ข้อมูล IPCC กลางศตวรรษที่ 21 ‘โลก’ วิกฤต น้ำแข็ง ‘อาร์กติก’ ละลายหมด – ทะเลสูงขึ้น 4 เท่า

สกว.หนุนงานวิจัยแก้ไข “โลกร้อน” รวบรวมองค์ความรู้สู้ภัย จับมือ อบก.กระจายสู่ภาคปฏิบัติ ก่อนไทยกระทบหนัก ทะเลสูง 10-20 ซม.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การวิจัยด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อไปสู่การปฏิบัติ” ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พร้อมจัดเวทีเสวนา “รายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2” (TARC2) เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2560

นายอัศมน ลิ่มสกุล นักวิชาการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้นำกลุ่มทำงานด้านวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไทย เปิดเผยว่า รายงาน TARC ฉบับที่ 2 เป็นการปรับปรุงข้อมูลข่าวสารและเพิ่มเติมองค์ความรู้ของฉบับที่ 1 เมื่อปี 2554 ในประเด็นที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันและมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อค้นพบสำคัญจากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ฉบับที่ 5 (AR5)

นายอัศมน กล่าวว่า ข้อค้นพบสำคัญใน AR5 คือแผ่นน้ำแข็งทั่วโลกจะละลายเร็วกว่าที่คาดไว้และมีขนาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจำลองภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่าแผ่นน้ำแข็งในบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกจะละลายเกือบทั้งหมดก่อนช่วงกลางศตวรรษที่ 21 จากปกติที่ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้น 0.19 เมตร แต่ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.26-0.82 เมตร และแม้ว่าจะมีการหยุดปล่อยก๊าซฯ แต่ผลกระทบดังกล่าวจะยังคงเกิดขึ้นอีกหลายร้อยปี

“สำหรับแบบจำลองการท่วมในบริเวณอ่าวไทยตอนบน พบว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 10-20 เซนติเมตร ในช่วง 30 ปีข้างหน้า โดยพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบคือกรุงเทพฝั่งตะวันออก สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ในแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทยในช่วงปี 2549-2643 ยังพบว่าค่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิสูงสุด และปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกแบบจำลอง” นายอัศมน กล่าว

นายอัศมน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามข้อมูลจากรายงาน TARC2 สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเป็นแหล่งความรู้ที่สามารถใช้อ้างอิงของประเทศ สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อปรับตัวในพื้นที่และป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ รวมถึงนำไปศึกษาวิจัยต่อยอดในประเด็นที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการจัดทำข้อเสนอต่างๆ ต่อไป

นายชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้นำกลุ่มทำงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลจาก IPCC ปี 2557 ระบุว่าทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซฯ 4.9 หมื่นล้านตัน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก มีการปล่อยประมาณ 270 ล้านตัน มากที่สุดในภาคพลังงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 657 ล้านตัน และภายในปี 2593 จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,250 ล้านตัน ทั้งนี้อาจเพิ่มอีก 29% ในกรณีที่มีการลงทุนทางเศรษฐกิจสูง

ศ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า รายงาน TARC2 เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ เทคนิควิธีการ และนโยบายหลักต่างๆ ที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก และสร้างความตระหนักต่อสาธารณชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่จะนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังได้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มานำมาเสนอให้เห็นรายละเอียดและการนำองค์ความรู้จากรายงานไปใช้ประโยชน์ตามบริบทของแต่ละหน่วยงาน

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของ สกว.คือการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยได้สนับสนุนการวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบริบทต่างๆ ซึ่งความร่วมมือกับ อบก.นี้จะเป็นการนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร พร้อมสร้างเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่องค์ความรู้ส่วนหนึ่งที่นำมาจากรายงาน TARC2 จะนำไปใช้ในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม