อนาคตเกษตรกรไทยใต้เงา ‘จีเอ็มโอ’ ส่งออกเดี้ยง-ล่มสลาย-ถูกฟ้องร้อง ?

… ขวัญชนก เดชเสน่ห์

รายงานสถานภาพการปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ (พืชจีเอ็มโอ) ของโลก เมื่อปี 2557 ผลการศึกษาของ ดร.ไคลฟ์  เจมส์ (Dr.Clive james)ประธานองค์การไอซ่า ระบุว่า ขณะนี้มี 28 ประเทศทั่วโลกที่สามารถปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพทางการค้าได้ ซึ่งพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตและกำไรให้เกษตรกร

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมยังพบว่าสามารถช่วยลดการใช้สารเคมี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งลดความยากจนให้กับเกษตรกรรายย่อย นำมาสู่ความมั่นคงทางด้านอาหาร

ประเทศไทย กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปิดช่องให้สามารถปลูกพืชจีเอ็มโดได้ โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2558 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. … ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 และยุทธศาสตร์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถของพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับไปช่วงโค้งสุดท้ายก่อนมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว พบว่าภาคประชาสังคมได้ท้วงติงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักวิชาการและส่วนราชการเองก็มีความกังวลไม่แพ้กัน โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนและการผูกขาดพันธุ์พืช

ทุกฝ่ายสะท้อนเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตเกษตรกรไทย 

“สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม” พูดคุยกับ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ต่อประเด็นความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยวิฑูรย์ได้จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ตามขอบเขตการเกิดผลกระทบ

วิฑูรย์ ให้ภาพว่า เกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าจะไม่ใช่การเกษตรกลุ่มหลักของประเทศ แต่ก็มีทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด นั่นเพราะมาตรฐานของผลผลิตเกษตรอินทรีย์กำหนดไว้ว่าต้องไม่มีการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอเลย

เขา บอกว่า ในอนาคตความยุ่งยากจะเกิดขึ้นทุกขั้นตอน เนื่องจากต้องระมัดระวังไม่ให้พืชจากแปลงจีเอ็มโอที่อยู่ข้างๆ เข้ามาปนเปื้อน  ซึ่งอาจจะต้องย้ายสถานที่ปลูก ทำแนวกันชน ระวังไม่ใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยวและสถานที่พักผลผลิตร่วมกัน

“มีงานวิจัยระบุว่าข้าวโพดสามารถปนเปื้อนได้ในระยะสูงถึง 4.5 กิโลเมตร ซึ่งทำให้การหาสถานที่เพาะปลูกใหม่เป็นไปได้ยาก จึงอาจทำให้มีเกษตรกรบางรายที่เลิกประกอบการไป”วิฑูรย์ ระบุ

นอกจากนี้ มาตรฐานการตรวจสอบสินค้าส่งออกของประเทศปลายทาง เมื่อรู้ว่าประเทศไทยมีการอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอ  อาจเกิดการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมากขึ้น เป็นผลให้ผู้ประกอบการส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของไทยต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อตรวจสอบในส่วนนี้

สำหรับผลกระทบกลุ่มต่อมาคือ เกษตรกรกลุ่มผลผลิตที่ไม่ใช่จีเอ็มโอ (non GMO) ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ  และสร้างรายได้มหาศาลในการส่งออก ผลกระทบจะเป็นไปในลักษณะคล้ายคลึงกันกับเกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เมื่อผลผลิตถูกส่งไปยังประเทศที่ปฏิเสธพืชจีเอ็มโอ ซึ่งขณะนี้พบว่าไม่ใช่แค่ในยุโรปเท่านั้น แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีทิศทางตลาดที่ปฏิเสธพืชจีเอ็มโอเติบโตขึ้นกว่า 70%

“เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการปลูกที่ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนกับแปลงจีเอ็มโอ ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการตรวจสอบตามมาตรฐานดังเช่นที่ประเทศปลายทางเรียกร้อง และตามกระบวนการตรวจสอบ ประเทศปลายทางสามารถสุ่มตรวจลับหลังได้อีกครั้ง ถ้าพบว่าสินค้ามีการปนเปื้อนก็อาจถูกตีกลับ หรือถ้าพบเป็นจำนวนมากก็สามารถเลิกรับซื้อได้ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง”วิฑูรย์ อธิบาย

ยกตัวอย่างสินค้าประเภทข้าวโพดหวาน ตลาดรับซื้อหลักอยู่ที่ประเทศในแถบยุโรป ซึ่งประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง และสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะผสมข้ามสายพันธุ์กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นพืชจีเอ็มโอได้ง่ายมาก

กลุ่มที่สามคือ เกษตรกรทั่วไป แม้จะไม่ได้ส่งออกหรือต้องได้รับมาตรฐานใดเป็นพิเศษแต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะหากพืชจีเอ็มโอที่มีสิทธิบัตรเข้ามาปนเปื้อนจนมีการผสมข้ามสายพันธุ์ อาจทำให้เกษตรกรถูกบริษัทเจ้าของชนิดพันธุ์ฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สุดท้ายคือ เกษตรกรกลุ่มจีเอ็มโอ “วิฑูรย์” บอกว่า เกษตรกรที่ปลูกพืชจีเอ็มโอก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ  เพราะการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ถูกผูกขาดอยู่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทเดียวที่ครอบครองตลาดโลกอยู่ถึง 80-90%  ซ้ำเมล็ดพันธุ์ยังมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กว่า 2-6 เท่า ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้สูงขึ้นตามมา

“เกษตรกรยังมีภาระเพิ่มขึ้นด้วย เพราะต้องซื้อสารเคมีที่บริษัทเจ้าของเมล็ดพันธุ์กำหนด ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้สารเคมีแบบก้าวกระโดดในพืชจีเอ็มโอ และท้ายที่สุดเมื่อเกษตรกรต้องการเปลี่ยนที่ดินไปปลูกพืชท้องถิ่นชนิดอื่นกลับเป็นไปได้ยาก ด้วยภาระหนี้สินและสัญญาจากบริษัทเดิม และมีความเสี่ยงต่อการผสมข้ามสายพันธุ์กับพืชชนิดใหม่” วิฑูรย์ อธิบาย

แม้ความเสี่ยงต่อเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มจะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล แต่ทว่าร่างกฎหมายที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กลับไม่ได้ให้ความคุ้มครองอนาคตของเกษตรกรไทย  

ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้กำหนดผู้รับผิดชอบความเสียหายกรณีพืชจีเอ็มโอที่อยู่ในบัญชีที่ได้รับอนุญาติสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะเอาผิดเพียงพืชจีเอ็มโอที่อยู่นอกบัญชีเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงคือทั้งพืชในและนอกบัญชีมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเช่นมาตรา 52 ที่กำหนดเพียงว่า “ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่สุขภาพของมนุษย์และสัตว์หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นผลมาจากการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่ไม่อยู่ในบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย” นั่นเป็นผลให้เกษตรกรที่ถูกพืชจีเอ็มโอที่อยู่ในบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้ และจะไม่ได้รับเงินค่าเสียหายใดๆ  ซ้ำอาจจะถูกฟ้องในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย