เขต ศก.แม่สอด ทุลักทุเล ? ปากคำ ‘ชาวบ้าน-ธุรกิจ’ รุมค้านนิคมฯ

… ขวัญชนก เดชเสน่ห์ /วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

เป็นเวลากว่า 10 ปี ที่แนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดตั้งเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ถูกผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง แต่เพิ่งมาจับต้องรูปธรรมได้ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

การประชุมครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2557 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก (เฟส1) ของประเทศไทย

หนึ่งในนั้นคือ จ.ตาก ซึ่งถูกประกาศพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ แม่สอด แม่ระมาด และพบพระ รวมพื้นที่กว่า886,875 ไร่

เฉพาะ อ.แม่สอด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนา ตั้งแต่การอนุมัติขยายถนน ตาก-แม่สอด และอุโมงค์ผ่านภูเขาเพื่อร่นระยะทางในการขนส่ง รวมทั้งก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมย แม่สอด-เมียวดี แห่งที่ 2

ขณะเดียวกัน ก็มีการประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่าและที่ดินของรัฐไปแล้วร่วม 3,000 ไร่ ส่งผลให้มีชาวบ้านได้รับผลกระทบประมาณ 97 ครัวเรือน

ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบาย น่าสนใจเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงจากปากคำของภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม

 

มูลค่าส่งออก ‘แม่สอด’ พุ่ง 6 หมื่นล้าน

ด่านศุลกากรแม่สอด เส้นทางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งระหว่างไทยกับพม่า จุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในภาคตะวันตก เปิดใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2540 เชื่อมต่อเส้นทางระหว่าง ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด กับเมืองเมียวดี ประเทศพม่า

นพศรัย ชินวากร หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปรามด่านศุลกากรแม่สอด ให้ข้อมูลว่า ด่านแม่สอดมีศักยภาพสูงเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของ จ.ตาก ที่สามารถเชื่อมโยงกับนานาประเทศ ทั้งในแถบมหาสมุทรอินเดีย แถบมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งอยู่บนแนวเส้นทางการพัฒนาการค้าการลงทุน เชื่อมโยงกับทั้งท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนาม ท่าเรือเมาะละแหม่ง และท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศพม่า

เป็นเหตุให้มูลค่าการค้าชายแดนแห่งนี้ มีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยตัวเลขมูลค่าสินค้าส่งออกจาก พ.ศ.2554 อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท และเพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน

สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ โทรศัพท์ เบียร์ และน้ำมัน เทียบกับมูลค่าสินค้านำเข้าที่มีตัวเลขสูงสุดไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้ไทยยังได้เปรียบดุลการค้าอย่างสูง

นอกจากนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ศุลกากรของปีงบประมาณ 2558 ยังสูงถึง 300 ล้านบาท มากกว่าประมาณการที่ 140 ล้านบาท หรือเกินกว่าเท่าตัว แสดงถึงศักยภาพของเส้นทางแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ยังไม่นับรวมถึงมูลค่าของสินค้าผ่านแดนที่มีสูงสุดกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี สร้างรายได้ให้แก่ระบบการจัดการการขนส่งสินค้าในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของด่านแม่สอดในขณะนี้ คือสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา ที่มีความแออัด เนื่องจากมีขนาดเพียง 2 เลน และบรรทุกสินค้าข้ามสะพานได้ไม่เกินเที่ยวละ 25 ตัน ต้องมีการขนถ่ายสินค้าและเปลี่ยนรถ จึงจำเป็นที่จะต้องมีสะพานแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการขนส่งของรถบรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมด่านศุลการกรแห่งใหม่ ส่วนสะพานแห่งเดิมคาดว่าอาจใช้สำหรับการสัญจรของผู้คนเท่านั้น เพื่อส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว

“เราขอพื้นที่ไป 500 ไร่ แต่ขณะนี้ได้มาเพียง 319 ไร่ โดยการใช้พื้นที่ชาวบ้านเราขอใช้ตามมาตรา 44 แต่เป็นการชี้แจงให้เข้าใจ ซึ่งท่าทีชาวบ้านเขายินยอมหากจะยกที่ดินให้รัฐเพื่อสร้างประโยชน์ แต่เขาไม่โอเคหากจะยกที่ดินให้เอกชน ส่วนการจะใช้ที่ดินในพื้นที่ สปก.ต้องผ่านความเห็นชอบจาก อบต.” นพศรัย ระบุ

สภาอุตฯ-หอการค้า จ.ตาก ไม่เอานิคมฯ

ชัดเจนจากตัวเลขการส่งออกที่พุ่งสูงถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ว่าศักยภาพของ อ.แม่สอด จ.ตาก คือการ “ค้าขาย” แต่ทว่านโยบายของรัฐบาลย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จำเป็นต้องจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย อ.แม่สอด จะรองรับอุตสาหกรรมทั้ง 13 ประเภท

ชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ตาก พูดชัดว่า จุดยืนของสภาอุตสาหกรรมฯ คือไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ซึ่งดำเนินการโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น ที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“แม่น้ำเมยเป็นแม่น้ำสายเดียวที่อำเภอแม่สอดใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำปะปา ถามว่ามันเหมาะสมหรือไม่ที่จะเอานิคมอุตสากรรมไปตั้งอยู่ประชิด และในฤดูแล้งแม่น้ำเมยก็ไม่พอสำหรับทำการเกษตร เมื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมแล้วจะเกิดปัญหาแย่งน้ำชาวบ้านใช้หรือไม่” ประธานสภาอุตสาหกรรมตั้งคำถาม

ชัยวัฒน์ ยังบอกอีกว่า จนถึงขณะนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษ อ.แม่สอด ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีเนื้องาน ไม่มีนักลงทุน มีแต่ภาพลักษณ์ที่นำเสนอออกไปเท่านั้น

“วันนี้ยังไม่มีนักลงทุนรายใดตัดสินใจเข้ามาลงทุน มีเพียงแค่เข้ามาหาข้อมูล เข้ามาสอบถามว่าสิทธิประโยชน์เป็นอย่างไร ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องปกติของนักลงทุน แต่ที่จะตัดสินใจว่าเข้ามาลงทุนแน่ๆ ยืนยันว่ายังไม่มี” ชัยวัฒน์ กล่าว

ประธานสภาอุตสาหกรรมรายนี้ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งเรื่องที่ดินยังไม่จบ กฎหมายผังเมืองก็ยังไม่เสร็จ ไม่มีการแบ่งพื้นที่ที่อยู่อาศัย เขตอุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม ถามว่าใครจะกล้าเข้ามาซื้อที่ดินเมื่อยังไม่มีความชัดเจนใดๆ นักลงทุนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อซื้อที่ดินไปแล้วจะสามารถดำเนินกิจการได้จริงๆ

สอดคล้องกับ ภราดร กานดา รองประธานหอการค้า จ.ตาก ที่ระบุว่า แม้รัฐบาลมีความหวังดีที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่หากการจัดการไม่ดีประโยชน์ที่ได้รับก็จะน้อย ที่สำคัญหากสิ่งที่ข้างบนกำหนดลงมาไม่ตรงตามความต้องการของพื้นที่ปัญหาก็จะเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเข้ามาส่งเสริมเรื่องที่ท้องถิ่นมีความถนัดอยู่แล้ว คือการค้าชายแดน

ภราดร บอกอีกว่า ควรให้ภาคเศรษฐกิจซึ่งมีความเป็นมืออาชีพเป็นผู้ดำเนินนโยบายเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ขณะที่รัฐบาลหรือข้าราชการควรทำหน้าที่เป็นผู้กำกับเพื่อรักษาผลประโยชน์ ประชาชน ไม่ให้การดำเนินการใดๆ มาสร้างผลกระทบต่อประชาชน แต่ปัจจุบันรัฐกลับเข้ามาดำเนินการเอง กลไกการถ่วงดุลเหล่านี้จึงหายไ

 

ที่ดินไร่ละ 12-25 ล้าน รัฐเวนคืน 7,000 บาท

ตามคำสั่งที่ 17/2558 ของ คสช.เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าถาวร และพื้นที่สาธารณประโยชน์ ใน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก รวม 2,998 ไร่ เพื่อรองรับนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

สำหรับพื้นที่ซึ่งถูกเพิกถอน ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ 803 ไร่ พื้นที่ป่าถาวร 2,182 ไร่ และพื้นที่สาธารณะประโยชน์ 13 ไร่ โดยได้มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้ามาบริหารพื้นที่จำนวน 813 ไร่ ขณะที่กรมธนารักษ์บริหาร 1,287 ไร่

สุนทร ศรีบุญมา ชาวบ้านหมู่ 4 ต.ท่าสายลวด หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกเวนคืนพื้นที่ไปทั้งหมด 45 ไร่ เล่าว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ป่า เนื่องจากอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2505 และไม่เคยมีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการเอาผิด แต่สุดท้ายก็ถูกเวนคืน โดยรัฐบาลได้จ่ายค่ารื้อถอนให้ไร่ละ 7,000 – 1.2 หมื่นบาทเท่านั้น

“ชาวบ้านหลายคนไม่เห็นด้วยที่จะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ ซึ่งผมเห็นว่าโครงการอยู่ใกล้ชุมชนเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดปัญหามลพิษจากนิคมอุตสาหกรรม” ชาวบ้านรายนี้ แสดงความคิดเห็น

ชมพูนุท เครือคำวัง กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น กล่าวว่า นอกจากพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ที่ถูกเวนคืนไปแล้ว นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษยังต้องเตรียมพื้นที่รองรับโครงสร้างขั้นพื้นฐานอื่นๆ โดยขณะนี้มีโครงการขอทำบ่อน้ำดิบริมแม่น้ำเมย ประมาณ 800 ไร่ และขอตั้งด่านศุลกากรอีก 500 ไร่ ซึ่งทั้งสองโครงการมีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้งสิ้น หากเดินหน้าจริงชาวบ้านคงถูกไล่รื้อเพิ่มอีกหลายครัวเรือน

“ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้เข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมแต่เรื่องก็เงียบ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปแล้ว ดิฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดโครงการจึงเดินหน้าไปทั้งๆ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ทั้งหมดคัดค้าน”ชมพูนุท กล่าวจริงจัง

ชมพูนุท กล่าวอีกว่า ปัจจุบันที่ดินใน อ.แม่สอด มีราคาพุ่งสูงเฉลี่ย 800% จากเดิมที่ไร่ละ 1 ล้านบาท ปัจจุบันราคาไร่ละ 12-25 ล้านบาท แต่ชาวบ้านกลับได้เงินชดเชยจากการเวนคืนเพียงไร่ละ 7,000- 1.2 หมื่นบาทเท่านั้น

 

ชาว ‘ปกาเกอะญอ’ ไร้ความชัดเจน

อีกหนึ่งพื้นที่ คือ อ.พบพระ แม้ขณะนี้ยังไม่มีการใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศเพิกถอนพื้นที่ แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นพื้นที่ส่วนขยายจาก อ.แม่สอด โดยเฉพาะที่ชุมชนขุนห้วยช่องแคบ ต.ช่องแคบ ซึ่งเป็นชุมชนของชาวปกาเกอะญอ

สุทธิชัย พะโกล ชาวปกาเกอะญอ หมู่ 3 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ กล่าวว่า มีข้อมูลว่า ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จะเป็นพื้นที่ส่วนขยายของนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ และล่าสุดเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ผู้นำท้องถิ่นได้เข้าไปแจ้งชาวบ้านในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอว่ารัฐจะขอคืนพื้นที่ราชพัสดุเพื่อจัดตั้งเป็น นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำความเจริญและสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน

“พวกเราไม่เคยรู้เลยว่าเศรษฐกิจพิเศษคืออะไร เลยยังบอกไม่ได้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี จะกระทบอะไรกับเราหรือไม่ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ไม่ใช่เข้ามาบอกว่าจะมาขอพื้นที่ไป และถ้าต้องการพื้นที่จริงๆ ถามว่าทำไมถึงไม่เอาป่าเสื่อมโทรม แต่กลับมาเอาป่าสงวน 3,000-4,000 ไร่ ไปทำไม แล้วจะมีนโยบายทวงผืนป่ากันทำไม”สุทธชัย กล่าว

อีกหนึ่งเสียงของชาวบ้าน ลาวัลย์ จรัสศรีสุข เปิดเผยความรู้สึกว่า ไม่มั่นใจว่าโครงการที่เข้ามาจะมีตำแหน่งงานให้กับชาวบ้านได้จริงหรือไม่ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา และไม่มีทักษะทำงานในโรงงานมาก่อน แต่ถึงอย่างไรอยากมีวิถีชีวิตแบบเดิมที่อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าสุดท้ายโครงการต้องเดินหน้าจริงก็อยากให้เป็นธุรกิจที่ชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วม เช่น โรงงานทอผ้า

สมบัติ สว่างเจริญลาภ ชาวบ้านและหนึ่งในสมาชิก อบต.ช่องแคบ กล่าวว่า ผวจ.ตาก เคยระบุว่าจะไม่ใช้คำสั่งมาตรา 44 แต่จะใช้วิธีการประชาคมอีกครั้ง ส่วนตัวมองว่าแนวโน้มทัศนคติของชาวบ้านส่วนใหญ่อาจเป็นในแง่บวก เนื่องจากข้อมูลที่ไม่รับทราบกันมากนัก ประกอบกับการประชาคมก่อนหน้านี้ที่แม้จะยังไม่มีการเก็บข้อมูลความคิดเห็น แต่หน่วยงานรัฐก็ได้เข้ามาให้ข้อมูลด้านดีของโครงการเป็นจำนวนมาก

“นักลงทุนทำสัญญาครั้งแรกก็ 50 ปี แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่อาจมองไปไม่ถึงตรงนั้น เขามองเพียงว่าหากมีโรงงานมาก็น่าจะมีงานทำ ไม่ได้มองว่าจะมีงานอะไรบ้าง หรือตัวเองจบอะไรมา มีศักยภาพหรือทักษะมากน้อยแค่ไหน อย่าว่าแต่อนาคตของรุ่นลูกรุ่นหลานเลย” สมาชิก อบต.รายนี้กล่าว

อิทธิพล เทพพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านขุนห้วยช่องแคบ ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านเข้ารับฟังข้อมูลจากผู้ว่าราชการจังหวัดและนักลงทุน ชี้แจงว่า มีความเป็นไปได้ที่หมู่บ้านจะเป็นพื้นที่จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ  และจะมีการสร้างโรงงานในพื้นที่ อาทิ โรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ โรงงานอิเลกทรอนิกส์ และธุรกิจปลูกผักออร์แกนิค

ผู้ใหญ่บ้านรายนี้ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีโอกาสส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ต้องอาศัยป่า และแหล่งน้ำในการประกอบอาชีพ แต่สนับสนุนธุรกิจที่ชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วมและสร้างรายได้เพิ่ม เช่น การปลูกผักออร์แกนิค

ทั้งหมดคือปากคำจากคนในพื้นที่และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

—————————————————————————————————————–

ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช