‘บิ๊กตู่’ แถลงกลางเวทีโลก COP21 ลดใช้ฟอสซิล-ดันอุตสาหกรรมสีเขียว

… ปริตตา หวังเกียรติ

รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ผู้นำกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ร่วมพิธีการเปิดประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2558 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยผู้นำแต่ละประเทศได้ผลัดกันขึ้นแถลงถ้อยคำแสดงวิสัยทัศน์ ไม่เกินคนละ 3 นาที

ความกังวลต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ คือสาระสำคัญของถ้อยแถลงผู้นำแต่ละชาติ ซึ่งล้วนแต่ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าผลกระทบได้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้แล้ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเจรจาข้อตกลงใหม่ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการประชุม COP21 โดยเชื่อมั่นกันว่าจะสามารถนำไปสู่การดำเนินการระยะยาว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสได้

นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า การประชุม COP21จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา และเสนอให้ข้อตกลงใหม่ ซึ่งต้องมีเนื้อหาที่นำไปสู่เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนสภาพภูมิอากาศ

นายบัน คีมูน ยังได้เสนอแนวทางการเจรจาข้อตกลง 4 ข้อ ได้แก่1.ข้อตกลงต้องคงอยู่ยาวนาน มีวิสัยทัศน์ในระยะยาวเพื่อจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และสามารถส่งสัญญาณชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2.ข้อตกลงต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโลก โดยที่ไม่ต้องมีการเจรจาเรื่องการลดการปล่อยก๊าซซ้ำแล้วซ้ำอีก สามารถสร้างความสมดุลระหว่างประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาในด้านขีดความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3. ข้อตกลงต้องคำนึงถึงกลุ่มคนยากจนและเปราะบาง มีมาตรการสนับสนุนการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบในประเทศกำลังพัฒนา 4. ข้อตกลงต้องน่าเชื่อถือ มีมาตการดูแลเรื่องความโปร่งใส การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน

ทั้งนี้ นายบัน คีมูน ได้เรียกร้องให้ใช้มาตรการลดก๊าซในทุกภาคเศรษฐกิจอีกด้วย สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เรียกร้องให้มีการเจรจาข้อตกลงที่มีความหมาย และมีความตั้งใจในการร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงใจ

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงโดยแสดงจุดยืนว่า จะร่วมผลักดันให้การเจรจาบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน และยังได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศโดยเฉพาะภัยแล้งที่ส่งผลให้ขาดน้ำ ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัญหาต่อเกษตรกร

พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้ประเทศกำลังพัฒนาอาจเกิดปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น นั่นก็คือสงครามแย่งชิงน้ำ พร้อมกันนี้ เขา ยังบอกอีกว่า ต้องทำให้เกิดอุตสาหกรรมสีเขียวให้เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและยังเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ประเทศพัฒนาแล้วถ่ายทอดความรู้ ร่วมวิจัยพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซที่ 20-25% ภายในปี 2030 โดยจะมีมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ฉบับใหม่ ลดการขนส่งทางถนน เพิ่มการขนส่งระบบราง ขจัดการบุกรุกป่า ทำแผนจัดการน้ำ และทำโรดแมปลดหมอกควัน

นอกจากนี้ จะมีการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดการพัฒนารูปแบบประชารัฐ โดยทุกฝ่ายต้องมีความร่วมมือกัน

ขอบคุณภาพจากโพสต์ทูเดย์