ก่อนโลกจะถึงจุดที่ ‘มิอาจย้อนกลับ’ COP21 พิสูจน์ความจริงใจผู้นำโลก

… ปริตตา หวังเกียรติ
รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวของการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties : COP) แต่คงไม่ใช่กับการประชุม COP สมัยที่ 21 (COP21) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในระหว่างวันที่ 30 พ.ย.- 11 ธ.ค. 2558 ซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวัง

ผู้นำนานาประเทศ องค์กรข้ามชาติ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนจำนวนหลายพันชีวิต จะร่วมเข้าประชุมเพื่อติดตามการเจรจา เพื่อจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ

การประชุม COP 21 ในปีนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศในภาคีกว่า 190 ประเทศจะให้คำมั่นสัญญาในการทำตามแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศที่ตนนำเสนอ ต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

สิ่งที่น่าจับตามองภายใต้แผนนั้นก็คือ การประกาศเจตจำนงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ หรือที่เรียกว่า Intended Nationally Determined Contributors (INDCs)

INDCs ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันว่า “โลกกำลังอยู่ในจุดที่มิอาจย้อนกลับ” หากไม่มีการใช้มาตรการบางอย่าง เพื่อลดการปล่อยกาซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น

นอกจากนั้น การศึกษายังพบอีกว่าหากไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิโลกให้ไม่เพิ่มเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสได้ภายในสิ้นปีศตวรรษนี้ โลกจะเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงเกินรับไหว

เฉพาะในปี 2558 ที่อุณหภูมิโลกเฉลี่ยในเดือนก.ค.ที่ผ่าน มาถูกบันทึกไว้สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 135 ปี เกิดพายุรุนแรงถี่ขึ้น และเกิดปรากฎการณ์เอลนินโญ่ ทำให้โลกปั่นป่วนจากความผิดปรกติของฝนฟ้าอากาศ การดำเนินการใช้มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

ก่อนการพัฒนามาเป็น INDCs กลุ่มประเทศพัฒนาและกลุ่มประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานตลาด 37 ประเทศ ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลง “สนธิสัญญาเกียวโต” (Kyoto Protocol) ในปี 1997 ซึ่งเป็นข้อตกลงแรกของโลกในการร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามสนธิสัญญาไม่เกิดผลประสิทธิภาพนัก หลายประเทศยังคงเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเพิ่มก๊าซเรือนกระจก เช่น การขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอซซิลอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า 80% ของทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอซซิลต้องไม่ถูกนำขึ้นมาใช้งาน หากเราต้องการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส

นี่คือหนึ่งในจุดพลิกผัน ซึ่งเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า ‘สนธิสัญญาโตเกียวจะถูกเล่นซ้ำอีกไม่ได้ที่ปารีส’

INDCs จึงถูกชูเป็นพระเอกในการประชุม COP21 โดยผู้เล่นจะต้องไม่ใช่แค่ประเทศพัฒนาเท่านั้น แต่ทุกประเทศ ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การมีส่วนร่วมเท่านั่น ที่จะคอยถ่วงดุลให้ทุกประเทศทำตามสัญญา ดังนั้น COP 21 จึงเป็นจุดเริ่มของการเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนต้องก้าวออกมารับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่การเรียกร้องให้ประเทศภาคีสมาชิกเสนอแผนการลดก๊าซเรือนกระจกถึง UNFCCC ก่อนวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้เสนอ INDC ว่าจะดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ภายในปี 2030 ในขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปเสนอมาตรการลดก๊าซถึง 40%

อย่างไรก็ตาม UNFCCC ได้ประมวลผลจาก INDCs ที่เสนอเข้ามาโดย 170 ประเทศ พบว่าจะสามารถลดอุณหภูมิให้ไม่สูงเกิน 2.74 องศาเซลเซียส ซึ่งยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้

ดังนั้น การเจรจาระหว่างตัวแทนประเทศในช่วงวันที่ 9-11 ธ.ค.นี้ จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการยกระดับมาตรการที่เข้มข้นกว่าเพื่อให้ได้ตามเป้าหรือไม่ และจะมีการลงนามสัญญาตัวใหม่ในการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ โดยยังไม่แน่ชัดว่าสัญญาจะเป็นรูปแบบความร่วมมือหรือมีข้อผูกมัดทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันเจรจาจะมีการจัดเวทีย่อยจากหลายภาคส่วน เช่น UNFCC กลุ่มธนาคารโลก และศูนย์วิจัยป่าไม้นานาชาติ ตั้งแต่วันที่ 1-8 ธ.ค. ครอบคลุมหลากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ เช่น ป่าไม้ เกษตรกรรม การขนส่ง พลังงาน อาคารสิ่งก่อสร้าง การเงิน และเทคโนโลยีใหม่ โดย UNFCCC จะจัดให้มี Action Day ในวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงออกเพื่อสะท้อนปัญหาและเสนอทางแก้ไข

ไม่ว่าการเจรจาจะออกมาในรูปแบบใด คงเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยต้องมีส่วนร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาเคยมีท่าทีในการขอผ่อนผันการทำมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศยึดโยงกับภาคส่วนอุตสาหกรรม

แต่บทเล่นใหม่ของประเทศต่างๆ กำลังจะเปลี่ยนไปหลังการประชุม COP 21 มิใช่เพียงเพื่อการได้รับการยอมรับจากนานาประเทศเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยชาติเดินไปถึงจุดที่มิอาจย้อนกลับ