บ้านคลองไทรพัฒนา ต้นแบบชุมชนจัดการตัวเอง ท่ามกลางไฟความขัดแย้ง ทุน-รัฐ-ชาวบ้าน

ที่ดิน..นับเป็นปัจจัยการดำรงชีพที่สำคัญของมนุษย์ ทั้งในแง่ของที่อยู่อาศัย และในแง่ของการทำมาหากิน แต่ทว่าในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังประสบปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะที่ดินของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร หรือ สปก. ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างนายทุนและคนรวยเพียงไม่กี่กลุ่ม กับผู้ยากไร้ขาดที่ดินทำกินจนต้องกลายเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิในการเข้าถึงที่ดิน นำมาซึ่งการเข่นฆ่าจนเกิดเหตุสลดตามมาหลายกรณี

ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายจัดการกับผู้บุกรุก หรือการจัดสรรที่ดินให้กับผู้ยากไร้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินการแบบล่าช้า ไม่ครบวงจร โดยเฉพาะนโยบายการจัดสรรที่ดินที่ไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริง รวมไปถึงการไม่เปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

จากปัญหาดังกล่าวจึงเกิดแนวคิด “โฉนดชุมชนเพื่อการถือที่ดินอย่างยั่งยืน” อันน่าสนใจ ดังที่ ชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี ที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้น ทั้งในส่วนของการจัดสรรที่ดินทำกินในชุมชนอย่างมีระบบ การให้ความรู้ในส่วนของข้อกฎหมาย ในการรักษาสิทธิ์ที่ดินทำกิน แม้จะถูกคุกคามจากกลุ่มนายทุนกลุ่มอิทธิพลที่ลอบสังหารชาวบ้านที่ร่วมต่อสู้ไปแล้ว 4 ชีวิตในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา  รวมไปถึงภาครัฐอย่าง สปก.เองในฐานะเจ้าของ ที่ทำการไล่ที่โดยล่าสุดสั่งการมาเป็นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด โดยอ้างว่าจะจัดสรรที่ดินให้ใหม่ ก็ไม่สามารถลดทอนกำลังและแรงใจในการต่อสู้ของชาวบ้านในพื้นที่ได้

ธีรเนตร ไชยสุวรรณ หรือ เท็น ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลองไทร เผยถึงแผนภาพรวมต่อการจัดการในชุมชนไว้อย่างน่าสนใจว่า เริ่มแรกพื้นที่บริเวณบ้านคลองไทรเต็มไปด้วยสวนปาล์มของบริษัทเอกชน  จนเมื่อบริษัทเอกชนหมดสัมปทานกับ สปก. บริษัทเอกชนกลับถือครองที่ดินเอาไว้ทำประโยชน์ต่อ จนศาลติดสินให้บริษัทแพ้คดี เมื่อมีชาวบ้านเข้ามาจับจองพื้นที่ จึงเกิดข้อพิพาทกันขึ้น และหลังจากนั้นชาวบ้านถูกคุกคามจากอิทธิพลมืดในหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องคดี การนำรถไถมาทำลายกระท่อมของชาวบ้านจำนวนหลายสิบหลัง หรือจะเป็นเหตุการณ์สุดสลด มีสมาชิกชุมชนถูกสังหารด้วยอาวุธปืนตั้งแต่ปี 2553-2558 เสียชีวิตรวมกัน ถึง 4 ราย

ส่วนการแบ่งสันปันส่วนในที่ดินผ่านโฉนดชุมชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนการใช้ที่ดิน เท็น ระบุว่า พื้นที่ในชุมชนซึ่งเป็นที่ดินของ สปก.มีประมาณ  1,007 ไร่ ในส่วนของการบริหารจัดการที่ดิน สิ่งแรกต้องกำหนดพื้นที่ส่วนกลางเพื่อไว้ทำกิจกรรม หรือการประชุมร่วมกันของคนในหมู่บ้าน จากนั้นจะแบ่งสรรปันส่วนให้กับคนในชุมชนที่มีทั้งหมด 65 ครอบครัว ครอบครัวละ 11 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เพราะปลูก 11 ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยในพื้นที่เพาะปลูก เราได้กำชับว่าต้องปลูกพืชอาหาร อาทิ ข้าว ผัก ผลไม้ ไว้กินด้วย ไม่ใช่ปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน และยางพาราเพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร โดยตั้งเป้าไว้ที่ 100 ไร่จากพื้นที่ทั้งหมด

“ในการถือครองที่ดินเรามีสัตยาบรรณร่วมกันว่า จะไม่นำแปลงที่ดินในการจัดสรรนี้ไปขาย ไว้เฉพาะเพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ถ้าใครมีเหตุจำเป็นต้องออกจากพื้นที่ ทางเราก็จะทำการเวนคืนที่ดินให้ โดยใช้เงินจากกองทุนที่ดินที่ขณะนี้เชื่อมโยงกับธนาคารที่ดินในประเทศ ซึ่งคนที่จะออกจากพื้นที่ จะสามารถนำเงินส่วนนี้ไปตั้งต้นใช้ชีวิตต่อในพื้นที่อื่นได้”

ส่วนการบริหารจัดการภายใน เท็น ชี้ว่า จะแบ่งการทำงานออกเป็น 9 ฝ่ายงาน อาทิ ฝ่ายเกษตรกรรม ฝ่ายพัฒนาหมู่บ้าน ฝ่ายทะเบียน ฝ่ายสาธารณะสุข โดยฝ่ายเกษตรกรรม และฝ่ายพัฒนา จะทำงานหนักสุดในพื้นที่ เนื่องจากต้องจัดสรรพื้นที่ให้เป็นไปตามรูปแบบและเป้าหมายของชุมชนที่ตั้งไว้ อาทิ ในพื้นที่ต้องมีการปลูกพืชอาหาร เลี้ยงปศุสัตว์ ตามสัดส่วนที่กำหนดเป็นต้น

“การจัดตั้งชุมชนเมื่อปี 2555 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้นั้น ยอมรับว่าแนวทางการต่อสู้มีความอ่อนแอและสะเปะสะปะ เรามีการบริหารจัดการแบบผู้นำเดี่ยว ที่ใครพูดเก่งหรือเสียงดังก็เป็นผู้นำไป ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์เรื่องที่ดินทำกิน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะกลุ่มผู้มีอิทธิพลรวมไปถึงพวกนายทุน มีทีมทนายฝ่ายกฎหมายที่ดูล้ำหน้ากว่าเราเยอะมาก คนพวกนี้จะใช้ข้อกฎหมายมารังแกเรา เพื่อให้เราออกนอกพื้นที่ให้ได้ ด้วยความที่ชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย สุดท้ายต้องกลายเป็นนักโทษหนีคดี ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้สู้”

จากปัญหาที่เกิดขึ้นเราก็มาปรึกษาคนในชุมชน ประกอบกับมีสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มาช่วยเสริมเติมแต่งกระบวนการจัดการ ทำให้เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีในการบริหารจัดการเสียใหม่ โดยใช้วิธีรวมกลุ่มกัน หรือร่วมคิดร่วมกันทำ เมื่อมีประเด็นไหนที่ต้องการจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา เราก็จะมาพูดคุยกันในที่ประชุม โดยประชุมสรุปแลกเปลี่ยนกันเดือนละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการประชุมเป็นรายวัน เพื่อสรุปสถานการณ์ประจำวัน โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ที่รายงานจากป้อมรักษาความปลอดภัยทั้ง 4 จุดรอบหมู่บ้าน ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เพราะเราเคยประสบเหตุการณ์สุดแสนเจ็บปวด ที่พี่น้องของเราถูกกราดยิงเสียชีวิตไป 4 ราย รวมทั้งมีการอธิบายข้อกฎหมายให้กับชาวบ้านในทุกๆ เช้า โดยเฉพาะการมีสิทธิ์ในที่ดินของ สปก.ในฐานะเกษตกรผู้ไม่มีที่ดินทำกิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังเยาชน เราใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ใช้แรงงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เช่น เรื่องวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม การร้องรำทำเพลงเพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน เป็นต้น เราใช้การมีส่วนร่วมมาหล่อหลอม เพื่อให้คนในชุมชนรู้คุณค่าของผืนที่ดินที่ยึดโยงกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ขณะที่ จรรยา เรืองทอง หรือ พี่ยา ชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมสะท้อนให้ฟังว่า เมื่อเข้ามาในพื้นที่ช่วงแรกที่มีกันประมาณ 200 คน เราถูกคุกคามอย่างหนักจากนายทุน ทั้งการเผาบ้าน การรื้อบ้าน และหนักสุดถึงจนถึงขั้นกราดยิงกันตาย รวม 4 ศพ ช่วงนั้นทำให้ตนและเพื่อนบ้านรู้สึกท้อแท้เป็นอย่างมาก บางส่วนต้องย้ายออกนอกพื้นที่กันเลยทีเดียว เกิดคำถามว่า ทำไมอิทธิพลของนายทุนจึงยิ่งใหญ่กว่ากฎหมายมาก เราเป็นแค่คนจนๆ คนหนึ่งไม่มีที่ทำกิน อยากหาที่ดินเพื่อเลี้ยงปากและท้องก็เท่านั้น ต้องถึงกับฆ่ากันเลยหรือ และตรงนี้ก็พิสูจน์ชัดว่าที่ดินเป็นของ สปก.ชัดเจน ไม่ใช่ของนายทุนแต่อย่างใด

ต้องยอมรับว่าในช่วงนั้น ชุมชนของเราอ่อนแอเป็นอย่างมาก กระทั่งมีสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มาช่วยเติมเต็ม ทั้งในเรื่องของระบบการจัดการในชุมชน ที่ต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ รวมไปถึงมาช่วยเหลือในเรื่องของทนาย และการให้ความรู้เรื่องกฎหมาย ทำให้เรายืนหยัดที่จะต่อสู้ต่อไปไม่ท้อถอย  รวมไปถึงการบริหารจัดการที่ดินในชุมชน จากเดิมไม่มีความรู้ว่าการปลูกพืชอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่เมื่อปลูกพืชเศรษฐกิจแล้ว ต้องมีการปลูกพืชอาหารควบคู่กันไปด้วย  ตรงนี้ทำให้เกิดความมั่งคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ต้องซื้อเขากินแทบทุกอย่าง ที่สำคัญเมื่อมีเหลือ สามารถส่งขายได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวอีกด้วย ตามหลักคิดที่ว่า “เราปลูกทุกอย่างที่อยากกิน เรากินทุกอย่างที่เราปลูก”

ด้าน สุรพล สงฆ์รัก กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เสริมว่า การต่อสู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิที่ทำกินไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม ภาครัฐเองต้องหนุนเสริมให้คนยากไร้มีสิทธิในที่ทำกิน เพื่อให้เขาได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่ไปขับไล่หรือโอนอ่อนตามระบบทุน ซึ่งชุมชนคลองไทรพัฒนา นับเป็นชุมชนตัวอย่างที่สู้ในเรื่องของสิทธิที่ทำกินได้อย่างน่าชื่นชม แม้จะถูกนายทุนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ มาข่มขู่คุกคามจนถึงขั้นเอาชีวิตแล้วก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ย่อท้อ ยังรวมตัวยืนหยัดต่อสู้ต่อไป มั่นใจว่าเมื่อชุมชนคลองไทรพัฒนา ต่อสู้จนชนะและประสบความสำเร็จ จะเป็นชุมชนตัวอย่างขยายต่อยอดแนวทางการต่อสู้ในสิทธิที่ทำกินไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลสำคัญในความยั่งยืนเกี่ยวกับสิทธิที่ทำกินของผู้ยากไร้ในประเทศไทยต่อไป

“ชุมชนคลองไทรพัฒนา” จึงนับเป็นชุมชนตัวอย่างที่ยืนหยัดต่อสู้เรื่องสิทธิที่ทำกินได้อย่างห้าวหาญ แม้จะอยู่ท่ามกลางไฟความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มทุน ชาวบ้าน และภาครัฐ!