พ.ร.ก.การประมง บังคับใช้แล้ว! ค้ามนุษย์คุก2ปี-สั่งปิดโรงงาน

… ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนเศษ สำหรับประเทศไทยที่จะแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ก่อนจะถึงกำหนดชี้ชะตา “ปลดใบเหลือง” ซึ่งสหภาพยุโรป (อียู) กำหนดเส้นตายไว้ในช่วงปลายเดือน ธ.ค.นี้

รัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายมั่นปั้นมือว่า “พ.ร.ก.การประมง” ฉบับใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภาคภูมิใจในการนำเสนอ และได้ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2558 จะเป็นเครื่องมือคลี่คลายวิกฤตศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

แน่นอนว่า “ยาแรง” ขนานนี้ จะพลิกโฉมการทำประมงไปโดยสิ้นเชิง

พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งนอกจากบทลงโทษที่รุนแรงแล้ว หากพิจารณา “นิยามศัพท์” ตามมาตรา 5 จะพบอีกว่าเป็นไปตามที่เครือข่ายประมงพื้นบ้านแสดงความกังวลไว้ก่อนหน้านี้

นั่นเพราะกฎหมายกำหนดว่า “ประมงพื้นบ้าน” คือการทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งไม่ว่าจะใช้เรือประมงหรือใช้เครื่องมือโดยไม่ใช้เรือประมง ทั้งนี้ที่มิใช่เป็นประมงพาณิชย์ ขณะที่ “ประมงพาณิชย์” หมายถึง การทำการประมงโดยใช้เรือประมงที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ส่วนคำว่า “เขตทะเลชายฝั่ง” หมายถึง ทะเลที่อยู่ในราชอาณาจักรนับจากแนวชายฝั่งทะเลออกไป 3 ไมล์ทะเล

นั่นหมายความว่า ประมงพื้นบ้าน ต้องมีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และสามารถหากินได้ในรัศมี 3 ไมล์ทะเล เท่านั้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือประมงพื้นบ้านในปัจจุบันจำเป็นต้องออกหาสัตว์น้ำในระยะไกลกว่า 3 ไมล์ทะเล

“จากปกติที่เรือประมงพื้นบ้านจะหาปลากันในบริเวณ 10-20 ไมล์ทะเล เท่ากับว่าจากนี้ต้องกลับเข้ามาแย่งทรัพยากรกันในพื้นที่ที่จำกัด” วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุ

นอกจากนี้ ขอบเขตของกฎหมายยังครอบคลุมถึง “การกระทำทั้งในและนอกน่านน้ำไทย ไม่ว่าจะใช้เรือประมงไทยหรือเรือไร้สัญชาติ” หากกระทำผิดตามกฎหมายฉบับนี้ “ศาลไทย” มีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีได้

“หากความผิดเกิดขึ้นนอกน่านน้ำไทย และการกระทำความผิดนั้นมิใช่เรือประมงไทยหรือผู้มีสัญชาติไทย ให้กระทำได้เมื่อได้รับแจ้งจากรัฐต่างประเทศที่การกระทำความผิดเกิดขึ้น หรือองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของอธิบดีที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศในการดำเนินการเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.นี้” มาตรา 9 ของ พ.ร.ก.การประมง ระบุ

ในมาตรา 11 สั่งห้ามโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำจ้างคนงานผิดกฎหมายหรือคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาต โดยกำหนดบทลงโทษคือ หากตรวจพบไม่เกิน 5 คน ให้อธิบดีมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการ 10-30 วัน แต่หากพบเกิน 5 คน ให้อธิบดีแจ้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อสั่งปิดโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

นอกจากนี้ หากพบผู้ประกอบการที่ถูกสั่งให้ปิดโรงงานทำความผิดซ้ำอีกภายใน 3 ปี ห้ามผู้ที่เกี่ยวข้องออกใบอนุญาตเพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์น้ำ และให้เพิกถอนใบอนุญาตเดิมด้วย

อีกหนึ่งมาตรการที่รุนแรง บัญญัติอยู่ในหมวด 3 การทำประมงในน่านน้ำไทย วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยมาตรา 31 ระบุว่า ผู้ทำการประมงน้ำจืดในที่จับสัตว์น้ำที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยใช้เครื่องมือทำการประมงตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

ขณะที่กฎหมายมาตราต่อๆ มา กำหนดให้ประมงพื้นบ้าน “ต้องได้รับ” ใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านจากอธิบดี ต้องจัดทำสมุดบันทึกการทำการประมง ซึ่งจะต้องมีประเภทและปริมาณของสัตว์น้ำที่จับได้ให้ตรวจสอบได้ ส่วนประมงพาณิชย์ กำหนดไม่ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง โดยใบอนุญาตจะมีอายุ 2 ปี ซึ่งใบอนุญาตจะโอนมิได้ เว้นแต่เป็นการโอนให้บุพการี คู่สมรสหรือผู้สืบสันดานเท่านั้น

ที่น่าสนใจและดูเหมือนว่าจะเป็นข้อจำกัดที่ท้าทายผู้ประกอบการ นั่นก็คือการกำหนดให้ผู้ที่ทำประมงนอกน่านน้ำไทยต้องมี “ผู้สังเกตการณ์” ประจำอยู่ในเรือประมงด้วย และหากกระทำผิดกฎหมายจนถูกต่างประเทศจับ ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบชดค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการนำบุคคลดังกล่าวกลับประเทศภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

หากเจ้าของเรือประมงไม่ชดใช้ค่าใช้จ่ายภายในกำหนดเวลา กรมประมงก็มีอำนาจยึดเรือประมงและนำออกขายทอดตลาดได้

สำหรับบทลงโทษซึ่งบัญญัติไว้ในหมวดที่ 11 มีด้วยกัน 50 มาตรา โดยกำหนดโทษปรับไว้อย่างรุนแรง เช่น ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 11 (จ้างแรงงานผิดกฎหมาย) ต้องระวางโทษปรับไม่น้อยกว่า 4 แสนบาท แต่ไม่เกิน 8 แสนบาท ต่อคนงาน 1 คน และหากพบว่าผู้ประกอบการกระทำผิดซ้ำใน 3 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 2 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละ 1-5 แสนบาท ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน

ส่วนการใช้เรือไร้สัญชาติทำประมง หากตรวจพบจะมีโทษเปรียบเทียบปรับตามขนาดของเรือ สูงสุด 5-30 ล้านบาท หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่จับได้ ขึ้นกับจำนวนที่มากกว่า

นอกจากนี้ หากมีการกระทำผิดที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรงซ้ำภายใน 5 ปี อัตราโทษตามที่กำหนดไว้ในแต่ละมาตราให้เพิ่มเป็น 2 เท่า

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาระสำคัญใน พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ซึ่งรัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่าจะสามารถปลดใบเหลืองได้สำเร็จ