จับตา! ยาแรง ‘พ.ร.ก.ประมง’ งุบงิบ-ปกปิด เดินตาม ‘อียู’

… วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.การประมง ฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา

จวบจนบัดนี้ ยังไม่มีใครได้เห็นรายละเอียดของกฎหมาย

ว่ากันว่า พ.ร.ก.การประมง ซึ่งอยู่ระหว่างการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็น “ยาแรง” ที่จะช่วยปลดใบเหลืองของสหภาพยุโรป (อียู) ในช่วงปลายปีได้อย่างชะงัก

ว่ากันอีกว่า ข้อกำหนดและบทลงโทษที่บัญญัติอยู่ในกฎหมายฉบับใหม่ เป็นไปตามที่ “อียู” ต้องการ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนก่อน พบว่ามี ร่าง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. …. เล็ดลอดออกมา แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ร่างสุดท้าย แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่คนในแวดวงการประมงได้เห็น และใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดทิศทางการตั้งรับ

ภูเบศ จันทนิมิ นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย บอกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงใน ร่าง พ.ร.ก.การประมง คือเรื่องของบทลงโทษที่รุนแรงจนเกินไป ทราบมาว่าจะมีทั้งการยึดเรือ จำคุก หรือโทษปรับหนักถึงหลังสิบล้านบาท ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการประมงไทยไม่ได้สูงขนาดนั้น

“แม้แต่ในยุโรปเองก็ยังไม่มีโทษหนักขนาดนี้ จึงคิดว่าการออกกฎหมายไม่ควรจะไปเสนออะไรที่เกินเลย หรือล้ำหน้ามากเกินไป ควรคำนึงถึงชาวประมงในประเทศไทยด้วย” ภูเบศ แสดงความคิดเห็น

นายกสมาคมการประมงฯ บอกอีกว่า ที่ผ่านมาชาวประมงไม่เคยพูดอะไร แม้แต่กฎหมายที่กำลังจะประกาศใช้ก็ยังไม่มีใครได้เห็น ทั้งที่สิ่งนั้นๆ จะมาบังคับใช้กับคนจำนวนมาก ก็ควรให้เขาเหล่านั้นได้รับรู้ ถึงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ยังมีโอกาสได้เตรียมตัว

“ไม่มีประเทศไหนที่เขาแก้ปัญหาจนได้ใบเขียวภายใน 6 เดือน ขนาดเกาหลีเองยังใช้เวลาถึง 2 ปี มันต้องมีจังหวะการปรับตัวด้วย แต่ที่ผ่านมาแม้แต่การประชุมชี้แจงหรือการมานั่งคุยกันก็ยังไม่เคยมี” ภูเบศ กล่าว

สอดคล้องกับเครือข่ายประมงพื้นบ้าน สะท้อนมุมมองจาก วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

วิโชคศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อมูลจนถึงขณะนี้ รู้สึกกังวลใน 2 ประเด็นหลัก คือการแบ่งเขตทำประมง ซึ่งหากเป็นไปตาม ร่าง พ.ร.ก.การประมง ซึ่งจำกัดเรือขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ให้สามารถทำประมงได้เฉพาะในเขต 3 ไมล์ทะเล เท่านั้น จะส่งผลกระทบต่อเรือประมงพื้นบ้านแทบทั้งหมด

“จากปกติที่เรือประมงพื้นบ้านจะหาปลากันในบริเวณ 10-20 ไมล์ทะเล เท่ากับว่าจากนี้ต้องกลับเข้ามาแย่งทรัพยากรกันในพื้นที่ที่จำกัด” วิโชคศักดิ์ กล่าว

สำหรับข้อกังวลอีกหนึ่งประเด็น คือการกำหนดโควต้าจับสัตว์น้ำที่อาจเป็นโควต้ารวมรายชนิด ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเรื่องการจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก และยังจะกลายเป็นปัญหาที่มือใครยาวสาวได้ก่อน

“ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจับสัตว์ขนาดเล็ก เพราะการกำหนดโควต้ารวมรายชนิด เช่น กำหนดว่าปลาชนิดนี้สามารถจับได้เท่านี้ๆ ห้ามเกิน นั่นหมายความว่าอาจจะจับปลาขนาดเล็กก็ได้ หากยังไม่เกินโควต้า” วิโชคศักดิ์ อธิบาย

ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ บอกอีกว่า ประเทศไทยอาจจะรอดจากปัญหาไอยูยู เพราะอียูก็เข้ามาดูร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย แต่ปัญหาอื่นก็ยังจะมีอยู่และจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่สะท้อนความจริง ตอบโจทย์เฉพาะหน้าเพียงแค่ให้บริษัทใหญ่ส่งออกอาหารทะเลต่อได้

“ทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์จากกระแสข่าวเท่านั้น หากกฎหมายฉบับจริงออกมา อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้” วิโชคศักดิ์ ระบุ