ปลูกป่า 5 ปี พื้นที่สีเขียวเพิ่มเพียง 4 หมื่นไร่ แนะสร้างแรงจูงใจ – ปลูกต้นไม้ต้องได้เงิน

… ขวัญชนก เดชเสน่ห์

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายให้กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพิ่มพื้นที่ป่าขึ้นอีก 27 ล้านไร่ เพื่อให้สัดส่วนเพิ่มเป็น 40% ของพื้นที่ประเทศ จากเดิมที่มีอยู่เพียง 32% หรือประมาณ 102 ล้านไร่ ดังนั้นนโยบาย “การเอาคนออกจากป่า” ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้ได้พื้นที่เพิ่มเพียง 6.4 ล้านไร่ แต่ชาวบ้านกว่า 10 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่ อาจไม่ใช่คำตอบที่ทำให้เป้าหมายเป็นจริง

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากนักวิชาการป่าไม้หลายเสียงสะท้อนผ่าน “เวทีประชุมความร่วมมือเพื่อพัฒนานโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2558 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ การปลูกต้นไม้นอกพื้นที่ป่าเป็นวิธีที่เห็นผลมากกว่า และยังจะช่วยขจัดปัญหาความขัดแย้งกับท้องถิ่น

ระวี ถาวร นักวิชาการการแผนงานประเทศไทย ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า แสดงความคิดเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เรียกว่าหัวไร่ปลายนาซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีถึง 70% ของประเทศ และจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมถึงสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวบ้านเกิดแรงจูงใจที่จะปลูกต้นไม้ และได้ผลตอบแทนในรูปแบบของทรัพย์หรือกองทุน

สอดคล้องกับ ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า ที่เสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ป่ารุกเกษตร ในลักษณะสร้างป่าในพื้นที่เกษตร (Turn on Farm) หรือนโยบายส่งเสริมสนับสนุนเรื่องต้นไม้ในฟาร์มให้มากขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทำแล้วเห็นผล โดยป่าไม้ในพื้นที่เกษตร (Farm Forestry) สามารถสร้างพื้นที่ป่าไม้ควบคู่กับอาหารได้อย่างมหาศาล

“ที่ประเทศลาวจะเห็นโรงเลื่อยอยู่ทุกๆ กิโลเมตร เพราะว่าเขาอนุญาตให้ชาวบ้านปลูกป่าแล้วสามารถนำไม้มาขายได้ จากที่ลาวไม่เคยมีต้นสัก ก็มีเพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ป่าตามมา” นักวิชาการรายนี้ เทียบเคียงตัวอย่างให้เห็นภาพ

แนวคิดข้างต้นนี้เห็นผลจริงจากชุมชนในพื้นที่ ต.ช่างเคิ่ง  อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านร่วมกันกำหนดเขตพื้นที่เกษตรกรรมออกจากพื้นที่ป่าได้เกือบทั้งหมดแล้ว ส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่กันออกมาได้ปลูกไม้ยืนต้นเสริม โดย อุทิศ สมบัติ เกษตรกรในพื้นที่ได้ปลูกต้นสักในไร่นา เมื่อต้นโตก็จะตัดไปขายแล้วปลูกเพิ่มใหม่ หลังจากปลูกครั้งแรกเพียง 3 ปี ต้นไม้อื่นๆ ก็งอกขึ้นตามมา ทำให้ขณะนี้มีต้นไม้ยืนต้นอีกหลายชนิดในพื้นที่

“อุทิศ” เล่าว่า ปัญหาที่สำคัญคือเมื่อชาวบ้านทำแล้วเห็นผล แต่สุดท้ายรัฐกลับมีนโยบายทวงคืนผืนป่าเข้ามา ทำให้ไม้ที่ชาวบ้านตัดถูกยึด รวมทั้งพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านปลูกกลับไม่มีหลักประกันในเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงทำให้ชาวบ้านบางส่วนถอดใจ

ในขณะที่ทางภาครัฐก็มีนโยบายที่สอดคล้องกัน จงคล้าย วรพงศธร ผู้อำนวยการสำนักเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ บอกว่า กิจกรรมปลูกป่าที่ทั้งภาครัฐและเอกชนทำมาตลอด 5 ปี กลับได้พื้นที่ป่าเพิ่มเพียงแค่ปีละ 4 หมื่นไร่  รวมทั้งนโยบายทวงคืนผืนป่ากลับไม่เป็นความหวัง เพราะแทบทุกพื้นที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ สุดท้ายก็กลายมาเป็นความขัดแย้งในภายหลัง

นั่นทำให้รัฐใช้วิธีการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการฟื้นฟูพื้นที่ในรูปแบบต่างๆ ประมาณ 1 แสนไร่ เช่น ฟื้นฟูโดยการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่สวนยางพาราที่ได้จากการยึดคืน หรือพื้นที่เขาหัวโล้น โดยจะปลูกป่าในบริเวณที่มีความสูงชันที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาดินสไลด์ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะตกลงร่วมกันกับชาวบ้านเพื่อกันเขตบางส่วนให้เป็นพื้นที่ทำกิน พร้อมกันนี้จะติดตามเกษตรกรที่ได้รับกล้าไม้ไปเมื่อปีที่ผ่านมากว่า 50 ล้านกล้า ซึ่งคาดว่าสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ถึง 2 แสนไร่ต่อปี จากโครงการแจกกล้าไม้นี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกำหนดนโยบายชัดเจน แต่ในปี 2559 กลับไม่ได้รับงบประมาณมาทำกิจกรรมปลูกป่าในส่วนนี้  ซ้ำยังมีปัญหาอื่นๆ อาทิ พื้นที่กิจกรรมที่ส่งเสริมอยู่กระจัดกระจายทำให้ไม่กลายเป็นพื้นที่ป่าผืนเดียวกัน รวมทั้งไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง และกิจกรรมแจกกล้าไม้ก็ไม่ได้ปรับเพิ่มงบประมาณเช่นกัน จนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในขณะนี้

ศยามล ไกรยูรวงศ์ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แสดงความเป็นห่วงต่อแนวคิดข้างต้นว่า อาจไม่เห็นผล เนื่องจากหน่วยงานรัฐมักทำงานแยกส่วน ซึ่งกิจกรรมนี้ต้องมีกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ของกระทรวงทรัพยากรแห่งชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นไปได้ยาก

ศยามล กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลคือโครงการของรัฐที่มีแนวคิดแบบทุนนิยม เช่น การส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการเพิ่มของพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งมักเป็นตัวการสำคัญการลดลงของพื้นที่ป่าที่รุนแรงกว่าการบุกรุกของชาวบ้าน รัฐจึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนในส่วนนี้ด้วย

ทั้งหมดคือข้อเสนอแนะแนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนและจับต้องรูปธรรมได้จริง