันศุกร์ เนื่องจากยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม ความลงตัวระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาก็พอเห็นชัดเจนขึ้นบ้าง

จากร่างข้อตกลงล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อคืนวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา พอจะชี้ทางว่ากลุ่มประเทศพัฒนาจะเป็นผู้นำหลัก ในการลงขันให้ประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ผลิตคาร์บอนต่ำ ในขณะที่จะมีโครงสร้างการตรวจสอบและติดตามผลการใช้เงิน ตลอดจนความคืบหน้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศทุก 5 ปี และยังคงมีการตั้งเป้าควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเพิ่มเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในสิ้นปีศตวรรษนี้

แต่กระนั้นกลับพบว่าเวทีเจรจาได้กลายเป็นศึกสังเวียนการถกเถียงและการล็อบบี้อย่างหนักระหว่างประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา ในขณะที่เสียงชนกลุ่มน้อยและชนเผ่ากลับไม่ได้รับความสนใจนัก ทั้งๆที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศก่อนใคร

“พวกเราผิดหวังมาก เมื่อรู้ว่าร่างข้อตกลงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิชนเผ่าเลย” เจโธร์ ทูลิน ผู้แทนชนเผ่าจากหมู่เกาะแปซิฟิก กล่าว

กลุ่มชนเผ่าทั่วโลกได้เรียกร้องให้ข้อตกลงมีการระบุถึงการปกป้องสิทธิชนเผ่า ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ แต่กลับพบว่าประเด็นนี้ถูกใส่ในวงเล็บของเนื้อหาร่างข้อตกลงมาโดยตลอด

แม้จะมีการถอดวงเล็บออกจากร่างข้อตกลงล่าสุด แต่ก็กลายเป็นว่าการปกป้องสิทธิชนเผ่าถูกระบุไว้แต่ในส่วนของคำนำข้อตกลง และไม่ถูกระบุถึงในมาตราสำคัญต่างๆ ที่จะมีผลต่อการผูกพันธะสัญญาจากนานาประเทศ

“การประชุมคอป 21 ไม่ปกป้องชนเผ่าแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ประเด็นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ จะถูกรัฐบาลหลายแห่งยกมาเป็นข้ออ้างในการละเมิดสิทธิกลุ่มชนเผ่า” เคนเนทห์ เดียร์ ตัวแทนกลุ่มชนเผ่าจากประเทศแคนาดา กล่าว

เคนเนทห์ ยกตัวอย่างว่า ที่ผ่านมาในอดีตมีกรณีการไล่ชนเผ่าออกจากป่าในประเทศแคนาดา โดยรัฐบาลอ้างเรื่องการปกป้องป่า แต่สุดท้ายป่ากลับถูกเปลี่ยนเป็นเหมืองและแหล่งขุดเจาะปิโตรเลียม อันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“พวกเราได้พยายามปกป้องป่าซึ่งเป็นที่อยู่ของเรามานาน และเราก็รับรู้ถึงผลกระทบโลกร้อนก่อนใคร เรามีประสบการณ์ในการจัดการกับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศที่สามารถนำมาพูดคุยกันได้” เคนเนทห์ กล่าวทิ้งท้าย

จากการพูดคุยกับตัวแทนชนเผ่าจากประเทศอาเซียน ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย พบว่าต่างประสบปัญหาคล้ายกัน นั่นคือชนเผ่าได้รับผลกระทบแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศเช่น การเกิดภัยแล้ง ฝนตกไม่ตรงฤดู หรือการจับปลาได้น้อยลงเพราะกระแสน้ำในทะเลเปลี่ยน

วิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่าพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ผลกระทบเหล่านี้จึงทำให้พวกเขาประสบความลำบากเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาการไม่สามารถผลิตอาหารได้ดีเท่าเดิม

ในกรณีของประเทศไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในวันเปิดเวทีคอป 21 ว่าประเทศไทยจะดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมาตรการหนึ่งคือการเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ทว่าในทางปฏิบัติ การเพิ่มพื้นที่ป่าได้ถูกดำเนินการผ่านนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล เป็นผลให้ชนเผ่าบางแห่งถูกไล่ที่ บางส่วนถูกขึ้นศาลในข้อหามีไม้จำนวนเล็กน้อยเพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านไว้ในครอบครอง ในขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงหนาแน่นในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน

“การเจรจาที่เกิดขึ้นเอาแต่คุยถึงเรื่องการเงิน การจ่ายชดเชย ใครจะได้ ใครจะเสีย มันคือการเจรจาธุรกิจชัดๆ ทั้งๆที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือเป้าหมายหลักของการที่เรามารวมกันที่นี่” เจโธร์ กล่าวย้ำชัด

นอกจากตัวแทนกลุ่มชนเผ่าแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มประเทศด้อยพัฒนา และประเทศหมู่เกาะ ที่ได้เรียกร้องระหว่างการเจรจา ให้มีการตั้งเป้าการควบคุมอุณหภูมิที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายและจะทำให้หลายประเทศทำงานหนักขึ้น

เพราะนักวิทยาศาสตร์หลายคนศึกษาว่าตัวเลขเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียส ไม่น่าระงับมหันตภัยที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว และเกิดอย่างรุนแรงในกลุ่มคนชายขอบ

แม้ร่างข้อตกลงล่าสุดได้มีการใส่ถ้อยความ ให้เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โลกต้องไปให้ถึง แต่กระนั้นเป้าหมายหลักยังคงเป็น 2 องศาเซลเซียส

หากเสียงกลุ่มชนเผ่ายังคงไม่ได้รับการยอมรับ ให้เป็นส่วนหนึ่งของทางออกในการแก้ไขปัญหา ก็คงยากที่การเจรจาจะทำได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการไม่ยอมรับว่ามีผู้ได้รับผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ
…และไม่ยอมรับว่าทุกประเทศมีส่วนในการทำให้เกิดวิกฤตินี้