จับตา 30 พ.ย.ศาลนัดพิจารณาคดี ‘เขื่อนไซยะบุรี’ ผลกระทบข้ามพรมแดน ?

… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง จำนวน 37 ราย ได้ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และอีก 4 หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครอง กรณีลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าจาก “เขื่อนไซยะบุรี” โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไปตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2555

ขณะนั้นศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ส่งผลให้ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ทว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 ราย ยังคงเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป และที่สุดแล้วศาลปกครองสูงสุดได้รับคำร้องไว้พิจารณา

นัดหมายพิจารณาคดีในวันจันทร์ที่ 30 พ.ย.2558

คดีการลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าจาก “เขื่อนไซยะบุรี” ประเทศลาว นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่อาจกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” สำหรับประเทศไทย เมื่อศาลรับคำฟ้องกรณีหน่วยงานในประเทศไทยมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิด “ผลกระทบข้ามพรมแดน” อย่างรุนแรง

นั่นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด        

แม้ “เขื่อนไซยะบุรี” จะกั้นขวางแม่น้ำโขงในเขตประเทศลาว หากแต่หน่วยงานของไทย คือ กฟผ.กลับไปลงนามรับซื้อไฟฟ้าถึง 95% ของกำลังการผลิตทั้งหมด (1,220 เมกะวัตต์ จาก 1,285 เมกะวัตต์) มากไปกว่านั้นก็คือ “เงินลงทุน” ก่อสร้างโครงการมาจาก 6 ธนาคารสัญชาติไทยทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ ผู้ฟ้องทั้ง 37 ชีวิต นำโดย นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ในฐานะผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นฟ้อง 5 ผู้ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กฟผ. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

สำหรับประเด็นที่ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษา ได้แก่ 1.ให้ยกเลิกมติ กพช.ที่อนุญาตให้ กฟผ.ซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีได้ 2.ให้ยกเลิกสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ.และบริษัทไซยะบุรี เพาเวอร์ เพราะไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิชุมชน รวมทั้ง กฟผ.ยังฝ่าฝืนข้อตกลงแม่น้ำโขงที่ต้องแจ้งให้ประเทศสมาชิกทราบก่อนการดำเนินการ 3.ให้ผู้ถูกฟ้องเปิดเผยข้อมูลรับฟังความคิดเห็น ประเมินผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงดำเนินการตามสิทธิชุมชน

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดรับพิจารณาเฉพาะ “ประเด็นที่ 3” เท่านั้น ส่วนอีก 2 ประเด็นให้เป็นไปตามคำสั่งเดิมคือไม่รับฟ้อง เนื่องจากชาวบ้านไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ขณะที่ มติ กพช.เป็นมติภายในที่ยังไม่มีผลทางกฎหมายกระทบสิทธิภายนอก

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวภายหลังศาลปกครองรับฟ้องว่า พึงพอใจ และถึงแม้ว่าจะฟ้องเพิกถอนสัญญาไม่ได้ แต่ 5 หน่วยงานที่ถูกฟ้อง ก็ต้องกลับไปทำกระบวนการให้ถูกต้อง

 “ในเมื่อสายส่งและการรับซื้อไฟฟ้าสร้างผลกระทบต่อประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำอีไอเอข้ามพรมแดน และชี้แจงข้อมูลกับประชาชนชาวไทย รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นด้วย” ทนายความรายนี้ ระบุ

สำหรับ “เขื่อนไซยะบุรี” กำลังการผลิต 1,285 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 80 กิโลเมตร หรือห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณ 200 กิโลเมตร ขนาดความสูง 48 เมตร ยาว 800 เมตร กั้นขวางแม่น้ำโขง

นักอนุรักษ์เรียกจุดที่ตั้งโครงการว่าเป็น “จุดพิฆาตลำน้ำโขง” นั่นเพราะบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่มีปลาอพยพถึง 850 ชนิด เป็นจุดกำเนิดกรวดแม่น้ำ ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทะเลสาบ และมีไม่ต่ำกว่า 70 ล้านชีวิต ริมแม่น้ำโขง ได้รับความเดือดร้อน

ในวันจันทร์ที่ 30 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาคดีเป็นนัดแรก โดยตุลาการผู้แถลงคดีจะสรุปความเห็น และเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีแถลงการณ์เพิ่มเติม