กนอ.เปิดแผนตั้งนิคมฯ 3 จังหวัด ศก.พิเศษ ยืนยันทำ ‘อีไอเอ’ – รับฟังความเห็นปชช.แน่

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมจัดเวทีพูดคุยกับตัวแทนภาครัฐถึงข้อเท็จจริงนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ กนอ.ระบุ เตรียมตั้งนิคมอุตสาหกรรม 3 พื้นที่ “ตาก-สระแก้ว-สงขลา” ยืนยันเปิดรับฟังความคิดเห็นพร้อมทั้งจัดทำอีไอเอแน่นอน คาดเริ่มต้นโครงการได้ต้นปี 2560 ขณะที่รองเลขาฯ สศช. ย้ำ ไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่-ไม่สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม

เวทีพูดคุยข้อเท็จจริงหัวข้อ “มุมมองรัฐ : การลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ คุ้มค่าแลกผลกระทบ?” ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2558 หน่วยงานรัฐที่เข้าร่วมชี้แจงข้อมูลยืนยันตรงกันว่า การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจำเป็นต้องจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามเกณฑ์ที่งสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนด

นายอัฐพล จิรวัฒน์จรรยา ผู้เชี่ยวชาญ ระดับ 12 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.จะต้องทำอีไอเอใน 3 พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้มอบหมายให้ กนอ.ดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย  อ.แม่สอด จ.ตาก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ อ.สะเดา จ.สงขลา

นายอัฐพล กล่าวว่า การทำอีไอเอจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่ สผ.กำหนด ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ โดยในอีไอเอจะกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมว่าสามารถจัดตั้งโรงงานประเภทใดได้บ้าง ก่อนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาว่าจะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่

นายอัฐพล กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กนอ.ได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดทำผังแม่บทการจัดสรรพื้นที่ โดยจะกำหนดว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหรือพื้นที่สาธารณูปโภค และเมื่อผังแม่บทแล้วเสร็จจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา ก่อนจะเสนอต่อไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เป็นลำดับสุดท้าย

“ในการพิจารณาของ ครม.นั้น อีไอเอก็จะเสร็จพอดี ซึ่ง ครม.ก็จะดูทั้ง 2 ส่วน ก่อนมีมติว่าจะทำนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าทั้งผังแม่บทและอีไอเอจะแล้วเสร็จและเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ได้ภายในต้นปี 2560 จากนั้นจึงจะตอกเสาเข็มเล่มแรกได้”นายอัฐพล กล่าว

สำหรับรายละเอียดการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใน 3 พื้นที่ข้างต้น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีความเหมาะสมด้านนิคมฯ บริการ อาทิ คลังสินค้า การขนส่งสินค้า โรงห้องเย็น ซึ่งคล้ายคลึงกับ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่เหมาะสมกับนิคมฯ บริการ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ขณะที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ก็เหมาะสมเรื่องการขนส่งสินค้าเพื่อค้าขายกับประเทศมาเลเซีย และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารด้วย

“จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก และเชื่อว่านักลงทุนในอุตสาหกรรมหนักก็คงไม่สนใจพื้นที่ชายแดนเหล่านี้ เนื่องจากอยู่ไกล และไม่มีความเหมาะสม”นายอัฐพล กล่าว

ด้าน น.ส.พจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีมติเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา เพิ่มกิจการเป้าหมายที่จะให้สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 10 กลุ่มกิจการ ซึ่งรวมกับของเดิมที่ได้รับการส่งเสริมอยู่แล้ว 13 กิจการ รวมเป็น 23 กิจการ ในจำนวนนี้ 22 กิจการไม่ต้องทำอีไอเอ เนื่องจากประเภทและขนาดของกิจการไม่เข้าเงื่อนไขที่กำหนด ยกเว้นเพียงการตั้งนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จำเป็นต้องทำอีไอเอ

“ตามบัญชีกิจการเป้าหมายเหล่านี้จะไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ คาดว่าจะไม่มีผู้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน”น.ส.พจณี กล่าว

น.ส.พจณี กล่าวอีกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษต้องไม่แลกกับผลกระทบเชิงลบ โดยเป้าหมายหลักคือดึงดูให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ชายแดนเพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน และขยายการลงทุนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

น.ส.พจณี กล่าวถึงการคัดเลือกพื้นที่เพื่อรองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษว่า กนพ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 6 ชุด โดยหนึ่งในนั้นคือคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดพื้นที่ จัดทำผัง ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินตามระเบียบของราชการ

“คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพราะปัจจุบันที่ดินมีราคาสูง รัฐบาลจัดให้เกิดการลงทุนไม่ได้เพราะจะไม่คุ้มทุน นั่นทำให้ต้องหาที่ดินของรัฐ เช่น ที่ป่าเสื่อมโทรม โดยให้ทางจังหวัดไปประชุมภาคีเพื่อนำเสนอพื้นที่ที่เหมาะสมมาให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณา ก่อนจะใช้มาตรา 44 ประกาศเพิกถอนสภาพ”น.ส.พจณี กล่าว