46 จังหวัด รวมพลังคว่ำ ‘จีเอ็มโอ’ ปลัด ทส.ยัน กม.คุ้มครองความหลากหลาย

… สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม

ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2558 มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. … (จีเอ็มโอ) เครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการภาคเกษตรและอาหาร 122 องค์กรทั่วประเทศ ได้หารือกันพร้อมประกาศนัดหมายแสดงพลังคัดค้าน ในช่วงเช้าของวันที่ 9 ธ.ค.2558

มีไม่ต่ำกว่า 46 จังหวัด ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมารวมตัวที่ศาลากลาง ก่อนจะแถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่ออธิปไตย ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางชีวภาพ และการส่งออกสินค้าเกษตร

สำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อนหน้านี้ มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ได้เปิดฉากรณรงค์ผ่านทางสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้ประชาชนออกมาร่วมกิจกรรม นั่นทำให้บรรยากาศบริเวณทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยฝูงชนหลายร้อยชีวิต ซึ่งมีวัตถุประสงค์เดียวกันออกมารวมตัว

หุ่นไล่กาจำนวน 77 ตัว ซึ่งตัวแทนของประชาชน 77 จังหวัด ถูกนำมาแสดงพร้อมแผ่นป้ายรณรงค์คัดค้าน “จีเอ็มโอ” ก่อนที่ตัวแทนภาคประชาสังคมจะยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง ครม.โดยมี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบ

สาระสำคัญของหนังสือฉบับดังกล่าว เรียกร้องให้ ครม.ชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงร่างกฎหมาย มีตัวแทนจากภาคประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วม

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านพืชจีเอ็มโอครั้งใหญ่ในสังคมไทย เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ผลักดันนโยบายและออกกฎหมาย เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอมากเท่าที่รัฐบาลนี้

“หากรัฐบาลเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องครั้งนี้ การเคลื่อนไหวจะขยายวงออกไปกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และรัฐบาลเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น” วิฑูรย์ เชื่อเช่นนั้น

สอดคล้องกับ วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่บอกว่า กฎหมายฉบับนี้มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติแทนที่จะปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

“เราต้องไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งได้เกิดการหลุดรอดของมะละกอจีเอ็มโอจากแปลงทดลอง และสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก เพื่อให้เราไม่หวนไปสู่ความผิดพลาดอีก กฎหมายฉบับนี้ควรถูกร่างขึ้นใหม่ให้มีความรัดกุมโดยคำนึงถึงหลักปลอดภัยไว้ก่อน กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น นำข้อท้วงติงจากหน่วยงานสำคัญของรัฐ และข้อเสนอจากเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง” ตัวแทนกรีนพีซ ระบุ

วัลลภ พิชญ์พงศา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นครหลวงค้าข้าว จำกัด แสดงความคิดเห็นว่า การอนุญาตให้มีการนำพืชจีเอ็มโอออกสู่สิ่งแวดล้อมจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในต่างประเทศ

“จากกรณีการปนเปื้อนจีเอ็มโอของข้าวที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2549 แสดงให้เห็นว่าอเมริกายังไม่สามารถป้องกันปัญหาการปนเปื้อนได้ ผลคือทำให้อเมริกาสูญเสียตลาดสหภาพยุโรปซึ่งหันมาซื้อข้าวจากประเทศไทยแทน”ผู้ประกอบการรายนี้ ให้ข้อเท็จจริง

ทางด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวภายหลังว่า ได้นำหนังสือดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว และจะทำสำเนาเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต่อไป ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มทุนหรือขัดขวางวิถีชีวิตของเกษตรกร เนื่องจากเนื้อหาเน้นเรื่องการควบคุมจีเอ็มโอเท่านั้น

“ขอวิงวอนผู้ที่เห็นต่างว่าเราต้องขับเคลื่อนทุกอย่างให้เดินหน้าโดยฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
โฆษกรัฐบาลรายนี้ บอกอีกว่า คณะกรรมการกฤษฎีกายังอยู่ระหว่างการพิจารณาภายหลัง ครม.ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไป ดังนั้นข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอแนะจากประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาร่วมด้วยเช่นกัน

“ขณะนี้ขั้นตอนยังไม่ถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ถ้าถึงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ผมเชื่อมั่นว่าหากที่สุดแล้วกฎหมายไม่ดีหรือมีข้อเสียมากมาย ทาง สนช.ก็จะไม่ให้ผ่าน และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะฟังเสียงทุกเสียงของประชาชน” พล.ต.สรรเสริญ ระบุ

วันเดียวกัน เกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัด ทส.เปิดแถลงข่าวในประเด็นเดียวกันนี้ โดยระบุว่าประชาชนเข้าใจผิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องให้มีการเพาะปลูกพืชหรือเพาะเลี้ยงสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งที่หลักการสำคัญของกฎหมายคือห้ามไม่ให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ จึงมีการกำหนดมาตรการควบคุมทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ยังควบคุมไปถึงการศึกษาวิจัย หากมีการศึกษาวิจัยก็ต้องได้รับการอนุญาตก่อน และต้องมีการควบคุมในระบบปิดห้ามปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม

“ขณะนี้มีหลายคนเข้าใจผิดว่าหากมี พ.ร.บ.นี้แล้วจะเป็นการเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอ ขอยืนยันว่าไม่ใช่การไปอนุญาตให้ทดลองในไร่นา แต่เป็นการควบคุม” ปลัด ทส.ระบุ

ตามมุมมองของ “เกษมสันต์” แล้ว พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ มีข้อดีคือทำให้เกิดการควบคุมดูแลการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมอย่างจริงจังในทุกกิจกรรมและทุกกระบวนการ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสุขภาพของมนุษย์และสัตว์

“พ.ร.บ.นี้ไม่ใช่ พ.ร.บ.จีเอ็มโอ แต่เป็น พ.ร.บ.กำหนดมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ และร่างดังกล่าวยังไม่ถือว่าสิ้นสุด ยังต้องปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.อีกหลายส่วน โดยยังไม่มีกรอบเวลาในการดำเนินการให้แล้วเสร็จหรือประกาศใช้แต่อย่างใด” เกษมสันต์ให้ความชัดเจนล่าสุด

 

 

ภาพทั้งหมดจาก เฟสบุ๊ค BioThai