องค์การวิจัยนานาชาติเปิดผลศึกษา อุณหภูมิโลกทะลุ 2 องศา จาก ‘ถ่านหิน’

©Photo by Guy Gorek courtesy Flickr

… ปริตตา หวังเกียรติ
รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

Climate Action Tracker หรือ CAT ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือขององค์กรวิจัยนานาชาติเพื่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ จัดแถลงผลการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากแผนการสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก ในช่วงระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2558 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การศึกษาพบว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนจัดสร้าง 2,440 โรง ซึ่งหากสร้างตามแผนทั้งหมดจะเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 400% ภายในปี 2030 แต่แม้ว่าจะไม่มีการก่อสร้างใหม่เลย ปัจจุบันโครงการที่มีอยู่ก็เพิ่มการปล่อยก๊าซถึง 150%

“ไม่ว่าทางเลือกจะเป็นกรณีใดก็ตาม จะทำให้ไม่สามารถจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสได้ภายในสิ้นศตวรรตตามเป้าหมายของการประชุม COP21 ซึ่งการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่าหากอุณหภูมิเพิ่มสูงกว่านั้น ผลกระทบที่รุนแรงสาหัสจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม” งานวิจัยระบุ

ปีเตอร์ แวน บรีวูร์ท ตัวแทนจาก Ecofys หนึ่งในองค์กรวิจัยร่วมในโครงการ CAT กล่าวระหว่งการแถลงข่าวว่าว่า การยกเลิกโครงการถ่านหินทั้งหมดคือทางออกเท่านั้น

ในขณะที่ บิล แฮร์ ซีอีโอประจำ Climate Analytics อีกหนึ่งในองค์กรวิจัยร่วม เรียกร้องให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากภาคพลังงาน ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ทำให้เป้าหมายในการควบคุมอุณหภูมิโลกถึงเป้าได้เร็วที่สุด

“มันดูจะเป็นไปได้ยากที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จะถูกสร้างตามแผน โดยเฉพาะเมื่อทางเลือกพลังงานที่ก่อให้เกิดคาร์บอนต่ำมาถึงจุดที่มีราคาที่ไม่ต่างกันกับทางเลือกถ่านหินแล้ว และหากโครงการพลังงานหมุนเวียนเริ่มทำโดยเร็วที่สุด โครงการถ่านหินนี้จะประสบปัญหาการลงทุน หรือดำเนินการภายใต้สถานการณ์การเงินที่ยากลำบาก” เขา ระบุ

บิล แฮร์ กล่าวอีกว่า แม้ว่ากว่า 100 ประเทศทั่วโลกกำลังเรียกร้องให้ข้อตกลงที่จะลงนามในการประชุม COP21 สามารถจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลก แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เปิดดำเนินการไปแล้วจะทำให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงยาก ดังนั้นทางออกเดียวคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนให้เร็วที่สุด

วันเดียวกัน เกิดความร่วมมือจากสถาบันต่างๆ กว่า 500 องค์กร รวมถึงภาคธุรกิจ ซึ่งมีเงินทุนรวม 3,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ประกาศว่าจะร่วมทำพันธะสัญญาในการย้ายฐานกิจการที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอซซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น บิล เกท ซึ่งประกาศชัดว่าจะเพิ่มการลงทุนด้านการพัฒนานวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่ผู้บริหารเมืองที่สำคัญต่างๆ เช่น เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ และเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้ประกาศว่าจะลงทุนพัฒนาเมืองให้ปราศจากเชื้อเพลิงฟอซซิล โดยสถาบันบางส่วนจะร่วมกันแถลงข่าวจุดยืนของตัวเองอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธ.ค.2558

นอกจากนี้ จะมีเวทีว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับมหาสมุทรและทรัพยากรน้ำ

อนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในระหว่างการประชุม COP21 เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยจะร่วมผลักดันให้การเจรจาข้อตกลงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยประเทศไทยจะใช้มาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน