ขวาง ‘พ.ร.บ.น้ำ’ ฉบับกระทรวงทรัพย์ฯ เตะสกัดกม.เอื้อรัฐอนุมัติโครงการลงทุน

… ขวัญชนก เดชเสน่ห์

เครือข่ายภาคประชาชนจากลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) จัดโครงการเผยแพร่และกำหนดทิศทางการสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ฉบับประชาชน เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันลงชื่อแสดงจุดยืนสนับสนุน ก่อนจะส่งรายชื่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต่อไป

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … (ฉบับประชาชน) เป็นกฎหมายเข้าชื่อที่สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับมูลนิธิเอเชีย และโครงการสานเสวนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ได้ขอให้ คปก.เป็นผู้ยกร่างขึ้น ก่อนที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม.มีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กลับไปรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม้ว่า ครม.จะทำหนังสือทวงถาม ทส.ไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ในขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำ ได้ยกร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … ขึ้นมาอีก 1 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญแตกต่างกันออกไป แต่ล่าสุดกรมทรัพยากรน้ำได้ขอถอนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกจากการพิจารณาของ ครม.เพื่อต้องการปรับแก้ และรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม

ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ขึ้นอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งพบว่าในมาตรา 6 ได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานรัฐสามารถอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนสภาพแหล่งน้ำได้โดยไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบ จึงอาจทำให้โครงการบางส่วนจากแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ผ่านการอนุมัติได้ง่ายยิ่งขึ้น

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับกรมทรัพยากรน้ำเป็นการบริหารงานแบบรวมอำนาจ ไม่เปิดให้ท้องถิ่นในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมบริหารจัดการ ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้อธิบดีมีอำนาจเด็ดขาดในการออกใบอนุญาตผู้ใช้น้ำ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียมต่างๆ

“แตกต่างกับร่างกฎหมายฉบับประชาชนที่จะให้อำนาจแก่คณะกรรมการแต่ละลุ่มน้ำพิจารณาก่อนเป็นลำดับแรก เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ และยังมีการปรับโครงสร้างของสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้เป็นองค์กรที่ดูแลกำกับเรื่องนโยบาย” หาญณรงค์ ระบุ

หาญณรงค์ บอกอีกว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับประชาชน ยังระบุถึงการตั้งกองทุนการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอาจนำรายได้จากเงินค่าน้ำหรือการขอจดทะเบียนมาใช้เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารน้ำ รวมทั้งใช้ในการขับเคลื่อนของคณะกรรมการแต่ละลุ่มน้ำให้มีความเข้มแข็งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีบรรจุอยู่ในร่างของกรมทรัพยากรน้ำแต่อย่างใด

วัชรี จันทร์ช่วง ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำภาคใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้มาก มีการประชุมระดมความคิดมาโดยตลอด แต่ที่สุดแล้วภาครัฐกลับไม่ให้ความสำคัญและไม่หยิบยกไปใช้

“ส่วนตัวเห็นว่า พ.ร.บ.ฉบับที่กรมทรัพยากรน้ำจัดทำขึ้นขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และเอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชนเป็นหลัก”เธอ พูดชัด

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า การผลักดันของภาคประชาชนยังต้องจัดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการของแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อให้เห็นการทำงานของคนในท้องถิ่นที่สามารถบริหารจัดการลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อไปจำเป็นต้องจัดทำข้อมูลเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐเห็นความสำคัญ ของ พ.ร.บ.น้ำฉบับประชาชนนี้

สุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)  เสนอว่า ในเมื่อ พ.ร.บ.น้ำมีด้วยกันถึง 2 ฉบับ จึงเสนอให้มีการพูดคุยหาทางออกร่วมกันกับกรมทรัพยากรน้ำเสียก่อน หรือเสนอไปยัง สนช.เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาร่างทั้ง 2 ฉบับ

ด้าน ภาดล ถาวรกฤชรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า  ขณะนี้ภาครัฐได้นำ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ กลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะมีการดำเนินการต่อไป ยืนยันว่ากฎหมายฉบับใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า ก็จะใช้ฉบับนั้นเป็นหลัก