วงเจรจา COP21 สัปดาห์สองเดือด! ‘G77’ บีบ ‘บิ๊กประเทศ’ จ่ายค่าทำโลกร้อน

ภาพโดย: Jacky Naegelen/Reuters

… ปริตตา หวังเกียรติ
รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ ดำเนินมาอย่างเข้มข้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แน่นอนว่า ภายในวันที่ 11 ธ.ค.2558 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุม ประเทศสมาชิกไม่ต่ำกว่า 190 ประเทศทั่วโลก จะร่วมกันให้คำมั่นสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยับยั้งมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นหากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส

แม้ว่าประเด็นการทำข้อตกลง-ให้คำมั่นสัญญาจะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตา หากแต่ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับพบว่าเรื่อง “การเงิน” กลับมีการต่อรองที่เข้มข้นกว่า และส่งผลให้กระบวนการเจรจาดำเนินไปอย่างล่าช้า

สืบเนื่องจากการประชุม COP ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์คในปี 2552 ได้มีข้อตกลงใน “กลุ่มประเทศพัฒนา” ให้ลงขันด้วยความสมัครใจให้ครบตามเป้า 100,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อช่วยเหลือ “กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา” ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนการเสริมศักยภาพคน ส่งผ่านด้านเทคโนโลยี เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน

ทว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้า โดยกลุ่มประเทศพัฒนาลงเงินรวมกันเพียง 6.2 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 ส่วนในปี 2558 จะสรุปตัวเลขอย่างเป็นทางการภายในการประชุม COP21 นี้

นอกจากเม็ดเงินไม่เป็นไปตามเป้าหมายแล้ว ยังพบว่าเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา เมื่อร่างข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศซึ่งผลักดันโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรปได้เสนอให้ “ขยายกลุ่มผู้ร่วมลงขัน” จากเพียงแค่กลุ่มประเทศพัฒนา เพิ่มประเทศอื่นๆ ที่ “อยู่ในตำแหน่งที่สมควรจ่าย”

ข้อเสนอนี้ได้สร้างความขุ่นเคืองให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศจีนและกลุ่มประเทศ G77 ซึ่งรวมถึงประเทศพี่ใหญ่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และไทยด้วยเช่นกัน โดยได้มีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาร่วมจ่ายเงิน “อย่างมีพันธะสัญญาผูกมัด” และต้องไม่ใช่การลงเงินในลักษณะการให้ความช่วยเหลือหรือเพื่อการกุศล

ขณะที่จุดยืนของ G77 ชัดเจนว่า กลุ่มประเทศพัฒนาต้องเป็นผู้ลงขันเท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนทำให้เกิดวิกฤติทางสภาวะภูมิอากาศในทุกวันนี้ ทางด้านกลุ่มประเทศพัฒนายักษ์ใหญ่ยืนยันว่าข้อเสนอด้านการเงินนี้อยู่บนฐานการสมัครใจ

“ข้อเสนอนี้จะทำให้เกิดกลุ่มผู้บริจาคที่ใหญ่ขึ้น เราจะสามารถทำเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้ด้วยเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน” ท็อด สเตริน ผู้แทนทางการฑูตด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา

“มีหลายประเทศด้อยพัฒนาเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ในส่วนของสหรัฐอเมริกา เรายังคงเดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือนี้ด้วยมูลค่าสูง” เขา ระบุ

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังคงสงวนท่าทีในการยกระดับการลงขันให้กลายเป็นพันธะสัญญาผูกมัด ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาคำนึงถึงความแตกต่างของศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความสามารถทางการเงิน

“พวกเรากลุ่ม G77 มีความเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนผ่าน (สู่เศรษฐกิจที่ผลิตคาร์บอนต่ำ) ขึ้นอยู่กับเงินอุดหนุน ตอนนี้กระบวนการการเจรจาดำเนินไปอย่างล่าช้า เราต้องหาจุดร่วมระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา” Nur Masripatin ผู้แทนเจรจาประจำประเทศอินโดนีเซีย กล่าว

ผู้แทนประเทศมาเลเซีย ได้เรียกร้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาสร้างพันธะสัญญาในการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ และส่งผ่านเทคโนโลยีแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับผู้แทนเจรจาประจำประเทศไทย ประเสริฐ ศิรินภาพร กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยชัดเจนว่าต้องให้กลุ่มประเทศพัฒนาเป็นผู้จ่ายบนฐานความรับผิดชอบในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาในอดีต ขณะนี้รัฐบาลไทยได้เจียดเงินมาจากกองทุนด้านพลังงานต่างๆ ภายในประเทศเพื่อทำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้า

อย่างไรก็ตาม ต้องมีเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ที่ 20-25% ภายในปี 2573 ขณะนี้ ประเทศไทยได้รับเงินประมาณ 15 ล้านยูโรจากกองทุนรวมของกลุ่มประเทศพัฒนาที่ใช้ชื่อว่า Nationally appropriate mitigation actions เพื่อมาทำโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องมือในตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ

ถึงแม้ประเทศไทยจะดูเหมือนว่าไม่มีบทบาทหลักในการเจรจา แต่หากการเจรจาในกรุงปารีสจบลงไม่ดีนัก ศึกหนักของประเทศไทยจะรออยู่ในการประชุม COP ปีหน้า เมื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นประธานกลุ่ม G77 แทนประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ส่งตัวแทนมาแถลงข้อเรียกร้องต่อกลุ่มประเทศพัฒนาในการประชุมขณะนี้

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าประเด็นทางการเงินได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรอง และลดทอนน้ำหนักในการเจรจาด้านเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ และการเจรจา ณ กรุงปารีส อาจจบลงด้วยเพียงการทำสัญญาทางการเมือง แทนที่จะเป็นการสร้างพันธะสัญญาผูกมัดเพื่อแก้ไขปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศอย่างแท้จริง